โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ภาคเอกชนหลังพิงฝาฝ่าวิกฤต ศก.ปีม้าไฟ ลุ้นไม่ขึ้น! ฟันธง GDP ไทยโตต่ำสุดในอาเซียน

Manager Online

อัพเดต 3 มกราคม 2569 เวลา 4.25 น. • เผยแพร่ 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา • MGR Online

แนวโน้มการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในปี 2569 หลายสำนักคาดการณ์ GDP ไทยโตต่ำเพียง 1.6-1.7 % เทียบกับปี 2568 ที่ว่าแย่ก็เฉลี่ยโต 2.0% ขณะที่เศรษฐกิจโลกมีอัตราการขยายตัวลดลงมาอยู่ที่ 2.6% ทำให้ภาคการส่งออกของไทยในปี 2569 ดูไม่สดใส ส่วนภาคการท่องเที่ยวที่เคยเป็นเครื่องจักรสำคัญในการสร้างการเติบโต GDP ก็ฟื้นตัวไม่เต็มที่

แถมกำลังซื้อในประเทศก็อ่อนแรงจากปัญหาหนี้ครัวเรือนที่สูง อุตสาหกรรมขนาดกลางและย่อม(SMEs)ก็มีต้นทุนการผลิตที่สูง สู้สินค้านำเข้าราคาถูกจากจีนไม่ได้แถมเจอพิษเงินบาทแข็งค่าผิดปกติเมื่อเทียบประเทศเพื่อนบ้าน ทำให้สินค้าส่งออกของไทยในสายตาผู้นำเข้าแพงกว่าประเทศคู่แข่งอย่างเวียดนาม อินโดนีเซีย ปัจจัยลบเหล่านี้เป็นสิ่งที่ภาคเอกชนต้องเผชิญและหายุทธวิธีในการฝ่ามรสุมเศรษฐกิจในปี 2569 ไปให้ได้

นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่าเศรษฐกิจไทยในวันนี้ เปรียบได้กับ “รถที่ติดหล่ม” ต้องใช้แรงมหาศาลในการดึงขึ้นมา สะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นของภาคนโยบายที่ต้องเร่งเครื่องเดินหน้าเพื่อผลักดันให้เศรษฐกิจเดินหน้าต่อไปได้ ขณะที่รัฐบาลรักษาการของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ที่ได้ประกาศนโยบาย “Quick Big Win” หวังฟื้นฟูเศรษฐกิจ เพิ่มรายได้ ลดรายจ่าย แก้หนี้ และเพิ่มสภาพคล่องก็ดูเหมือนจะไปไม่ถึงฝั่งฝันเนื่องจากรัฐบาลรักษาการมีข้อจำกัด ไม่สามารถอนุมัติโครงการใหม่ที่มีผลผูกพันไปรัฐบาลใหม่ได้

การเกิดสุญญากาศทางการเมืองจนกว่าจะได้รัฐบาลใหม่ที่จะกินเวลาหลายเดือน ทำให้ภาคเอกชนเกิดกังวลว่าข้าราชการจะเข้าสู่โหมดเกียร์ว่าง หากเป็นเช่นนี้จะยิ่งซ้ำเติมเศรษฐกิจไทยที่อาการหนักอยู่แล้วให้ย่ำแย่ลงไปอีก แต่ก็ยังหวังอยู่ลึกๆว่าหากทุกฝ่ายร่วมมือกันแก้ปัญหาที่หมักหมมเชื่อว่าเศรษฐกิจไทยเดินหน้าต่อไปได้

ส.อ.ท.ชี้ทุกฝ่ายต้องบูรณาการร่วมมือ=ทางรอดอุตฯไทย

นายเกรียงไกร กล่าวว่า ปี2569 เป็นปีที่เหนื่อยอีกปีหนึ่งของภาคธุรกิจอุตสาหกรรมไทย ที่เผชิญความท้าทายอย่างต่อเนื่องทั้งปัจจัยภายในและภายนอก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องมาตรการทางภาษีของสหรัฐฯ ปัญหาสินค้าทุ่มตลาด/สวมสิทธิ์ส่งออกจากจีน ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ปัญหาข้อพิพาทชายแดนไทย-กัมพูชา ปัญหาหนี้ครัวเรือนและหนี้ธุรกิจที่สูง

รวมทั้งค่าเงินบาทแข็งค่ามากกว่าประเทศเพื่อนบ้านทำให้การส่งออกสินค้าไทยแข่งขันได้ยาก จึงไม่แปลกที่ทุกค่ายมองไปในทิศทางเดียวกันว่าการส่งออกไทยในปี2569จะต่ำลงมากเมื่อเทียบปีก่อน ผลกระทบจากปัญหาสภาพภูมิอากาศที่นับวันจะรุนแรงเพิ่มมากขึ้น ปัญหาธุรกิจสีเทาและอาชญากรรมไซเบอร์ที่รอการแก้ไขอย่างจริงจัง

ขณะที่ปัญหาเชิงโครงสร้างยังไม่ได้รับการแก้ไข ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสังคมไทยเข้าสู่สังคมผู้สูงวัยอย่างสมบูรณ์ กับดักรายได้ปานกลาง ระบบการศึกษาที่ไม่ตอบโจทย์ภาคอุตสาหกรรม การเมืองไม่นิ่ง งบประมาณไม่สมดุลมีรายจ่ายมากกว่ารายได้ ปัญหาคอร์รัปชันที่ฝังรากลึก และกฎหมายล้าสมัยที่มีนับแสนฉบับที่ต้องยกเลิกและแก้ไข ซึ่งกฎหมายที่ล้าสมัยเป็นต้นตอสำคัญในการเกิดคอร์รัปชั่นในไทย

ดังนั้นทางรอดของภาคธุรกิจจำเป็นต้องมีการบูรณาการความร่วมมือระหว่างภาครัฐ เอกชน และประชาสังคม เพื่อยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของผู้ประกอบการไทย สร้างความเข้มแข็งให้กับเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมของประเทศ

มีเป้าหมายการพัฒนาประเทศที่สำคัญในการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ การพัฒนาที่ยั่งยืน เพื่อบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี 2050 และเร่งขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจให้ GDP ไทยขยายตัวในระดับ 5% หากปล่อยให้GDPไทยโตต่ำสุดในอาเซียนไปเช่นนี้ เชื่อว่าภายในเวลาไม่เกิน 5ปีมูลค่าเศรษฐกิจของไทยจากเดิมที่ใหญ่ติดอันดับ 2หรือ 3ในอาเซียน จะไหลรูดตกลงมาอยู่อันดับที่ 5 แพ้เวียดนาม อินโดนีเซีย ซึ่งเป็นสิ่งที่น่าเป็นห่วงมากเพราะโอกาสที่จะพลิกฟื้นเป็นไปได้ยาก

อย่างไรก็ดี ในช่วงเดือนธันวาคมที่ผ่านมาผู้บริหารส.อ.ท.ได้มีโอกาสเปิดบ้านต้อนรับพรรคการเมืองไทยหลายพรรค ไม่ว่าจะเป็นพรรคประชาธิปัตย์ พรรคเพื่อไทย พรรครวมไทยสร้างชาติ ฯลฯ เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูล มุมมองปัญหาเศรษฐกิจและแนวทางแก้ไข ซึ่งหวังว่าบรรดพรรคการเมืองนำข้อเสนอไปพิจารณากำหนดเป็นนโยบายพรรคและนำไปใช้ในการบริหารประเทศหลังเป็นรัฐบาล

นายเกรียงไกร กล่าวว่า ส.อ.ท. ได้รวบรวมและกำหนดแนวทางการพัฒนาอุตสาหกรรมไทย ออกเป็น 8 ด้าน ดังนั้น1. การปรับปรุงกฎหมาย กฎระเบียบ เพื่อส่งเสริมความยากง่ายในการประกอบธุรกิจ และเพิ่มการเติบโตทางเศรษฐกิจ โดยยกระดับการปฏิรูปกฎหมายเป็นวาระแห่งชาติ

2. การพัฒนาบุคลากร เพิ่มผลิตภาพแรงงาน และแก้ไขปัญหาขาดแคลนแรงงานทั้งระบบ โดยปรับอัตราค่าจ้างขั้นต่ำควรเป็นไปตามอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการค่าจ้างไตรภาคี พิจารณาให้สอดคล้องตามปัจจัยทางเศรษฐกิจของแต่ละพื้นที่ การเพิ่มผลิตภาพแรงงาน รวมทั้งส่งเสริมการจ่ายค่าจ้างตามมาตรฐานฝีมือแรงงาน 3. การบริหารจัดการด้านพลังงานทั้งระบบ รองรับการเปลี่ยนผ่านพลังงาน (Energy Transition) โดยเร่งทบทวนและผลักดันแผนพลังงานชาติ (NEP) ฉบับใหม่ ทบทวนโครงสร้างพลังงาน เพื่อลดต้นทุนพลังงาน/ไฟฟ้า 4. การส่งเสริมการส่งออก การค้า และสนับสนุนการลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมาย S-Curve และเร่งรัดการเจรจาความตกลงการค้าเสรี (FTA) เพิ่มสิทธิประโยชน์สำหรับสินค้า Made in Thailand

5. การยกระดับอุตสาหกรรมด้วยเทคโนโลยี นวัตกรรม และดิจิทัล โดยสนับสนุนการลงทุนพัฒนาไปสู่ Digital Transformation 4.0 เชื่อมโยงสถาบันการศึกษา 6. การพัฒนาอุตสาหกรรมอย่างยั่งยืน (BCG & ESG) 7. การส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพของผู้ประกอบการ SMEs ให้เข้าถึงการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ และ8. การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้าน Logistics และพื้นที่สำหรับอุตสาหกรรม โดยทบทวนการกำหนดเขตเศรษฐกิจพิเศษและระเบียงเศรษฐกิจพิเศษ เพื่อให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงในปัจจุบัน

อย่างไรก็ดี ในปี2568 การเติบโตทางเศรษฐกิจ(GDP)ของไทยยังโตในกรอบที่คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ประกอบด้วย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และสมาคมธนาคารไทย (กกร.) คาดการณ์ไว้ที่ 2% แม้ว่าจะได้ผลกระทบจากเหตุการณ์ปะทะตามชายแดนไทย-กัมพูชา ทำให้มูลค่าการค้าชายแดนไทย-กัมพูชาลดลงไปถึง 99.5% เหลือเพียง0.5%เท่านั้น และในปี2569คาดว่าGDPไทยจะขยายตัวชะลอลงมาอยู่ที่ 1.6- 2%

ธปท.-สภาพัฒน์ มองศก.ไทยโตต่ำ

ด้านธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ประเมินเศรษฐกิจไทยในปี 2569 มีแนวโน้มขยายตัวต่ำกว่าปี2568 สืบเนื่องจากการบริโภคภาคเอกชนที่ชะลอลงตามแนวโน้มรายได้ และภาคส่งออกที่ได้รับผลกระทบจากมาตรการทางภาษีของสหรัฐฯ ขณะที่ภาคการท่องเที่ยวทยอยฟื้นตัว

ส่วนSMEs คงถูกกดดันจากปัญหาสภาพคล่องจากการปัญหาการเข้าถึงสินเชื่อและการแข็งค่าของเงินบาท ทำให้เศรษฐกิจมีแนวโน้มชะลอตัวชัดเจนและมีความเสี่ยงมากขึ้น

เศรษฐกิจไทยที่ขยายตัวต่ำส่วนหนึ่งเป็นผลจากปัจจัยเชิงโครงสร้าง จำเป็นต้องผสมผสานนโยบายหลายด้านเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคธุรกิจ สนับสนุนให้มีมาตรการทางการเงินเฉพาะจุดเพื่อดูแลกลุ่มเปราะบาง ซึ่งการลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ผ่านมา ช่วยลดต้นทุนทางการเงินและบรรเทาภาระหนี้ให้กับภาคธุรกิจและครัวเรือน แต่สินเชื่อยังหดตัวต่อเนื่อง ส่วนหนึ่งสะท้อนการชะลอการใช้จ่ายและการลงทุนของภาคเอกชนภายใต้8232;ความไม่แน่นอนสูง รวมทั้งสถาบันการเงินยังระมัดระวังการปล่อยสินเชื่อให้กับลูกหนี้ที่มีความเสี่ยงด้านเครดิตสูงโดยเฉพาะ SMEs และครัวเรือนกลุ่มรายได้ต่ำ

สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) คาดการณ์แนวโน้มเศรษฐกิจไทยในปี 2569 จะขยายตัวที่ 1.2-2.2% จากปี2568 ที่GDPเติบโต 2 % จากปัจจัยหนุนการอุปโภคบริโภคภาคเอกชนและการใช้จ่ายของภาครัฐ รวมถึงการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวและภาคการเกษตร โดยสภาพัฒน์ได้ปรับตัวเลขคาดการณ์มูลค่าการส่งออกของไทยในปี 2568 เพิ่มขึ้นเป็น 11.2% จากเดิมที่คาดไว้ว่าจะโตเพียง 5.5% ส่วนปี 2569 คาดว่าการส่งออกจะหดตัว 0.3% จากผลกระทบภาษีสหรัฐฯ ที่มีความชัดเจนมากขึ้น

ส่วนการเจรจาภาษีการค้าไทย-สหรัฐฯ หากการเจรจาชัดเจนก็จะมีผลต่อการตัดสินใจของภาคเอกชนและช่วยให้เศรษฐกิจเดินหน้าต่อไปได้ ซึ่งประเมินว่าสถานการณ์ความขัดแย้งไทย-กัมพูชา จะไม่ส่งผลต่อการเจรจาการค้า แต่ขณะเดียวกัน ต้องเดินหน้าหาตลาดใหม่ที่มีศักยภาพ โดยเฉพาะอินเดีย ปากีสถาน เอเชียใต้ แอฟริกา

กรณีหากการเจรจาชะลอออกไป อาจจะต้องมีการปรับประมาณการเศรษฐกิจไทยใหม่ นอกจากนี้ รัฐบาลต้องจัดทำงบประมาณเพื่อไม่ให้กระทบต่อการเบิกจ่ายงบประมาณ โดยเฉพาะรายจ่ายลงทุน และรักษาบรรยากาศทางเศรษฐกิจและการเมืองในช่วงเลือกตั้ง เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน

SCC ชี้ปี 69 ยังเน้นรักษาสภาพคล่องต่อไป

บมจ.ปูนซิเมนต์ไทย (SCC) ระบุว่าแนวโน้มเศรษฐกิจในปี2569 ยังเผชิญความท้าทายที่ยืดเยื้อต่อเนื่องจากปีก่อน โดยเศรษฐกิจโลกและไทยยิ่งเปราะบางและคาดการณ์ได้ยาก มาจากการแบ่งขั้วทางเศรษฐกิจที่ชัดเจนขึ้น มาตรการกีดกันทางการค้าที่ขยายตัว ภาษีนำเข้าสหรัฐฯ การทุ่มตลาดจากสินค้าราคาถูกจากต่างประเทศ และค่าเงินบาทที่แข็งกว่าปัจจัยพื้นฐานที่กดดันการส่งออก และการท่องเที่ยวของไทย ดังนั้นคงเหลือเครื่องยนต์ตัวเดียวที่ช่วยผลักดันเศรษฐกิจไทยเดินหน้าไปได้มาจากนโยบายรายจ่ายภาครัฐ โดยวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 กำหนดเป็นวันเลือกตั้งใหม่ และจะใช้เวลาในการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ ซึ่งอาจจะส่งผลต่อการจัดทำงบประมาณปี2570 ทำให้เครื่องยนต์ที่เหลือเพียงตัวเดียวสะดุด ทำให้เศรษฐกิจไทยสะดุดหมด เป็นเรื่องที่น่ากังวล

แม้เผชิญสถานการณ์ที่ท้าทายมากขึ้น แต่ SCC มั่นใจว่า มาตรการที่ดำเนินมาอย่างเข้มข้นตลอดปีที่ผ่านมานั้นมาถูกทางแล้ว โดยบริษัทเน้นรักษาวินัยทางการเงิน ลดต้นทุน รวมศูนย์การผลิตเพื่อลดความซ้ำซ้อน ปรับโครงสร้างธุรกิจ ตลอดจนพัฒนาสินค้า Smart Value–HVA–กรีน ตอบโจทย์ตลาดทุกระดับ รวมทั้งขยายตลาดใหม่ ทำให้มีกระแสเงินสดแกร่ง

นายธรรมศักดิ์ เศรษฐอุดม กรรมการผู้จัดการใหญ่ SCC กล่าวว่า ในปี 2569 บริษัทวาง 4 กลยุทธ์หลักเพื่อรับมือเศรษฐกิจโลกยืดเยื้อ ประกอบด้วย 1. รักษาวินัยทางการเงินต่อเนื่อง บริหารกระแสเงินสด ใช้เงินทุนหมุนเวียนอย่างระมัดระวัง และเดินหน้าปรับโครงสร้างการดำเนินงานธุรกิจ ลดต้นทุนด้วย AI & Robotics ช่วยตรวจคุณภาพผลิตภัณฑ์ ควบคุมกระบวนการผลิต และบริหารคลังสินค้า

2.รวมศูนย์การผลิตเพื่อลดความซ้ำซ้อน เน้นเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารสินทรัพย์ในธุรกิจที่ดำเนินงานในอาเซียน บริหารต้นทุนการผลิตและส่งออก 3. รุกตลาดเวียดนาม โดยชูเป็นฐานการผลิตใหม่เพื่อส่งออกตลาดโลก เนื่องจากเวียดนามมีGDPเติบโตโดดเด่นขยายตัวกว่า 7% จากมาตรการรัฐและการลงทุนต่อเนื่อง ที่ผ่านมา SCC มีการลงทุนในทุกกลุ่มธุรกิจในเครือฯอยู่ที่เวียดนาม จึงเป็นโอกาสให้เวียดนามเป็นฐานการส่งออกไปยังอเมริกา ออสเตรเลีย และยุโรป

4.ขยายพอร์ตสินค้า บริการ ราคาคุ้มค่า Smart Value – HVA - กรีน ตอบสนองความต้องการผู้บริโภคในภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว บริษัทขยายกลุ่มสินค้าและบริการ Smart Value “คุณภาพดี–ราคาคุ้มค่า” ทั้งกลุ่มสินค้างานโครงสร้างและวัสดุตกแต่ง เพื่อเจาะกลุ่มลูกค้าที่ต้องการสินค้าคุณภาพแต่ราคาไม่แพง

พร้อมตั้งเป้าปี 2569 SCC มี EBITDA เติบโตขึ้นกว่า 5.4 หมื่นล้านบาท อาศัยความได้เปรียบในการมีฐานการผลิตอยู่ในหลายประเทศในอาเซียน เพื่อสร้างการเติบโตทดแทนตลาดไทยที่เศรษฐกิจชะลอตัว ซึ่ง SCC เป็นอีกหนึ่งบริษัทเอกชนไทยที่เห็นสัญญาณเศรษฐกิจโลกชะลอตัวและวางแผนรับมืออย่างเป็นระบบทำให้ปี 2569 SCCมั่นใจฝ่าวิกฤตพายุเศรษฐกิจไปได้อย่างมั่นคง

website : mgronline.com
facebook : MGRonlineLive
twitter : @MGROnlineLive
instagram : mgronline
line : MGROnline
youtube : MGR Online VDO

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...