ของเหลือใช้ก็มีคุณค่าทางใจ รู้จัก Junk Journal ศิลปะการเก็บความทรงจากขยะ ที่ช่วยให้สิ่งของมีคุณค่าขึ้นอีกครั้ง
a day magazine
อัพเดต 02 ธ.ค. 2568 เวลา 11.52 น. • เผยแพร่ 02 ธ.ค. 2568 เวลา 06.00 น. • a day magazineเศษขยะชิ้นเล็กก็มีค่าทางใจได้นะ
เศษใบเสร็จ ซองขนมที่กินเหลือ ตั๋วหนัง โปสต์การ์ด ภาพจากนิตยสาร และอีกสารพัดสิ่งพิมพ์ แม้ดูเผินๆ เหมือนเป็นแค่ของเหลือใช้ธรรมดา แต่บางครั้งมันก็อาจกลายเป็นสิ่งของล้ำค่าได้ไม่แพ้ของราคาเหมือนกันนะ
ลองนึกดูสิว่าเศษใบเสร็จไม่ใช่เศษกระดาษธรรมดา แต่เป็นใบเสร็จจากร้านอาหารที่เราได้ไปทานกับเพื่อนที่ไม่ได้เจอกันมานาน ตั๋วหนังก็ไม่ใช่แค่กระดาษสำหรับยืนยันสิทธิ์ แต่เป็นตั๋วที่ทำให้เราได้ใช้เวลากับหวานใจ หรือซองขนมที่ช่วยให้เรามีความสุขในวันแย่ๆ สิ่งเหล่านี้ล้วนมีเศษเสี้ยวความทรงจำอันมีค่าของเราเสมอ
แม้จะมีหลากหลายวิธีที่จะบันทึกเรื่องราวต่างๆ ได้ แต่คงไม่มีวิธีไหนที่จะเหมาะไปกว่า Junk Journal หรือ งานฝีมือที่มีส่วนผสมของสมุดภาพ การบันทึก และการตัดแปะ ซึ่งนอกจากจะเป็นงานอดิเรกที่ช่วยฮีลใจแล้ว ยังเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมด้วย
แล้วถ้าเราอยากเริ่มต้นทำ Junk Journal ของตัวเองบ้างควรทำยังไงดี วันนี้เราชวนไปรู้จักวิธีการจดบันทึกผ่านสิ่งของเหลือใช้ให้มากขึ้นกัน พร้อมชวนไปดูว่าทำไมกิจกรรมนี้จึงได้ใจคนรักสิ่งแวดล้อมไปเต็มๆ
Junk Journal การบันทึกจอมขบถแห่งยุคสมัย
ก่อนไปถึงวิธีบันทึก ก่อนอื่นเราอยากชวนทุกคนมารู้จักกันก่อนว่า ‘Junk Journal’ คืออะไรกัน อธิบายง่ายๆ มันก็คือการบันทึกส่วนตัวรูปแบบหนึ่ง แต่พิเศษตรงที่เราสามารถรวบรวมของกระจุกกระจิกมาบันทึกไว้ในสมุด แม้ว่าสิ่งของเหล่านั้นดูแปลกๆ แค่ไหนก็ตาม อย่างหนังสือพิมพ์ ตั๋วรถไฟ เศษผ้า พรม ริบบิ้น กระดุม แสตมป์ หรือแม้แต่เศษกระดาษที่จดรายการของที่ต้องซื้อ
แม้ว่าทุกวันนี้เราจะเห็นการบันทึก Junk Journal ในกลุ่มคนรุ่นใหม่ แต่อันที่จริงการบันทึกรูปแบบนี้ย้อนไปไกลได้ถึงศตวรรษที่ 19 โดยมีจุดตั้งต้นมาจาก Scrapbook หรือสมุดภาพที่รวบรวมเก็บความทรงจำจากสิ่งของต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น ภาพถ่าย จดหมาย บัตรอวยพร ฯลฯ มาจัดเรียงและตกแต่งให้สวยงาม กลายเป็นงานอดิเรกที่ได้รับความนิยมมากในยุคนั้น และเริ่มแพร่หลายมากขึ้นเรื่อยๆ
สาเหตุที่ทำให้การบันทึกรูปแบบนี้ได้รับความนิยม คงต้องยกความชอบให้กับการปฏิวัติอุตสาหกรรม ที่เทคโนโลยีการพิมพ์ก้าวหน้าแบบฉุดไม่อยู่ หนังสือกลายเป็นสิ่งของจำเป็นประจำบ้าน ทำให้ผู้คนชื่นชอบการบันทึกและรวบรวมภาพข่าวหรือของที่ระลึก อย่างตั๋วรถโดยสาร ไปรษณียบัตร หรือโปสต์การ์ด มาเก็บไว้เป็นความทรงจำ
จนกระทั่งช่วงปลาย 1990 ถึงต้น 2000 การทำ Scrapbook เฟื่องฟูถึงขีดสุด เพราะเป็นยุคของนิตยสารและหนังสือเฉพาะทาง ผู้คนใช้เงินมากขึ้นไปกับของตกแต่ง เพื่อให้สมุดบันทึกของตัวเองโดดเด่นและน่ารักมากขึ้น แต่ต่อมาเมื่อเศรษฐกิจเข้าสู่ภาวะถดถอยครั้งใหญ่ในปี 2008 ผู้คนเริ่มรัดเข็มขัดมากขึ้น จากที่เคยทุ่มให้กับการตกแต่งสมุดอย่างอลังการ ก็หันไปทำ Digital Scrapbooking แทน ขณะเดียวกันก็มีวิธีการบันทึกแบบใหม่ที่ไม่ต้องใช้อุปกรณ์ราคาแพงเลย คือ Junk Journal นั่นเอง
อาจเรียกได้ว่า Junk Journal ถือกำเนิดขึ้นเพื่อต่อต้านกระแสการบันทึกแบบเดิม เพราะเป็นการบันทึกที่เปิดกว้างกว่าเดิม ไม่จำเป็นต้องสวยงาม หรือเป็นระเบียบแบบ Scrapbook ขณะเดียวกันก็ไม่จำเป็นต้องให้พื้นที่สำหรับเรื่องราวพิเศษเท่านั้น แต่อาจเป็นความทรงจำเล็กๆ ในชีวิตประจำวันทั่วไปที่ดูไม่เหมือนสลักสำคัญ ดังนั้นจะเรียกว่า Junk Journal เป็นเหมือนเป็นศิลปะที่แฝงความขบถที่มาพร้อมกับยุคสมัยใหม่ก็คงไม่ผิดนัก
เมื่อของเหลือใช้กลายเป็นความทรงจำ
การทำ Junk Journal ในช่วงเศรษฐกิจซบเซา ไม่เพียงแต่ช่วยลดค่าใช้จ่ายจากการซื้อของตกแต่งเท่านั้น แต่ยังมีประโยชน์ในด้านจิตใจด้วย เพราะการทำ Junk Journal ไม่ต่างจากการทำงานฝีมือ อย่างการจัดวางวัสดุลงบนแผ่นกระดาษ การต้องแก้ปัญหาเมื่อวัสดุไม่พอ การทบทวนเรื่องราวในแต่ละวัน วิธีการเหล่านี้ช่วยให้เรารู้สึกผ่อนคลายและมีสมาธิมากขึ้น จากการโฟกัสกับสิ่งตรงหน้าเท่านั้น
ไม่เพียงแต่เป็นกิจกรรมช่วยฮีลใจเท่านั้น งานคราฟต์จากของเหลือใช้อย่างกิจกรรมนี้ยังช่วยให้สิ่งของเหลือใช้ได้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง ไม่ว่าจะเป็นหน้าหนังสือเก่าๆ หรือเศษผ้าที่ใช้ไม่ได้แล้ว สิ่งของเหล่านี้หากปล่อยทิ้งไว้คงไม่พ้นต้องลงไปอยู่ในถังขยะ อันเป็นภาระต้องการกำจัดทิ้ง แต่การนำกลับมาบันทึกไว้ในสมุด อย่างน้อยก็ช่วยให้วัสดุเหล่านี้มีความหมาย แถมยังเป็นการเตือนใจให้เห็นคุณค่าของสิ่งต่างๆ ด้วย
Junk Journal จึงเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพราะไม่จำเป็นต้องซื้อของชิ้นใหม่ ราคาแพง แต่เราสามารถเลือกใช้ของที่มีอยู่แล้ว มองหาตามร้านมือสอง หรือแม้แต่แลกเปลี่ยนจากกลุ่มเพื่อนได้ ซึ่งสิ่งของเหล่านี้ช่วยให้เราไม่ต้องสร้างขยะชิ้นใหม่ แถมการใช้ซ้ำยังช่วยลดความต้องการในการผลิตใหม่ ซึ่งเป็นต้นเหตุของวงจรขยะที่เกิดขึ้นอย่างไม่รู้จบ
สารพัดวิธีสร้าง Junk Journal
แม้ว่าขั้นตอนการทำงานคราฟต์ส่วนใหญ่มักเริ่มต้นจากการเลือกวัสดุใหม่ๆ มาตกแต่งชิ้นงานของตัวเอง
แต่อย่างที่รู้กันว่า Junk Journal คือรูปแบบการบันทึกที่เราสามารถใช้ของเหลือใช้มาตกแต่งไว้ในสมุดได้ ดังนั้นความน่าสนุกของงานนี้จึงเป็นการมองหาสิ่งของที่มีอยู่แล้วรอบตัวมาสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ
สำหรับนักบันทึกมือใหม่ ลองดูสิว่ารอบq ตัว มีของเหล่านี้บ้างหรือเปล่า เช่น เศษหนังสือพิมพ์หรือนิตยสาร ตั๋วต่างๆ (แม้แต่ตั๋วรถเมล์ก็ใช้ได้) แผ่นพับ ที่คั่นหนังสือ ซองขนม ป้ายเสื้อผ้า สติกเกอร์โฆษณา ใบไม้ กระดุม ฝาขวด หรือเศษกระดาษทด ฯลฯ แม้ว่าจะเป็นของเล็กน้อยแค่ไหน แต่ถ้ามองแล้วรู้สึกจุดประกายบางอย่างในใจ ก็สามารถหยิบมาใช้ได้เลยนะ
อันที่จริง Junk Journal ไม่ได้มีรูปแบบตายตัวว่าควรบันทึกอย่างไร แต่การเปิดกว้างอย่างไร้ข้อจำกัด ก็เป็นข้อดีที่ช่วยให้เราสามารถนำไปปรับให้เข้ากับตัวเองได้หลายวิธี ไม่ว่าจะเป็น
ใช้เป็นไดอารี่ประจำวัน : เราสามารถใช้ Junk Journal เป็นเหมือนแพลนเนอร์ (Planner) หรือบุลเล็ตเจอร์นัล (Bullet Journal) ได้เลย เพียงแต่เป็นบันทึกความคิดหรือนัดหมายประจำวันในรูปแบบที่เห็นเป็นภาพมากขึ้น เราอาจใช้หน้าจากนิตยสารเก่าหรือหนังสือเก่า ใบปลิวจากไปรษณีย์ ใบเสร็จค่ากาแฟที่ไปกับเพื่อน หรือป้ายราคาเสื้อผ้าที่เพิ่งซื้อ มาเก็บเป็นความทรงจำเล็กของวันนั้นได้เลย
ทำเป็นสมุดบันทึกความทรงจำ : เราสามารถใช้ Junk Journal เป็นพื้นที่บันทึกเรื่องราวของตัวเอง หรือของคุณแม่และคุณยายที่เราคิดถึงก็ได้ โดยรวบรวมสิ่งของเกี่ยวกับคนคนนั้น แล้วแปะลงไป เท่านี้ก็จะได้สมุดเก็บความทรงจำ ที่ย้อนกลับมาดูเมื่อไหร่ก็เหมือนเราได้กลับไปเจอกับคนที่เรารักได้ทันที
กำหนดธีมให้สมุด : สมุดไม่จำเป็นต้องเล่าเรื่องส่วนตัวเสมอไป แต่เราเลือกทำเป็นเล่มที่มีธีมเฉพาะได้นะ แล้วค่อยๆ เก็บของที่เข้ากับธีมนั้น เช่น ถ้าเราชอบดอกไม้ก็กำหนดให้เล่มนี้รวบรวมดอกไม้โดยเฉพาะ เวลาเจอดอกไม้เมื่อไหร่ก็อัดดอกไม้แห้งแล้วแปะลงไป หรือเก็บลวดลาย รวมถึงภาพประกอบเกี่ยวกับดอกไม้ที่เราไปเจอมาก็ได้
ถ้ามองไปรอบๆ แล้วมีของที่อยากเก็บไว้ในความทรงจำ อย่าลืมมาลองทำ Junk Journal ของตัวเองกันนะ
อ้างอิง