ล้างหนี้-แจกเงิน-รถไฟฟ้า นโยบายฮิตล่อใจเลือกตั้ง
ส่องนโยบายประชานิยม-เศรษฐกิจ ในการหาเสียงเลือกตั้ง 8 ก.พ. 69 ‘เพื่อไทย-ภท.’ เน้นล้างหนี้-พักหนี้ ‘ปชน.’ จัดหนักเมกะโปรเจกต์ 6.3 แสนล้าน ปชป.ชู “ไทยหายจน” ผ่าน 4 เสาหลัก
ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่กำลังเผชิญกับ “รายได้ถดถอย รายจ่ายพุ่ง” โดยมีสัดส่วนรายได้ต่อ GDP ลดลงเหลือเพียง 14.9% และหนี้สาธารณะที่รวมหนี้ค้างจ่ายมาตรา 28 สูงกว่า 1.13 ล้านล้านบาท การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 จึงกลายเป็นเวทีประลองชุดนโยบายที่ต้องอยู่ภายใต้กฎเหล็กของ กกต. ซึ่งบังคับให้ทุกพรรคต้องชี้แจงที่มาของเงิน ความคุ้มค่า และความเสี่ยงก่อนวันเลือกตั้ง 20 วัน มิเช่นนั้นต้องเผชิญโทษปรับมหาศาล
“ฐานเศรษฐกิจ” รวบรวมนโยบายหาเสียงที่เน้นนโยบายประชานิยม เศรษฐกิจ และโครงการขนาดใหญ่ของแต่ละพรรคที่อาสาเข้ามาแก้ปมปัญหาหนี้ครัวเรือนและวิกฤตขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ
เพื่อไทย: ยุทธศาสตร์ล้างหนี้เชิงรุกและนวัตกรรม “จีโนมิกส์”
พรรคเพื่อไทยภายใต้การนำของ นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี และทีมเศรษฐกิจ นำเสนอยุทธศาสตร์ “สร้างโอกาส ล้างหนี้ มีกิน” โดยเน้นการจัดการหนี้สินผ่าน 4 มาตรการหลัก คือ การล้างหนี้เสียไม่มีหลักประกันยอดตํ่ากว่า 200,000 บาท โดยรัฐให้จ่ายเพียง 10% เพื่อปิดจบหนี้
การล้างหนี้เสียให้ผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไปในสถาบันการเงินรัฐยอดตํ่ากว่า 100,000 บาท การพักหนี้เกษตรกร 3 ปี (วงเงินไม่เกิน 500,000 บาท) และรางวัลสำหรับลูกหนี้ดี “ผ่อนดี 1 ปี ฟรี 1 งวด”
ในด้านค่าครองชีพ เพื่อไทยยืนยันนโยบาย “รถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย” ครอบคลุม 13 เส้นทาง และตั้งเป้าลดค่าไฟฟ้าให้ไม่เกิน 3.70 บาทต่อหน่วย ผ่านการปฏิรูปโครงสร้างราคาก๊าซ
นอกจากนี้ยังจะมีการนำเทคโนโลยี AI และระบบจีโนมิกส์ (Genomics) มายกระดับโครงการ 30 บาทรักษาทุกโรค เพื่อเพิ่มความแม่นยำในการรักษาโรคร้ายแรง ซึ่งถือเป็นการใช้ AI เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายสาธารณสุขในระยะยาว
ประชาชน: ปฏิรูปโครงสร้างผ่าน AI และ OrangeMegaprojects
ส่วน “พรรคประชาชน” นำโดย นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ และนางสาวศิริกัญญา ตันสกุล นำเสนอโมเดล “ไทยไม่เทา” ที่มุ่งเป้าไปที่การเปลี่ยนโครงสร้างรัฐด้วยเทคโนโลยี AI Government เพื่อกวาดล้างคอร์รัปชัน โดยมีหัวหอกของนโยบายคือ “Orange Mega-projects” วงเงิน 630,000 ล้านบาท ในระยะเวลา 8 ปี เน้นลงทุนโครงสร้างพื้นฐานระดับท้องถิ่น
รายละเอียดงบประมาณของโครงการนี้ประกอบด้วย โครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ (Smart Grid) 192,000 ล้านบาท, การจัดการขยะ 183,000 ล้านบาท, ระบบนํ้าประปาดื่มได้และจัดการนํ้าเสีย 135,000 ล้านบาท รวมถึงการยกระดับโรงเรียนและโรงพยาบาลอีก 80,000 ล้านบาท
พรรคประชาชนยังเสนอนโยบาย “หวยใบเสร็จ SMEs” เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก โดยยํ้าว่าการปฏิรูปกองทัพและการแก้รัฐธรรมนูญเป็นปัจจัยที่แยกขาดไม่ได้จากการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ
ภูมิใจไทย: พลังลงทุน PPP และระบบการค้าแลกเปลี่ยน (Offset Program)
พรรคภูมิใจไทยของนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคและแคนดิเดตนายกฯ ชูนโยบาย “เศรษฐกิจ 10 Plus” โดยเน้นการเพิ่มการลงทุนภาครัฐและเอกชน (PPP) ให้ถึง 30% ของ GDP ภายใน 4 ปี
นโยบายที่เรียกเสียงฮือฮาคือการกลับมาของ “คนละครึ่งพลัส” และมาตรการพักหนี้ 3 ปี หยุดต้น-ปลอดดอกเบี้ย สำหรับหนี้ไม่เกิน1 ล้านบาท
ภูมิใจไทยยังเสนอโมเดลนวัตกรรมการค้าด้วย Offset Program โดยนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ เสนอให้การจัดซื้อเทคโนโลยีหรืออาวุธจากต่างประเทศต้องมีเงื่อนไขให้ต่างชาติซื้อสินค้าเกษตรไทยเป็นการแลกเปลี่ยนเพื่อพยุงราคาสินค้าเกษตรอย่างยั่งยืน พร้อมเสริมสวัสดิการกองทุนประกันชีวิตสำหรับผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป
ประชาธิปัตย์: ประกันรายได้ต่อเนื่องและเรียนฟรีถึงปริญญาตรี
พรรคประชาธิปัตย์ภายใต้การนำของ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และนายกรณ์ จาติกวณิช มุ่งเป้าไปที่แคมเปญ “ไทยหายจน ด้วยคนทำเป็น” ผ่าน 4 เสาหลัก คือ การประกันรายได้เกษตรกร, การปรับฐานภาษีให้เงินเดือน 40,000 บาทแรกไม่ต้องเสียภาษี และนโยบายเรียนฟรีถึงปริญญาตรี 100%
ในด้านคมนาคมพรรคประชาธิปัตย์เสนอค่ารถไฟฟ้าและรถเมล์รวมกันสูงสุดไม่เกิน 30 บาท พร้อมนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมอย่าง “พันธบัตรป่าไม้” และกฎหมายอากาศสะอาด โดยตั้งเป้าผลักดัน GDP ให้โต 5% ภายใน 4 ปี
นวัตกรรมสวัสดิการจากพรรคทางเลือก: บำนาญ-เรียนฟรีปริญญาเอก
พรรคขนาดกลางและพรรคใหม่นำเสนอนโยบายที่มุ่งเน้นสวัสดิการเฉพาะกลุ่มอย่างเข้มข้น อาทิ
พรรคไทยสร้างไทย ชูบำนาญประชาชน 3,000 บาทต่อเดือนเพื่อดูแลผู้สูงอายุตามเส้นความยากจน และกองทุนเครดิตประชาชนที่ให้กู้ 10,000-100,000 บาท ดอกเบี้ย 1% ต่อเดือน เพื่อสู้หนี้นอกระบบ
พรรคไทยก้าวใหม่ พรรค การเมืองน้องใหม่โดย ดร.เอ้-สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์เสนอเรียนฟรีถึงปริญญาเอกและยกเลิก กยศ.เมื่อทำได้จริง พร้อมชูนโยบายแก้นํ้าท่วม กทม. แบบเบ็ดเสร็จด้วยวิศวกรรมและรถเมล์ติดแอร์ 10 บาทตลอดสาย
พรรคกล้าธรรม ของร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า ที่เป็นหัวหน้าพรรคและเสนอตัวเป็นแคนดิเดตนายกฯเน้นการจัดการที่ดินทำกิน ระบบชลประทาน และนโยบาย “ตลาดนำ นวัตกรรมเสริม” เพื่อปรับโครงสร้างหนี้ภาคเกษตร
มุมมองนักวิชาการ: ตัดวงจรประชานิยมสู่ “Real Win”
ดร.นณริฏ พิศลยบุตร จากสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ให้ข้อสังเกตผ่าน “ฐานทอล์ค” ว่า ประเทศไทยกำลังติดกับดักการใช้ประชานิยมเป็นเบาะรองรับความเสี่ยงทางการเมืองมากกว่าเป็นเครื่องมือทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการเยียวยาแบบต่ออายุที่อาจทำให้ภาคเกษตรและแรงงานขาดแรงจูงใจในการพัฒนาผลิตภาพ
TDRI เสนอว่ารัฐบาลใหม่ต้องเปลี่ยนจากนโยบายระยะสั้น (Quick Win) ไปสู่ผลสำเร็จที่แท้จริง (Real Win) โดยการปฏิรูปโครงสร้างรัฐที่ “ใหญ่เกินไปจนเคลื่อนที่ช้า” รัฐบาลควรมีระบบกำกับติดตาม (Monitoring) ที่ชัดเจน และใช้บันไดกระบวนการ (Process Ladder) ตั้งแต่การศึกษาความคุ้มทุนไปจนถึงการกำหนดเจ้าภาพที่ชัดเจน เพื่อไม่ให้นโยบายหยุดอยู่แค่การประกาศแต่ไม่มีผู้รับไม้ต่อในภาคปฏิบัติ
ขณะที่มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย โดยนายธนวรรธน์ พลวิชัย คาดการณ์ว่าการเลือกตั้งครั้งนี้จะมีเม็ดเงินสะพัด 40,000–60,000 ล้านบาท ซึ่งจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจช่วงต้นปีให้ขยายตัวเกิน 2%, อย่างไรก็ตาม คุณภาพของนโยบายและความโปร่งใสในการต่อต้านคอร์รัปชันจะเป็นปัจจัยชี้ขาดความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติในระยะยาว มากกว่าเพียงแค่การอัดฉีดเม็ดเงินหรือมาตรการสวัสดิการระยะสั้นที่เสี่ยงต่อการเกิด “จริยวิบัติ” (Moral Hazard) ในระบบการเงินของประเทศ