อ่านเกม ‘รับสร้างบ้าน’ หลังยุบสภา 2569 ธุรกิจเหนื่อยไฟลุก-ขอจีดีพี 4% ให้ฟื้นตัวได้จริง
คอลัมน์ : สัมภาษณ์พิเศษ ผู้เขียน : เมตตา ทับทิม
ไม่ต้องพูดมาก เจ็บคอ การเมืองหลังยุบสภา การเศรษฐกิจในหัวอกผู้ประกอบการทั้งแผ่นดิน มีอยู่ 1 รายที่ออกมาเรียกร้องขอผู้บริหารประเทศปั้นจีดีพีประเทศ 3-4% ในปี 2569 เพราะฝันค้างมานานเต็มทีกับความฝันเศรษฐกิจไทยจะฟื้นตัว
“ประชาชาติธุรกิจ” สัมภาษณ์พิเศษ “อนันต์กร อมรวาที” นายกสมาคมธุรกิจรับสร้างบ้าน ยิง 5 คำถามหลักเพื่อร่วมกันเปิดมุมมองในช่วงรอยต่อปี 2568-2569 และในช่วงรอยต่อที่การเมืองไทยโดยรัฐบาลอนุทิน ชาญวีรกูล ประกาศยุบสภาเมื่อหัวค่ำ 11 ธันวาคม 2568 ที่ผ่านมา ธุรกิจรับสร้างบ้าน หรืออีกนัยหนึ่งเป็นธุรกิจที่ลูกค้าสร้างบ้านบนที่ดินตัวเอง ขนาดตลาดมีมูลค่ามากถึง 2 แสนกว่าล้านบาท/ปี จะไปต่อในทิศทางใดได้บ้าง
อย่ารื้อลงทุนรัฐ-อย่าทุบค่าแรง
คำถามที่ 1 หนีไม่พ้นหัวข้อเทรนด์ตลาดรับสร้างบ้านหลังยุบสภา “อนันต์กร” ระบุว่า ช่วงยุบสภาถือเป็นช่วงรอยต่อ ปกติคนจะชะลอการตัดสินใจเพื่อรอดูทิศทาง หรือ Wait & See ทำให้ตลาดระดับทั่วไปอาจจะเงียบลงบ้าง แต่สำหรับธุรกิจรับสร้างบ้านพื้นฐานคือกลุ่มลูกค้า Real Demand สร้างเพื่ออยู่อาศัยจริง ไม่ใช่การเก็งกำไร ความต้องการจึงมั่นใจว่ายังมีอยู่ต่อเนื่อง
โดยเฉพาะกลุ่มบ้านระดับบน ราคา 20-50 ล้านบาท กลุ่มนี้แทบไม่ได้รับผลกระทบจากการเมือง ยิ่งภาวะเศรษฐกิจโลกผันผวน กลุ่มนี้ยิ่งต้องการเปลี่ยนเงินสดเป็นทรัพย์สิน ดังนั้น หลังยุบสภาผมมองว่าตลาดล่างอาจทรงตัว แต่ตลาดบนยังไปได้ดี และจะเป็นตัวประคองภาพรวมตลาดให้ไปต่อได้ในปีหน้า
คำถามที่ 2 ต่อยอดสถานการณ์ปัจจุบันเกี่ยวกับข้อคิดเห็นถึงการเมืองและการเลือกตั้งปี 2569 คำตอบคือ สิ่งที่ภาคเอกชนต้องการจากรัฐบาลใหม่ ไม่ว่าจะเป็นใครมีอย่างน้อย 2 ข้อด้วยกัน 1.ภาคเอกชนต้องการความต่อเนื่องของนโยบาย (Policy Continuity) โดยเฉพาะการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานต่าง ๆ ต้องเดินหน้าต่อทันที อย่ารื้อใหม่ เพราะถ้างบประมาณค้างท่อ ธุรกิจก่อสร้างจะสะดุดทั้งระบบ
2.ภาคอสังหาริมทรัพย์ รวมทั้งธุรกิจรับสร้างบ้าน ผูกพันอย่างลึกซึ้งกับนโยบายค่าแรง เพราะเป็นหนึ่งในต้นทุนหลักในไซต์ก่อสร้าง อยากฝากว่าอย่าใช้นโยบายหาเสียงด้วยการประกาศขึ้นค่าแรงขั้นต่ำแบบก้าวกระโดด เพราะธุรกิจรับสร้างบ้านใช้แรงงานคนเยอะ (Labor Intensive) ถ้าค่าแรงพุ่ง ต้นทุนบริษัทจะพุ่งทันที กระทบหนักถ้วนหน้า ทั้งผู้ประกอบการและผู้บริโภคบ้านสร้างเอง อยากให้เน้นแก้ระบบ MOU แรงงานต่างด้าวให้สะดวกขึ้น และดูแลราคาพลังงานที่เป็นต้นทุนขนส่งให้นิ่งจะดีกว่า
ขยายเพดานลดหย่อนภาษี
คำถามที่ 3 สมาคมธุรกิจรับสร้างบ้านจะมีข้อเสนอต่อรัฐบาลอะไรบ้าง เพื่อนำมาสู่การออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในปีหน้า
เรื่องนี้ “อนันต์กร” กล่าวว่า เศรษฐกิจตอนนี้ต้องใช้ยาแรง สมาคมขอเสนอมาตรการ “สร้างบ้านลดหย่อนภาษี” โดยให้นำค่าจ้างก่อสร้างบ้านสามารถนำมาลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา แต่ข้อเสนอเราต้องการมาตรการระยะสั้นที่กระตุ้นได้จริง จึงเสนอขอขยายเพดานลดหย่อนสูงสุดเป็น 500,000 บาท ซึ่งเทียบเท่าฐานค่าก่อสร้าง หรือมูลค่าสร้างบ้านหลังละ 50 ล้านบาท เทียบกับมาตรการปัจจุบันกำหนดเพดานลดหย่อนไว้ที่ 100,000 บาท หรือเทียบเท่าการสร้างบ้านไม่เกิน 10 ล้านบาท
แนวทางข้อเสนอขยายเพดานลดหย่อนภาษี สมาคมเชื่อมั่นว่าตัวเลขนี้จะช่วยจูงใจกลุ่มคนมีกำลังซื้อสูงให้ตัดสินใจสร้างบ้านทันที ทำให้เม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ ที่สำคัญเป็นกลไกบีบให้บริษัทรับสร้างบ้านรายย่อย หรือผู้รับเหมาทั่วไปต้องเข้าสู่ระบบกฎหมาย หรือเข้าสู่ระบบจดทะเบียนภาษี VAT (ภาษีมูลค่าเพิ่ม) ให้ถูกต้อง เพื่อให้ลูกค้าสามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้ เป็นการขยายฐานภาษีให้รัฐในระยะยาวอีกทางหนึ่ง
แนะรัฐปั้นจีดีพี 4% ฟื้นเศรษฐกิจ
สำหรับคำถามที่ 4 เลี้ยวเข้ามาสู่หัวข้อยอดนิยมในวงนักเศรษฐศาสตร์ ว่าด้วยคาดการณ์ GDP ปี 2569 ที่ตอนนี้ทำนักธุรกิจไทยใจหาย เพราะแตะตัวเลข 1% บวกลบ
ข้อคิดเห็นคือตัวเลข GDP ปีหน้า ถ้าจะให้ธุรกิจรับสร้างบ้านขยายตัวได้ดีควรจะต้องอยู่ที่ระดับ 3.8-4.2% เพราะถ้า GDP ต่ำกว่านี้ธนาคารจะเข้มงวดการปล่อยสินเชื่อ หมายความว่าปัญหายอดปฏิเสธสินเชื่อ หรือ Rejection Rate ระดับสูงจะเป็นปัญหาที่ไม่ได้รับการแก้ไขหรือเยียวยา ลูกค้ากู้ไม่ผ่าน งานก็ไม่เกิด แต่ถ้า GDP แตะ 4% ได้ ความเชื่อมั่นจะกลับมา ธนาคารปล่อยกู้ง่ายขึ้น ตลาดรับสร้างบ้านถึงจะเติบโตได้อย่างเต็มที่
“นายกรับสร้างบ้าน” กล่าวว่า ยอมรับความจริงว่าปัจจัยเสี่ยงเรื่องชายแดน หรือความขัดแย้งเพื่อนบ้านมีผลกระทบแน่ ๆ ส่วนที่ผมพูดตัวเลข 3.8-4.2% คือเป้าหมายที่ควรจะเป็น (Target) เพื่อให้เศรษฐกิจมีโอกาสกลับมาบูม ไม่ใช่คำทำนายที่การันตีผล แต่ถามว่า… ถ้าปัจจัยลบรุมเร้าจนตัวเลขจีดีพีร่วงลงมาเหลือแค่ 1% จริง ๆ อย่างที่หลายคนกังวล เราจะอยู่กันได้ไหม ? ผมตอบจากประสบการณ์ที่อยู่ในธุรกิจนี้มาเกือบ 30 ปี ว่าธุรกิจนี้ยังอยู่ได้
โดยประเมินจากธรรมชาติของธุรกิจรับสร้างบ้าน มีความแข็งแกร่งเฉพาะตัว ต่อให้ GDP เหลือ 1% จริง ๆ ตลาดรวมอาจจะหดตัวบ้าง แต่มองว่าไม่ถึงขั้นวิกฤตจนหยุดชะงัก เพราะว่า 3 เหตุผลคือ 1.ธุรกิจรับสร้างบ้านโฟกัส Real Demand รองรับลูกค้าคนสร้างบ้านบนที่ดินตัวเอง ซึ่งบ้านเป็นความต้องการปัจจัย 4 ไม่ใช่การเก็งกำไร ความต้องการตรงนี้มีตลอดเวลา
2.ลูกค้ารับสร้างบ้านมีกระสุน (เงินค่าก่อสร้างบ้าน) โดยคนที่จะจ้างบริษัทสร้างบ้าน ส่วนใหญ่คือคนที่มีความพร้อม มีที่ดิน มีเงินออม (Saving) สะสมมาแล้ว ไม่ใช่เงินร้อน และ 3.แบงก์ยังอ้าแขนรับ ต่อให้เศรษฐกิจแย่ แบงก์อาจจะปิดก๊อกสินเชื่อตัวอื่น แต่สำหรับสินเชื่อปลูกสร้างบ้านแบงก์ยังให้เครดิตอยู่ เพราะสินค้ารับสร้างบ้านต้องบอกว่าเป็นสินเชื่อที่มีความเสี่ยงต่ำที่สุด มีโฉนดค้ำ และลูกค้ากลุ่มนี้เครดิตดี
“ดังนั้น สรุปง่าย ๆ ถ้า GDP ถึง 4% เราก็วิ่งฉิว เหมือนกับคำถามเปรียบเปรยว่า วิ่งในทุ่งลาเวนเดอร์ (ยิ้ม) แต่ถ้าเจอปัจจัยลบจน GDP เหลือ 1% เราก็ยังเดินต่อได้ครับ เปรียบเทียบเหมือนเปลี่ยนมาวิ่งในทุ่งหญ้าสะวันนาแทน อาจจะเหนื่อยหน่อยแต่ยังไม่ตายแน่นอนครับ”
ปีหน้าไม่สดใส-อย่าเพิ่งซ่า
คำถามที่ 5 อาจกล่าวได้ว่าเป็นคำถามภาคบังคับ ในฐานะนายกรับสร้างบ้านมีข้อแนะนำผู้ประกอบการและผู้บริโภคอย่างไร
คำตอบชัดถ้อยชัดคำ “สำหรับผู้ประกอบการบริษัทรับสร้างบ้าน ช่วงเปลี่ยนผ่านนี้ (รอยต่อปี 2568-2569) ผมแนะนำว่า…อย่าเพิ่งซ่าครับ ชะลอการลงทุนขยายกิจการไปก่อน ให้เน้นรักษาสภาพคล่อง (Cash Flow) และดูแลลูกค้าเก่าให้ดีที่สุด อย่าทิ้งงาน เพราะยุคนี้โซเชียลไวมาก ถ้าเสียชื่อแล้วกู้คืนยาก ให้เน้นคุณภาพ อย่าแข่งตัดราคาจนเจ็บตัวไปทั้งวงการ”
ส่วนข้อแนะนำผู้บริโภครับสร้างบ้าน ถ้ามีความพร้อมแล้ว แนะนำให้ตัดสินใจเปิดออร์เดอร์สร้างบ้านได้เลย เพราะหลังเลือกตั้งมีแนวโน้มว่าค่าแรงและราคาวัสดุจะปรับตัวสูงขึ้นอีก ถ้ารออาจจะต้องใช้เงินมากขึ้นในขนาดบ้านเท่าเดิม
รวมทั้งฝากข้อแนะนำให้เลือกบริษัทที่เป็นสมาชิกสมาคมธุรกิจรับสร้างบ้าน เพื่อความมั่นใจเรื่องสัญญา มาตรฐาน และการรับประกันงาน
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : อ่านเกม ‘รับสร้างบ้าน’ หลังยุบสภา 2569 ธุรกิจเหนื่อยไฟลุก-ขอจีดีพี 4% ให้ฟื้นตัวได้จริง
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net