โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ผีอดีต : หลอนเพื่อความยุติธรรม | ธงชัย วินิจจะกูล

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 07 พ.ย. 2568 เวลา 04.45 น. • เผยแพร่ 05 พ.ย. 2568 เวลา 03.02 น.

(หมายเหตุ : ปรับปรุงจากส่วนหนึ่งของการนำเสนอในการประชุมทางวิชาการเรื่อง “ผี (Ghost)” วิทยาลัยนานาชาติปรีดี พนมยงค์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2568)

ในแง่การเมืองแห่งความทรงจำ (Politics of Memory) …เปิดช่องให้ผีอื่นๆ ที่ถูกจองจำ ไม่ว่าจะเป็นอดีตที่ถูกกดทับ, เรื่องราวต้องห้าม, หรือความทรงจำที่สังคมไม่อยากเผชิญ ได้ปรากฏขึ้น…เปิดโอกาสให้เรื่องเล่านั้นกลับมาอยู่ร่วมกับปัจจุบัน การปลดปล่อยผีในตอนท้ายคือสัญลักษณ์ของการคืนชีวิตให้กับอดีต ไม่ว่าจะเป็นความจริงที่เจ็บปวดหรือความทรงจำที่ไม่สอดคล้องกับประวัติศาสตร์ทางการก็ตาม

จาก facebook.com/anantnarkkong, Aug 30, 2025; 11.05pm
ขอบคุณคุณ Guy Scandlen ที่แนะนำ

ผีประเภทหนึ่งซึ่งพูดถึงกันมากในทางวิชาการก็คือ ผีหรือภาวะหลอนซึ่งเป็นผลจากปรากฏการณ์ในอดีตที่เกิดความอยุติธรรม จึงยังคงหลอนอยู่ในปัจจุบันจนกว่าจะได้รับการสะสาง

หากเราคิดถึงผีประเภทนี้ในสังคมไทย น่าจะมีเหตุการณ์จำนวนมาก ในที่นี้ผมขอยกตัวอย่างเพียงไม่กี่กรณี ทุกกรณีเป็นความอยุติธรรมทางการเมือง

กรณีที่หนึ่ง
มีผู้รับเคราะห์อย่างไม่เป็นธรรม
ในกรณีสวรรคตของในหลวงรัชกาลที่ 8

เมื่อปี 2563 ผมได้เคยกล่าวไว้ในปาฐกถาป๋วย อึ๊งภากรณ์ ครั้งที่ 17 ตอนหนึ่งว่า ….

“… เหตุการณ์ในปี 2489 ถ้าหากมีการจัดการกรณีเหล่านี้อย่างยุติธรรมตามกฎหมาย เพื่อวางเป็นบรรทัดฐานว่าการกระทำของรัฐหรือบุคคลสำคัญขนาดไหนก็ตามล้วนอยู่ใต้กฎหมายเดียวกันทั้งนั้น ไม่มีใครในแผ่นดินนี้พึงได้รับอภิสิทธิ์ปลอดพ้นความผิดเลยแม้แต่คนเดียว ลองคิดดูว่าหากเกิดบรรทัดฐานเช่นนี้ จะมีใครหน้าไหนได้รับอภิสิทธิ์ปลอดพ้นจากความผิดอีก การให้อภิสิทธิ์แก่นายพลหรือผู้มีอำนาจอื่นใดคงยากจะเกิดขึ้น เพราะเกิดบรรทัดฐานไปแล้วว่าในแผ่นดินนี้ไม่มีใครใหญ่ไปกว่ากฎหมาย กฎหมายบังคับใช้กับทุกคนเท่าเทียมกันหมด”

มีบางคนเข้าใจผิดว่าผมกำลังพูดเป็นนัยว่าใครเป็นผู้กระทำผิดในกรณีสวรรคตในหลวงรัชกาลที่ 8 ขอเรียนชี้แจงให้ชัดเจนว่าผมไม่ทราบ เท่าที่ผมได้อ่านเอกสารคำให้การและการถกเถียงสารพัดที่เกี่ยวข้อง ขอสารภาพว่าผมไม่สามารถลงความเห็นได้ชัดเจนว่าใครคือผู้กระทำ

แต่คำกล่าวข้างบนนี้ มาจากความคิดว่า การมุ่งเน้นไปที่การหาตัวผู้กระทำผิด มักทำให้เราให้ความสำคัญต่อสิ่งที่เกี่ยวข้องกันอย่างใกล้ชิดน้อยเกินไป นั่นคือ การประหารชีวิตนายเฉลียว ปทุมรส นายชิต สิงหเสนี และนายบุศย์ ปัทมศริน เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2498

ผมเห็นว่ากรณีนี้ต่างหากล่ะที่ควรเป็นจุดสนใจสำคัญ เพราะเห็นได้ชัดว่าหลักฐานที่ให้ลงโทษประหารชีวิตคนทั้งสามนั้นอ่อน การตัดสินประหารชีวิตจึงขัดกับความรู้สึกของผู้คนทั่วไปอย่างมากจนเชื่อว่าเป็นความอยุติธรรมอย่างยิ่ง

เท่าที่ผมสอบถามหลายท่านที่เชี่ยวชาญกรณีนี้ ไม่ว่าจะมีอุดมการณ์ทางการเมืองอย่างไร ส่วนใหญ่เห็นตรงกันว่าการประหารชีวิตของท่านทั้งสามนั้นไม่เป็นธรรม

ความไม่เป็นธรรมดังกล่าวกลายเป็นตัวบ่งชี้กลับว่า ผู้กระทำผิดและ/หรือเหตุที่เกี่ยวข้องกับกรณีสวรรคตต้องมีความสำคัญยิ่งยวด ถึงขนาดต้องหาผู้รับเคราะห์ ไม่ว่าผู้กระทำจะเป็นใครหรือด้วยเหตุอะไรก็เถอะ

โศกนาฏกรรมที่เกิดกับบุคคลทั้งสามท่านนั้นเป็นรอยด่างอันน่ารังเกียจ ก่อให้เกิดผลเสียหายต่อกระบวนการยุติธรรมที่มีราคาแพงมหาศาล

ประการแรก เกิดการลงโทษผู้บริสุทธิ์สามคนถึงชีวิต

ประการที่สอง เกิดการให้อภิสิทธิ์กับบางคนเพื่อให้ลอยนวลพ้นผิด

ประการที่สาม สองประการแรกรวมกันเป็นราคาที่สังคมไทยทั้งหมดต้องร่วมจ่ายไปด้วย เพราะเป็นจุดหักเหที่ทำให้กระบวนการยุติธรรมในสังคมไทยเกิดความผิดเพี้ยนบิดเบี้ยวครั้งสำคัญ

เพราะถ้าหากกระบวนการยุติธรรมตรงไปตรงมาในครั้งนั้น ก็จะเป็นการวางบรรทัดฐานสำคัญที่สุดของระบบกฎหมายทั้งหมดว่า ไม่ว่าใครหน้าอินทร์หน้าพรหมหรือหน้าไหนก็ไม่มีอภิสิทธิ์ที่จะลอยนวลพ้นผิด ทุกคนเสมอภาคกันเป็นคนเท่าๆ กันเบื้องหน้ากฎหมาย

แต่ประหารชีวิตผู้รับเคราะห์ทั้งสามและการลอยนวลพ้นผิดครั้งนั้น เกิดขึ้นด้วยน้ำมือของกระบวนการยุติธรรมที่บิดเบี้ยว เมื่อมีครั้งแรกที่สำคัญมากขนาดนั้น เท่ากับเปิดโอกาสให้เกิดขึ้นอีกครั้งแล้วครั้งเล่าในเวลาต่อมา

กรณีประหารชีวิตผู้รับเคราะห์ทั้งสามจึงยังไม่เคยปิดลงสนิท เปรียบเสมือนผีที่เฝ้าหลอนสังคมไทยนับแต่นั้นเป็นต้นมา ตราบเท่าที่ความสงสัยต่อกระบวนการยุติธรรมยังไม่ได้รับการสะสาง

สมมุติว่ากระบวนการยุติธรรมตรงไปตรงมานับแต่ครั้งนั้น เป็นไปได้มากว่า Rule of Law (ขออนุญาตไม่แปล) ในสังคมไทยในปัจจุบันน่าจะเข้ารูปเข้ารอยเข้มแข็งกว่านี้

กรณีที่สอง
คือ เหตุการณ์ 6 ตุลาคม

ผมขอยกข้อความบางส่วนจากหนังสือ“ห้วงแห่งความเงียบงัน” (หน้า 423-425) มาไว้ตรงนี้

“ภาวะลืมไม่ได้จำไม่ลงของเหตุการณ์ 6 ตุลาปรากฏตัวกระจัดกระจายอยู่ที่นั่นที่นี่ เป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมไทยในปัจจุบัน แต่การปรากฏตัวนั้นมักจะอ้อมๆ ไม่ตรงไปตรงมา บ่อยครั้งมักลวงหลอกตา มาให้เห็นเพียงบางส่วนและแฝงเป็นนัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการแขวนคอที่ได้กลายเป็นสัญลักษณ์ของการสังหารหมู่ไปแล้วนั้น …มันชี้ให้เห็นถึงความสยดสยอง ความทารุณโหดร้าย การทำลายความเป็นมนุษย์ … [และ] มันยังบอกเป็นนัยถึงปริศนาที่ยังไม่คลี่คลาย เพราะเรายังไม่รู้ว่าผู้มีส่วนร่วมและองค์ประกอบสำคัญต่างๆ ในฉากนั้นเป็นใคร ไม่ว่าจะเป็นชายผู้ถูกแขวนคอ ชายฟาดเก้าอี้ และเด็กชายที่ยืนดูอยู่อย่างรื่นรมย์ …ฉากเดียวนั้น…[สะท้อนถึง] เหตุการณ์ 6 ตุลาทั้งหมดที่ยังคงถูกปกคลุมด้วยเมฆหมอกแห่งปริศนาและความจริงที่รู้แต่พูดไม่ได้ เหตุการณ์ 6 ตุลาจึงถูกลดทอน (ลงเป็น) สัญญะเพียงไม่กี่อย่างที่สื่อถึงเหตุการณ์ เช่น เก้าอี้ ต้นไม้ บ่วง และอื่นๆ …ฉากนั้นยังตามหลอนเรา ภาวะลืมไม่ได้จำไม่ลงกำลังหลอกหลอนเรา”

“ตราบเท่าที่สังคมไทยยังไม่สามารถยุติปิดฉาก 6 ตุลาลงได้อย่างมีความหมายสำหรับผู้เสียชีวิตเหล่านั้น สังคมไทยก็จะยังคงถูกหลอนจากการสังหารหมู่ต่อไป แต่เราจะเขยิบเข้าไปใกล้การปิดฉากได้อย่างไรในเมื่อเราไม่สามารถแม้แต่จะพูดถึงโศกนาฏกรรมนี้้อย่างเสรี ยิ่งไม่ต้องพูดถึงความยุติธรรม จนกว่าจะถึงวันนั้น ภาวะลืมไม่ได้จำไม่ลงก็จะยังคงดำรงอยู่ต่อไป”

ยังมีกรณีที่อื่นๆ อีกที่ยังค้างคาและจบไม่ลงหรือปิดไม่ได้จนปัจจุบัน เช่นกรณีตากใบ ซึ่งถึงแม้อายุความจะสิ้นสุดแต่ความขัดข้องใจยังไม่ยุติ ความยุติธรรมยังไม่มี กรณีสังหารคนเสื้อแดงตรงราชประสงค์ก็ยังไม่จบลง โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรณีซึ่งเป็นเสมือนตัวแทนของเหตุการณ์ทั้งหมดคือการสังหารอย่างโหดร้ายที่วัดปทุมวนาราม การพิจารณาพิจารณาคดีของศาลยิ่งทำให้ความสงสัยเพิ่มมากขึ้น แต่ความยุติธรรมกลับค้างคา

ผีจากอดีตหรือการหลอนที่เกี่ยวข้องกับ “บาดแผล” จากอดีตที่ยังไม่จบลง ไม่จำเป็นต้องเป็นกรณีฆาตกรรมทางการเมือง แต่มักเกี่ยวข้องกับความผิดปกติที่ยังน่ากังขาไม่ได้รับคำตอบ ไม่ว่าจะเป็นกรณีระดับประเทศหรือส่วนบุคคล

รวมถึงกรณีพิพาทจำนวนมากซึ่งเกิดขึ้นอย่างงงๆ แล้วก็ผ่านไปอย่างงงๆ ไม่ทำให้สังคมเข้าใจอะไรขึ้นมา เช่น กรณีพิพาทเรื่องดินแดนที่บ้านร่มเกล้าระหว่างไทยกับลาวเมื่อปี 2530-2531 ซึ่งส่งผลให้ทหารสองฝ่ายเสียชีวิตรวมหลายร้อยคน แต่กลับไม่มีความชัดเจนว่าทำไมหรือความผิดพลาดอะไรจึงนำไปสู่ความสูญเสียขนาดนั้น

กรณีพิพาทชายแดนไทย-กัมพูชาซึ่งเกิดขึ้นเมื่อเร็วๆ นี้ก็เป็นไปได้ว่าอาจจะหลอนไปอีกนานหลังเหตุการณ์ผ่านไป เพราะความคลุมเครือว่าเกิดจากอะไร ทำไมจึงบานปลาย ทำไมกระแสชาตินิยมถึงขึ้นสูงจนหน้ามืดตามัวขนาดนี้

ในระดับบุคคลมักเกี่ยวกับความทรงจำที่ถูกกดทับไว้ (repressed memory) ดังที่เคยกล่าวถึงไว้ในบทความก่อนหน้านี้ (“ผีในทางวิชาการและไทยศึกษา” มติชนสุดสัปดาห์ ฉบับ 24-30 ตุลาคม 2568)

อดีตที่ยังคงหลอกหลอนปัจจุบันเหล่านี้ สรุปได้ชัดเหลือเกินโดยคำของอาจารย์อานันท์ นาคคง ที่ยกมากล่าวในตอนต้น

นอกจากนี้ ผมหวังว่าจะชวนให้เราหวนคิดถึงคำกล่าวของคุณรัชฏ์ภูมิ บุญบัญชาโชค ผู้กำกับภาพยนตร์ “ผีใช้ได้ค่ะ” ในงานแจกรางวัลที่คานส์ว่า เขาหวังว่าทั้งผีที่ใช้ได้และใช้ไม่ได้ จะได้รับการยอมรับ ถูกมองเห็นและถูกรับฟัง

เพราะเรื่องผีๆ ช่างมีความหมายทางสังคมมากมายอย่างที่กล่าวมาในบทความ 4 ชิ้นในมติชนสุดสัปดาห์ (รวมชิ้นนี้ด้วย) ไม่นานมานี้ วงวิชาการถึงกับมีการศึกษาเรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องเป็นราวขึ้นมา

เรียกว่า Hauntology หรือ “หลอนวิทยา” ซึ่งเป็นประเด็นสำหรับบทความสุดท้ายในเรื่องผีๆ ชุดนี้

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ผีอดีต : หลอนเพื่อความยุติธรรม | ธงชัย วินิจจะกูล

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th/weekly

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...