ผีอดีต : หลอนเพื่อความยุติธรรม | ธงชัย วินิจจะกูล
(หมายเหตุ : ปรับปรุงจากส่วนหนึ่งของการนำเสนอในการประชุมทางวิชาการเรื่อง “ผี (Ghost)” วิทยาลัยนานาชาติปรีดี พนมยงค์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2568)
ในแง่การเมืองแห่งความทรงจำ (Politics of Memory) …เปิดช่องให้ผีอื่นๆ ที่ถูกจองจำ ไม่ว่าจะเป็นอดีตที่ถูกกดทับ, เรื่องราวต้องห้าม, หรือความทรงจำที่สังคมไม่อยากเผชิญ ได้ปรากฏขึ้น…เปิดโอกาสให้เรื่องเล่านั้นกลับมาอยู่ร่วมกับปัจจุบัน การปลดปล่อยผีในตอนท้ายคือสัญลักษณ์ของการคืนชีวิตให้กับอดีต ไม่ว่าจะเป็นความจริงที่เจ็บปวดหรือความทรงจำที่ไม่สอดคล้องกับประวัติศาสตร์ทางการก็ตาม
― จาก facebook.com/anantnarkkong, Aug 30, 2025; 11.05pm
ขอบคุณคุณ Guy Scandlen ที่แนะนำ
ผีประเภทหนึ่งซึ่งพูดถึงกันมากในทางวิชาการก็คือ ผีหรือภาวะหลอนซึ่งเป็นผลจากปรากฏการณ์ในอดีตที่เกิดความอยุติธรรม จึงยังคงหลอนอยู่ในปัจจุบันจนกว่าจะได้รับการสะสาง
หากเราคิดถึงผีประเภทนี้ในสังคมไทย น่าจะมีเหตุการณ์จำนวนมาก ในที่นี้ผมขอยกตัวอย่างเพียงไม่กี่กรณี ทุกกรณีเป็นความอยุติธรรมทางการเมือง
กรณีที่หนึ่ง
มีผู้รับเคราะห์อย่างไม่เป็นธรรม
ในกรณีสวรรคตของในหลวงรัชกาลที่ 8
เมื่อปี 2563 ผมได้เคยกล่าวไว้ในปาฐกถาป๋วย อึ๊งภากรณ์ ครั้งที่ 17 ตอนหนึ่งว่า ….
“… เหตุการณ์ในปี 2489 ถ้าหากมีการจัดการกรณีเหล่านี้อย่างยุติธรรมตามกฎหมาย เพื่อวางเป็นบรรทัดฐานว่าการกระทำของรัฐหรือบุคคลสำคัญขนาดไหนก็ตามล้วนอยู่ใต้กฎหมายเดียวกันทั้งนั้น ไม่มีใครในแผ่นดินนี้พึงได้รับอภิสิทธิ์ปลอดพ้นความผิดเลยแม้แต่คนเดียว ลองคิดดูว่าหากเกิดบรรทัดฐานเช่นนี้ จะมีใครหน้าไหนได้รับอภิสิทธิ์ปลอดพ้นจากความผิดอีก การให้อภิสิทธิ์แก่นายพลหรือผู้มีอำนาจอื่นใดคงยากจะเกิดขึ้น เพราะเกิดบรรทัดฐานไปแล้วว่าในแผ่นดินนี้ไม่มีใครใหญ่ไปกว่ากฎหมาย กฎหมายบังคับใช้กับทุกคนเท่าเทียมกันหมด”
มีบางคนเข้าใจผิดว่าผมกำลังพูดเป็นนัยว่าใครเป็นผู้กระทำผิดในกรณีสวรรคตในหลวงรัชกาลที่ 8 ขอเรียนชี้แจงให้ชัดเจนว่าผมไม่ทราบ เท่าที่ผมได้อ่านเอกสารคำให้การและการถกเถียงสารพัดที่เกี่ยวข้อง ขอสารภาพว่าผมไม่สามารถลงความเห็นได้ชัดเจนว่าใครคือผู้กระทำ
แต่คำกล่าวข้างบนนี้ มาจากความคิดว่า การมุ่งเน้นไปที่การหาตัวผู้กระทำผิด มักทำให้เราให้ความสำคัญต่อสิ่งที่เกี่ยวข้องกันอย่างใกล้ชิดน้อยเกินไป นั่นคือ การประหารชีวิตนายเฉลียว ปทุมรส นายชิต สิงหเสนี และนายบุศย์ ปัทมศริน เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2498
ผมเห็นว่ากรณีนี้ต่างหากล่ะที่ควรเป็นจุดสนใจสำคัญ เพราะเห็นได้ชัดว่าหลักฐานที่ให้ลงโทษประหารชีวิตคนทั้งสามนั้นอ่อน การตัดสินประหารชีวิตจึงขัดกับความรู้สึกของผู้คนทั่วไปอย่างมากจนเชื่อว่าเป็นความอยุติธรรมอย่างยิ่ง
เท่าที่ผมสอบถามหลายท่านที่เชี่ยวชาญกรณีนี้ ไม่ว่าจะมีอุดมการณ์ทางการเมืองอย่างไร ส่วนใหญ่เห็นตรงกันว่าการประหารชีวิตของท่านทั้งสามนั้นไม่เป็นธรรม
ความไม่เป็นธรรมดังกล่าวกลายเป็นตัวบ่งชี้กลับว่า ผู้กระทำผิดและ/หรือเหตุที่เกี่ยวข้องกับกรณีสวรรคตต้องมีความสำคัญยิ่งยวด ถึงขนาดต้องหาผู้รับเคราะห์ ไม่ว่าผู้กระทำจะเป็นใครหรือด้วยเหตุอะไรก็เถอะ
โศกนาฏกรรมที่เกิดกับบุคคลทั้งสามท่านนั้นเป็นรอยด่างอันน่ารังเกียจ ก่อให้เกิดผลเสียหายต่อกระบวนการยุติธรรมที่มีราคาแพงมหาศาล
ประการแรก เกิดการลงโทษผู้บริสุทธิ์สามคนถึงชีวิต
ประการที่สอง เกิดการให้อภิสิทธิ์กับบางคนเพื่อให้ลอยนวลพ้นผิด
ประการที่สาม สองประการแรกรวมกันเป็นราคาที่สังคมไทยทั้งหมดต้องร่วมจ่ายไปด้วย เพราะเป็นจุดหักเหที่ทำให้กระบวนการยุติธรรมในสังคมไทยเกิดความผิดเพี้ยนบิดเบี้ยวครั้งสำคัญ
เพราะถ้าหากกระบวนการยุติธรรมตรงไปตรงมาในครั้งนั้น ก็จะเป็นการวางบรรทัดฐานสำคัญที่สุดของระบบกฎหมายทั้งหมดว่า ไม่ว่าใครหน้าอินทร์หน้าพรหมหรือหน้าไหนก็ไม่มีอภิสิทธิ์ที่จะลอยนวลพ้นผิด ทุกคนเสมอภาคกันเป็นคนเท่าๆ กันเบื้องหน้ากฎหมาย
แต่ประหารชีวิตผู้รับเคราะห์ทั้งสามและการลอยนวลพ้นผิดครั้งนั้น เกิดขึ้นด้วยน้ำมือของกระบวนการยุติธรรมที่บิดเบี้ยว เมื่อมีครั้งแรกที่สำคัญมากขนาดนั้น เท่ากับเปิดโอกาสให้เกิดขึ้นอีกครั้งแล้วครั้งเล่าในเวลาต่อมา
กรณีประหารชีวิตผู้รับเคราะห์ทั้งสามจึงยังไม่เคยปิดลงสนิท เปรียบเสมือนผีที่เฝ้าหลอนสังคมไทยนับแต่นั้นเป็นต้นมา ตราบเท่าที่ความสงสัยต่อกระบวนการยุติธรรมยังไม่ได้รับการสะสาง
สมมุติว่ากระบวนการยุติธรรมตรงไปตรงมานับแต่ครั้งนั้น เป็นไปได้มากว่า Rule of Law (ขออนุญาตไม่แปล) ในสังคมไทยในปัจจุบันน่าจะเข้ารูปเข้ารอยเข้มแข็งกว่านี้
กรณีที่สอง
คือ เหตุการณ์ 6 ตุลาคม
ผมขอยกข้อความบางส่วนจากหนังสือ“ห้วงแห่งความเงียบงัน” (หน้า 423-425) มาไว้ตรงนี้
“ภาวะลืมไม่ได้จำไม่ลงของเหตุการณ์ 6 ตุลาปรากฏตัวกระจัดกระจายอยู่ที่นั่นที่นี่ เป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมไทยในปัจจุบัน แต่การปรากฏตัวนั้นมักจะอ้อมๆ ไม่ตรงไปตรงมา บ่อยครั้งมักลวงหลอกตา มาให้เห็นเพียงบางส่วนและแฝงเป็นนัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการแขวนคอที่ได้กลายเป็นสัญลักษณ์ของการสังหารหมู่ไปแล้วนั้น …มันชี้ให้เห็นถึงความสยดสยอง ความทารุณโหดร้าย การทำลายความเป็นมนุษย์ … [และ] มันยังบอกเป็นนัยถึงปริศนาที่ยังไม่คลี่คลาย เพราะเรายังไม่รู้ว่าผู้มีส่วนร่วมและองค์ประกอบสำคัญต่างๆ ในฉากนั้นเป็นใคร ไม่ว่าจะเป็นชายผู้ถูกแขวนคอ ชายฟาดเก้าอี้ และเด็กชายที่ยืนดูอยู่อย่างรื่นรมย์ …ฉากเดียวนั้น…[สะท้อนถึง] เหตุการณ์ 6 ตุลาทั้งหมดที่ยังคงถูกปกคลุมด้วยเมฆหมอกแห่งปริศนาและความจริงที่รู้แต่พูดไม่ได้ เหตุการณ์ 6 ตุลาจึงถูกลดทอน (ลงเป็น) สัญญะเพียงไม่กี่อย่างที่สื่อถึงเหตุการณ์ เช่น เก้าอี้ ต้นไม้ บ่วง และอื่นๆ …ฉากนั้นยังตามหลอนเรา ภาวะลืมไม่ได้จำไม่ลงกำลังหลอกหลอนเรา”
“ตราบเท่าที่สังคมไทยยังไม่สามารถยุติปิดฉาก 6 ตุลาลงได้อย่างมีความหมายสำหรับผู้เสียชีวิตเหล่านั้น สังคมไทยก็จะยังคงถูกหลอนจากการสังหารหมู่ต่อไป แต่เราจะเขยิบเข้าไปใกล้การปิดฉากได้อย่างไรในเมื่อเราไม่สามารถแม้แต่จะพูดถึงโศกนาฏกรรมนี้้อย่างเสรี ยิ่งไม่ต้องพูดถึงความยุติธรรม จนกว่าจะถึงวันนั้น ภาวะลืมไม่ได้จำไม่ลงก็จะยังคงดำรงอยู่ต่อไป”
ยังมีกรณีที่อื่นๆ อีกที่ยังค้างคาและจบไม่ลงหรือปิดไม่ได้จนปัจจุบัน เช่นกรณีตากใบ ซึ่งถึงแม้อายุความจะสิ้นสุดแต่ความขัดข้องใจยังไม่ยุติ ความยุติธรรมยังไม่มี กรณีสังหารคนเสื้อแดงตรงราชประสงค์ก็ยังไม่จบลง โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรณีซึ่งเป็นเสมือนตัวแทนของเหตุการณ์ทั้งหมดคือการสังหารอย่างโหดร้ายที่วัดปทุมวนาราม การพิจารณาพิจารณาคดีของศาลยิ่งทำให้ความสงสัยเพิ่มมากขึ้น แต่ความยุติธรรมกลับค้างคา
ผีจากอดีตหรือการหลอนที่เกี่ยวข้องกับ “บาดแผล” จากอดีตที่ยังไม่จบลง ไม่จำเป็นต้องเป็นกรณีฆาตกรรมทางการเมือง แต่มักเกี่ยวข้องกับความผิดปกติที่ยังน่ากังขาไม่ได้รับคำตอบ ไม่ว่าจะเป็นกรณีระดับประเทศหรือส่วนบุคคล
รวมถึงกรณีพิพาทจำนวนมากซึ่งเกิดขึ้นอย่างงงๆ แล้วก็ผ่านไปอย่างงงๆ ไม่ทำให้สังคมเข้าใจอะไรขึ้นมา เช่น กรณีพิพาทเรื่องดินแดนที่บ้านร่มเกล้าระหว่างไทยกับลาวเมื่อปี 2530-2531 ซึ่งส่งผลให้ทหารสองฝ่ายเสียชีวิตรวมหลายร้อยคน แต่กลับไม่มีความชัดเจนว่าทำไมหรือความผิดพลาดอะไรจึงนำไปสู่ความสูญเสียขนาดนั้น
กรณีพิพาทชายแดนไทย-กัมพูชาซึ่งเกิดขึ้นเมื่อเร็วๆ นี้ก็เป็นไปได้ว่าอาจจะหลอนไปอีกนานหลังเหตุการณ์ผ่านไป เพราะความคลุมเครือว่าเกิดจากอะไร ทำไมจึงบานปลาย ทำไมกระแสชาตินิยมถึงขึ้นสูงจนหน้ามืดตามัวขนาดนี้
ในระดับบุคคลมักเกี่ยวกับความทรงจำที่ถูกกดทับไว้ (repressed memory) ดังที่เคยกล่าวถึงไว้ในบทความก่อนหน้านี้ (“ผีในทางวิชาการและไทยศึกษา” มติชนสุดสัปดาห์ ฉบับ 24-30 ตุลาคม 2568)
อดีตที่ยังคงหลอกหลอนปัจจุบันเหล่านี้ สรุปได้ชัดเหลือเกินโดยคำของอาจารย์อานันท์ นาคคง ที่ยกมากล่าวในตอนต้น
นอกจากนี้ ผมหวังว่าจะชวนให้เราหวนคิดถึงคำกล่าวของคุณรัชฏ์ภูมิ บุญบัญชาโชค ผู้กำกับภาพยนตร์ “ผีใช้ได้ค่ะ” ในงานแจกรางวัลที่คานส์ว่า เขาหวังว่าทั้งผีที่ใช้ได้และใช้ไม่ได้ จะได้รับการยอมรับ ถูกมองเห็นและถูกรับฟัง
เพราะเรื่องผีๆ ช่างมีความหมายทางสังคมมากมายอย่างที่กล่าวมาในบทความ 4 ชิ้นในมติชนสุดสัปดาห์ (รวมชิ้นนี้ด้วย) ไม่นานมานี้ วงวิชาการถึงกับมีการศึกษาเรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องเป็นราวขึ้นมา
เรียกว่า Hauntology หรือ “หลอนวิทยา” ซึ่งเป็นประเด็นสำหรับบทความสุดท้ายในเรื่องผีๆ ชุดนี้
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ผีอดีต : หลอนเพื่อความยุติธรรม | ธงชัย วินิจจะกูล
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th/weekly