หนุ่มไรเดอร์ร้อง ตกเป็นแพะรับของโจร? วอนขอความยุติธรรม หาเงินสู้คดีจนหมดตัว
“ผมเรียกร้องอะไรได้บ้าง ตกเป็นแพะ ทั้งที่ไม่ได้ทำผิด ติดคุกฟรี 3 วัน”
หนุ่มไรเดอร์วอนสื่อช่วยติดตามคดี หลังตกเป็นแพะคดีรับของโจร ทั้งที่ไม่รู้เรื่อง ไม่ได้ทำ ถูกขังในเรือนจำ 3 วัน จากเคยมีกินมีใช้ ตอนนี้หมดตัวกลายเป็นหนี้ เรียกร้องชดเชยจากกระบวนการยุติธรรมที่ไม่ยุติธรรม
เคสนี้เปิดโดยรายการโหนกระแส เมื่อวานนี้(4 พ.ย. 68) โอ้ หนุ่มไรเดอร์ผู้เสียหาย มาออกรายการร้องเรียนความไม่ยุติธรรมที่เขาตกเป็นแพะในคดีรับของโจร
โดย โอ้ เล่าเหตุการณ์ทั้งหมด ว่า ตนเดินทางออกนอกประเทศเมื่อปี 2559 ไปทำงานที่ประเทศเกาหลีใต้ เดินทางออกไป วันที่ 3 ต.ค. 2559 มีพาสปอร์ตกับตั๋วเครื่องบิน ยืนยันว่าออกไปทำงานต่างประเทศ แล้วก็กลับมาไทยอีกครั้ง วันที่ 22 มี.ค. 2562 ตอนนั้นเข้าประเทศ ผ่าน ตม. ได้ปกติ ยังโพสต์ลงในโซเชียลตัวเอง ถ้ามีหมายจับก็น่าจะต้องโดนจับตั้งแต่เข้าประเทศแล้ว
จากนั้นก็ใช้ชีวิตปกติ ไปทำใบขับขี่ ทำบัตรประชาชน จนกระทั่งจะพาครอบครัวไปเที่ยวที่พม่า ตม.แม่สาย บอกว่า ตนมีหมายจับอยู่ เมื่อปี 2560 ในข้อหากล่าวหาว่า ร่วมกันปลอมแปลงและใช้เอกสารราชการปลอม คือการทำป้ายทะเบียนรถปลอมและป้ายภาษีปลอม เมื่อรู้แบบนั้นตนก็ติดต่อหาเพื่อนที่เป็นตำรวจกับคนรู้จักว่าต้องทำยังไงบ้าง เขาก็บอกว่าอย่าเพิ่งไป ถ้าไปจะโดนจับ เพราะมีหมายจับ ให้ติดต่อทนายแล้วเข้ามอบตัว เราจะไม่ได้โดนจับ ผมก็ทำตาม ก็เข้าสู่กระบวนการตามกฎหมาย จากนั้นทนายก็ทำเรื่องยื่นประกันตัวที่โรงพัก แล้วก็ถูกส่งตัวมาที่ศาล ก็มาทำเรื่องประกันตัวที่ศาลอีกรอบหนึ่ง ตอนนั้นศาลให้ยื่นหลักทรัพย์ประกัน 200,000 บาท ตนไม่มีเงินสดก็ต้องเช่าหลักทรัพย์เอกชน 40,000 บาท จ้างทนายอีก 50,000 บาท
โอ้ บอกว่า เราไม่ได้ผิด คดีความปี 2560 คนที่โดนจับพร้อมของกลางวันนั้นไม่โดนดำเนินคดี แต่กลับมาฟ้องตนที่อยู่ต่างประเทศ ซึ่งตอนที่อยู่ต่างประเทศก็ไม่รู้ว่ามีหมายเรียกอะไรยังไง เพราะบ้านที่เชียงดาว จ.เชียงใหม่ มีแค่พ่อกับแม่ที่ป่วยติดเตียง และน้องชายซึ่งเป็นเด็ก อายุห่างกับตน 11 ปี เคยมีผู้นำชุมชนมาแจ้งที่บ้านบอกว่ามีตำรวจมาถามหาตน ว่าไปอยู่ที่ไหน แต่ไม่ได้บอกว่ามีคดีหรือมีหมายอะไร ตนก็ถามว่ามาหาตนทำไม มีเรื่องะไร คนที่มาบอกก็บอกไม่ได้ว่าเป็นเรื่องอะไร หรือมีคดีอะไร สื่อสารกันไม่รู้เรื่อง คนที่รู้เรื่องก็ไม่ได้มาสื่อสารกับเรา ซึ่งมีแค่ครั้งเดียวที่เราได้รู้ว่ามีตำรวจมาถามหา หลังจากนั้นก็ไม่มีอะไรอีก จู่ๆ มีหมายจับ มีคำให้การกับตำรวจ ทั้งที่ตนไม่ได้ให้การเลย เขาไม่ได้สอบสวนตนเลย ตนเคยทำธุรกิจแต่งรถ custom รับรถมาแต่งแล้วก็ขาย ก็ปกติทั่วไป ทุกวันนี้ก็ยังทำอยู่ทั้งรถมอเตอร์ไซค์และรถยนต์ ถ้าเรามีกำลังหรือพร้อม ก็ซื้อมาแต่งขาย
โอ้ เล่าว่า ในการบรรยายคดีต่อชั้นศาล ตัวละครมี 2 คน จำเลยที่ 1 คือ นาย ก. จำเลยที่ 2 คือตน ซึ่งนาย ก. โดนจับพร้อมของกลางเมื่อวันที่ 20 ก.พ. 2560 ของกลางคือรถยนต์เชฟโรเลต ป้ายทะเบียนและป้ายภาษีปลอม ซึ่งตนไม่เคยเห็นรถคันนี้เลย ในสำนวนระบุว่ารถคันนี้โดนจับที่ลานจอดรถในห้างสรรพสินค้า อ.แม่สาย จ.เชียงราย และยังมีพยานในสำนวน คือ นาย ข.
เมื่อนาย ก. โดนจับ ตำรวจก็ซักว่าได้รถและทะเบียนคันนี้มาจากใคร นาย ก. โยนไปหา นาย ข. แล้วนาย ข. ก็ซัดทอดมาหาตน ว่ารับมาจากตน ว่าตนเป็นคนกระทำ ก็เลยตกเป็นจำเลยที่ 2
ตนไม่เคยรู้จัก นาย ก. เลย แต่นาย ข. ที่เป็นพยาน ตนรู้จักชื่อเขา แต่ไม่เคยเจอตัวจริง ไม่ได้รู้จักเป็นการส่วนตัว ที่รู้จักชื่อเพราะว่าเขาเป็นคนตำบลเดียวกัน อำเภอเดียวกัน เรียกว่าเขาเป็นคนมีชื่อ กว้างขวางในตำบลเดียวกัน ซึ่งตนเพิ่งจะเคยเจอ นาย ก. ครั้งแรก ตอนที่ศาลเบิกพยาน แล้วก็แถลงต่อศาล เพราะศาลถามว่าจำเลยทั้ง 2 คน รู้จักกันหรือเปล่า ตนกับจำเลยที่ 1 ก็ยกมือแถลงในศาลว่า เพิ่งเคยเจอหน้ากันครั้งแรกที่ศาล แล้วก็ไม่ได้คุยกับเขาเลย
ซึ่งในสำนวนคดี นาย ก. กับ นาย ข. ก็ไม่ได้รู้จักกัน รู้จักผ่านคนอีกคนหนึ่ง ในคำให้การเขาบอกว่า นาย ก. ต้องการหารถใช้ เลยไปปรึกษาเพื่อน ซึ่งเพื่อนของนาย ก. รู้จักกับนาย ข. ก็มาบอกนาย ข. ว่า นาย ก. หารถใช้อยู่ แล้วในคำให้การเขาบอกว่า ตนเอารถมาจำนำกับเขาพอดี เพราะมีความจำเป็นต้องใช้เงิน ซึ่งมันผิดเพี้ยนไปหมด ตนจะต้องใช้เงินทำไม ในเมื่อตนอยู่ต่างประเทศ กลับมาก็มีเงินใช้ แล้ว นาย ข. บอกว่าตนต้องการจำนำรถ แต่นาย ข. ไม่ได้เป็นคนรับ ให้ นาย ก. เป็นคนรับไว้ ถ้าตามเอกสารมันจะระบุว่ารถคันนี้เป็นของชายอีกคนหนึ่งที่เช่าซื้อกับธนาคารธนชาติ แล้วชายคนนี้เอาไปให้พี่สาวใช้ ต่อมาพี่สาวเอาไปจำนำกับอีกคนหนึ่ง แล้วอัยการก็มาบอกว่าตนเป็นคนรับจำนำรถคันนี้ไว้ก่อนจะถึงจำเลยที่ 1 ทั้งที่ช่วงเวลาเหล่านั้นตนไม่ได้อยู่ที่เมืองไทย อยู่เกาหลีใต้ พยานกล่าวอ้างว่าคุยกับตนผ่านแชทไลน์ ว่าตนส่งรูปรถเชฟโรเลตไปให้เขาแต่มันไม่มีเอกสาร ไม่มีหลักฐาน แล้วในสำนวนก็ระบุว่าวันส่งรถมีชาย 2 คนเอาไปส่งให้ นาย ก. ที่ห้างฯ ใน อ.แม่สาย ซึ่งไม่ใช่ตนที่เอาไปส่ง โดยที่ นาย ก. ก็ไม่รู้จักกับชาย 2 คนที่มาส่งรถ และเขาก็ยืนยันว่าไม่ใช่ตน แล้วรถคันนี้ นาย ก. ใช้อยู่ 2 ปี เพราะมีการต่อภาษี 2 ครั้ง แล้ว นาย ข. ก็กล่าวอ้างว่า การต่อภาษีตนเป็นคนทำ แต่ นาย ก. จ่ายเงินให้ นาย ข. อันนี้มีหลักฐานที่เขาจ่ายเงินกัน แต่ไม่มีหลักฐานที่ว่าตนเป็นคนต่อภาษี มันสุดแค่ที่พยานกล่าวอ้าง
โอ้ บอกอีกว่า ระหว่างที่สู้คดี ตนได้เจอกับ นาย ก. จำเลยที่ 1 และ นาย ข. พยาน คนละรอบ แต่ไม่เคยได้คุยกันส่วนตัว เพราะแถลงต่อศาลคนละรอบ ซึ่งตนก็ปฏิเสธเหมือนเดิมเพราะไม่รู้จักใครเลย เพิ่งเจอหน้ากันครั้งแรกที่ศาลทั้งหมด แต่ นาย ข. มีการขอเบอร์ตนและทนายตนไป แล้วโทรมาบอกว่า ให้ตนรับไปเถอะ เขาจะดูแลเอง เพราะเขาเป็นคนบ้านเดียวกัน เขาบอกประมาณว่าให้รับสารภาพไปเถอะ แล้วจะดูแลเองทั้งข้างนอกข้างใน
คดีนี้ ตนสู้คดีจนสุดทาง แฟนมีของสะสมอะไรก็ขายหมด หาเงินมาสู้คดี หมดไป 3-4 แสนบาท จนศาลชั้นต้น และชั้นอุทธรณ์ ยกฟ้อง ก็หลุดไป ตนก็ไม่อะไรแล้ว จากที่ชีวิตตนใช้ปกติ มีกินมีใช้ กลายเป็นต้องหมดตัว จากคนมีกลายเป็นหาเช้ากินค่ำไปเลย จากเรื่องนี้ทำให้ชีวิตแย่ ต้องมาเป็นหนี้ ทุกวันนี้ตนทั้งไม่มีกินมีใช้ แล้วก็ยังเป็นหนี้อีก
คิดว่าเรื่องคดีจบไปแล้ว แต่ต่อมา จู่ๆ เมื่อช่วงเดือนตุลาคม 2568 ตนถูกดำเนินคดีในข้อหารับของโจร จากคดีเดิม รถยนต์คันเดิม ในคำฟ้องของอัยการท่านชี้แจงว่ารถคันนี้ก่อนที่จะไปถึง นาย ก. จำเลยที่ 1 เคยอยู่ที่ตนมาก่อน วันเวลาใดไม่ปรากฏชัด มีเท่านี้เลย เป็นสำนวนใหม่ อัยการท่านใหม่ วันที่ 27 ต.ค. 68 ขึ้นศาล ตนก็แถลงต่อศาลว่าไม่มีเงิน ไม่มีหลักทรัพย์ในการประกัน ศาลท่านก็ให้ใส่กำไล EM และให้มาตามนัดศาลทุกนัด เสร็จแล้วตำรวจศาลก็พาตัวผมออกจากห้องพิจารณาคดี รอใส่กำไล EM นั่งรอจนถึง 17.00 น. เขาก็จับตนใส่กุญแจมือ พาขึ้นรถพร้อมกับนักโทษคนอื่นๆ ที่ใส่ตรวนอยู่ แล้วพาออกไปจากศาล ตนก็ถูกฝากขังเลย อยู่ในเรือนจำ 3 วัน 2 คืน แฟนก็พยายามหาหลักทรัพย์มาประกัน โดยการเช่าหลักทรัพย์เอกชนอีก ตนก็ได้ติดกำลไล EM แล้วได้ออกเรือนจำวันที่ 29 ต.ค. 68
ด้าน นายโกศลวัฒน์ อินทุจันทร์ยง อธิบดีอัยการสำนักงานอัยการคุ้มครองสิทธิและช่วยเหลือทางกฎหมายและการบังคับคดี (สคช.) ให้ความเห็นว่า กรณีนี้เสียเปรียบตรงที่ผู้สียหายอยู่ต่างประเทศ ทำให้ไม่ทราบรายละเอียดเรื่องหมายเรียกที่ชัดเจน ถ้าตอนนั้นรู้ทัน เราก็จะแนะนำว่าให้ไปติดต่อสถานทูตที่เกาหลี เขียนเอกสารแล้วให้ทางสถานทูตส่งเข้ามา แล้วก็ติดต่ออัยการไทย ในขณะที่ตัวพยานอ้างว่าได้รถมาจากผู้เสียหาย แต่ตำรวจไม่มีคำให้การของผู้เสียหายอยู่ในสำนวน เพราะฉะนั้นตำรวจและอัยการก็ต้องเชื่อสิ่งที่มี และมาตรฐานของตำรวจกับอัยการ เขาจะดูว่าพยานหลักฐานพอฟ้องไหม ซึ่งอันนี้พอฟ้องแล้วเพราะมีพยานมายืนยัน ก็จึงสั่งฟ้อง ส่วนเหตุผลที่ศาลยกฟ้องก็เป็นเหตุผลที่ชอบแล้ว เพราะผู้เสียหายกลับมาสู้คดีแล้ว ก็สู้ด้วยความจริง ที่ไม่ได้สู้ชั้นตำรวจและอัยการ ทำให้ตำรวจและอัยการไม่มีคำให้การผู้เสียหาย
สุดท้าย โอ้ กล่าวว่า ต้องสู้คดีอีกครั้งทั้งที่ไม่ใช่คนผิด ไม่รู้จะทำยังไง อยากเรียกร้องความยุติธรรม มีใครจะช่วยตนได้บ้าง ชดเชยที่ถูกจับเข้าเรือนจำ และยังกลายเป็นคนมีคดี ตอนนี้ทำอาชีพไรเดอร์ รับส่งลูกค้าผ่านแอปพลิเคชันหนึ่ง ก็ได้เงินไม่พอกินพอใช้ มีลูกต้องส่งเสีย อยากขอความเป็นธรรมให้ตนด้วย