จิตตะ เวลธ์ แนะจัดพอร์ต Core & Satellite รองรับความผันผวน ปี 69
จิตตะ เวลธ์ เปิดมุมมองการลงทุนปี 2569 โลกกำลังเข้าสู่ยุค “เติบโตไม่พร้อมกัน และโตไม่เท่ากัน” แนะจัดพอร์ต Core & Satellite รองรับความผันผวน
5 ม.ค. 2569 - นายตราวุทธิ์ เหลืองสมบูรณ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บลจ.จิตตะ เวลธ์ เปิดเผยถึงมุมมองการลงทุนปี 2569 ว่า โลกกำลังเข้าสู่ยุค “เติบโตไม่พร้อมกัน และโตไม่เท่ากัน” โดยปี 2569 เป็นปีที่เศรษฐกิจโลกเข้าสู่ ภาวะสมดุลใหม่ ไม่ใช่ภาวะถดถอย แต่ก็ไม่ใช่การเติบโตแบบเร่งตัวเหมือนในอดีต กล่าวคือ บางประเทศยังเติบโตได้ดี ขณะที่บางประเทศชะลอตัว และแม้ในประเทศเดียวกัน กลุ่มอุตสาหกรรมและกลุ่มรายได้ก็ฟื้นตัวไม่เท่ากัน
สหรัฐอเมริกา : Core Driver ของเศรษฐกิจและตลาดทุนโลก
เศรษฐกิจสหรัฐฯ อาจไม่ใช่ประเทศที่โตเร็วที่สุด โดยมีการคาดการณ์ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) เติบโตประมาณ 1.8– 2.3% โดยมีแรงขับเคลื่อนหลักจากการลงทุนขนาดใหญ่ในโครงสร้างพื้นฐานปัญญาประดิษฐ์ (AI) และการใช้จ่ายภาครัฐและนโยบายอุตสาหกรรม
ด้านนโยบายการเงินธนาคารกลางสหรัฐฯ(เฟด) มีแนวโน้มเข้าสู่ช่วงผ่อนคลายแบบระมัดระวัง โดยจะต้องให้ความสำคัญกับ “ทิศทางนโยบายระยะยาว” มากกว่าจำนวนครั้งในการลดดอกเบี้ย อย่างไรก็ตามตลาดยังจับตา การเปลี่ยนตัวประธาน Fed ในปี 2569 ซึ่งจะส่งผลต่อความเชื่อมั่นในความเป็นอิสระของนโยบายการเงินสหรัฐฯ ทั้งนี้โดยภาพรวมแล้ว สหรัฐฯ ยังคงรับบทเป็น ตัวกำหนดทิศทางของสภาพคล่องและ Sentiment การลงทุนโลก
จีน : เติบโตช้าลง แต่เปลี่ยนโครงสร้างจริงจัง
ในปี 2569 จีนอาจไม่ใช่ Growth Engine แบบเดิม จีนกำลังเปลี่ยนผ่านจากเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยอสังหาริมทรัพย์ ไปสู่เศรษฐกิจที่เน้นเทคโนโลยีและการผลิตขั้นสูง เช่น AI, Semiconductor, EV และพลังงานสะอาด และแม้การบริโภคภายในยังฟื้นตัวช้า แต่คาดว่าการเติบโตทางเศรษฐกิจน่าจะอยู่ได้ระดับ 4.4% – 4.8% ได้ อย่างไรก็ตามการที่จีนเริ่มรุกตลาดโลกด้วยสินค้าเทคโนโลยีมูลค่าสูงทำให้จีนยังเป็นผู้เล่นหลักฝั่ง Supply ของโลก ขณะเดียวกันนักลงทุนต้องระวังผลกระทบเชิงการแข่งขันต่อประเทศอื่นด้วย
ญี่ปุ่น : จากยุคเงินฝืด สู่การเติบโตเชิงคุณภาพ
ญี่ปุ่นกำลังเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่านเชิงประวัติศาสตร์ เปลี่ยนจาก “เรื่องค่าเงิน” เป็น “เรื่องคุณภาพกำไร” ด้วยการยุติดอกเบี้ยติดลบและปรับนโยบายการเงินกลับสู่ภาวะปกติ โดยมีการคาดการณ์ว่าในปี 2569 อัตราดอกเบี้ยนโยบายของญี่ปุ่น มีโอกาสแตะ 0.75% – 1.0% ขณะที่อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของญี่ปุ่นคาดว่าจะอยู่ที่ราว ~0.7%
ในส่วนของตลาดหุ้นญี่ปุ่นยังคงได้แรงหนุนจากการปฏิรูปบรรษัทภิบาล รวมถึงการลงทุนใน Automation, Robotics และ AI และเงินทุนในประเทศที่เริ่มกลับเข้าตลาดหุ้น
เวียดนาม : ผู้ชนะเชิงโครงสร้างของเอเชีย
เวียดนามเป็นหนึ่งในประเทศที่ได้ประโยชน์มากที่สุดจาก China+1, ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ และอุตสาหกรรมเทคโนโลยี จะเห็นได้ว่าเวียดนามกำลังก้าวจากฐานผลิต สู่การเป็น Tech Manufacturing Hub ของอาเซียน การเติบโตเศรษฐกิจดิจิทัลและ Data Center ขยายตัวเร็ว เงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ไหลเข้า ในกลุ่ม High-tech และ Semiconductor เพิ่มต่อเนื่อง ล่าสุดตลาดหุ้นเวียดนามมี EPS Growth สูงกว่าค่าเฉลี่ยโลกไปแล้ว
ไทย: ฟื้นตัวช้า แต่ยังมีจุดเปลี่ยนให้ติดตาม
เศรษฐกิจไทยยังเผชิญข้อจำกัดเชิงโครงสร้าง ทำให้การเติบโตต่ำกว่าศักยภาพ โดยมีการคาดการณ์ GDP ที่ระดับ 1.5% – 1.7% ซึ่งเป็นแรงหนุนจากภาคท่องเที่ยวเป็นเครื่องยนต์หลัก นอกจากนี้ในปี 2569 เรายังต้องจับตาผลการเลือกตั้งที่จะเป็นปัจจัยชี้ขาดด้านนโยบายการคลัง
การลงทุนปี 2569 ตลาดไหนที่น่าสนใจ
จากข้อมูล AI Market Prediction ของจิตตะ เวลธ์ ที่สามารถบ่งบอกตลาดถูกแพง ของแต่ละประเทศในแต่ละปีจะพบว่า AI ยังชี้เป้าไปที่ประเทศจีนที่มีจำนวนหุ้นดีราคาถูกมากกว่าหุ้นดีแต่ราคาแพงถึง 4.56 เท่า ตามมาด้วย ฮ่องกง ที่ 2.57 เท่า ญี่ปุ่น 1.63 เท่า ขณะที่หุ้นไทยเอง อาจจะมีจำนวนหุ้นดีราคาถูกอยู่ถึง 9 เท่า แต่ก็มีความกดดันเชิงโครงสร้างทางเศรษฐกิจอยู่
สำหรับคำแนะนำในแนวทางการจัดพอร์ตในปี 2569 ให้พร้อมกับความผันผวนที่รออยู่ จากบทเรียนการลงทุนที่ได้รับในปีที่ผ่านมา ทำให้ในปี 2569 จิตตะ เวลธ์ จะยังเน้นเรื่องการจัดพอร์ตส่วนหลัก (Core) และส่วนเสริม (Satellite) หรือ Core & Satellite เพื่อรองรับความผันผวน
โดย Core Portfolio สัดส่วน 80% ของเงินลงทุนทั้งหมด แนะนำลงทุนในสินทรัพย์ที่มีการกระจายความเสี่ยงครอบคลุมทั่วโลก เช่น Global ETF หรือ Omni Fund เพื่อให้พอร์ตมีการเติบโตต่อเนื่องในระยะยาว
Satellite ในสัดส่วน 20% โดยสัดส่วนสามารถปรับได้ตามระดับความเสี่ยงที่รับไหว แต่พอร์ตหลักไม่ควรน้อยกว่า 50% โดยเลือกตลาดหรือธีมที่กำลังได้รับความสนใจ เช่น หุ้นเทคโนโลยี หรือประเทศที่เศรษฐกิจกำลังฟื้นตัว หรือนโยบาย Jitta Ranking Alpha และ Thematic Optimize เพื่อเพิ่มโอกาสสร้างผลตอบแทน บนความเสี่ยงที่มากขึ้น แต่ยังคงคุมความเสี่ยงโดยรวมได้ เพราะมีพอร์ตหลักรองรับอยู่
ยกตัวอย่าง เช่น การจัดพอร์ตแบบ Core 80% Satellite 20% ในกรณีที่ตลาดผันผวน พอร์ตรองซึ่งมักจะผันผวนมากกว่า หากพอร์ตนี้ติดลบไป 50% พอร์ตโดยรวมก็จะลดลงเพียง 10% เท่านั้น