โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

รีวิวเส้นทาง ‘พี่โอปอล’ เด็กปวช.วิศวะไฟฟ้า สู่เส้นทางทุน YSEALI (อเมริกา) & ทุน JICA วิจัยป.เอกวิศวะเคมี-สิ่งแวดล้อม Tohoku Univ. (ญี่ปุ่น)

Dek-D.com

อัพเดต 22 ธ.ค. 2568 เวลา 15.40 น. • เผยแพร่ 22 ธ.ค. 2568 เวลา 11.47 น. • DEK-D.com
ชวนรุ่นพี่ทุน JICA วิจัยปริญญาเอกสาขา Applied Environmental Chemistry ที่ Tohoku University มาเม้าท์มอยชีวิตในญี่ปุ่น!

สวัสดีค่ะชาว Dek-D ถ้าน้องๆ สนใจประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม และแอบฝันอยากทำแล็บในประเทศที่ระบบพร้อม งานวิศวกรรมแข็งแรง แถมคุณภาพชีวิตก็ดีมาก “ประเทศญี่ปุ่น” เป็นหนึ่งในตัวเลือกที่น่าจับตามองสุดๆ

วันนี้เราจะพาไปรู้จัก “พี่โอปอล” จากเด็ก ปวช. สายไฟฟ้าที่ค่อยๆ ค้นพบว่าตัวเองอินกับเรื่องสิ่งแวดล้อม ผ่านประสบการณ์ทุน YSEALI ที่สหรัฐอเมริกา ก่อนตัดสินใจเดินต่อสายวิจัยอย่างจริงจัง และพาตัวเองมาถึงห้องแล็บของ Tohoku University มหาวิทยาลัยอันดับ 1 ของ Japan University Rankings 2025 (อ้างอิงจาก Times Higher Education)

บทสัมภาษณ์นี้เล่าตั้งแต่จุดเริ่มต้นของความสนใจ ประสบการณ์แลกเปลี่ยน ไปจนถึงช่วงเตรียมสอบเข้า ป.เอก ที่ชีวิตมีแค่อ่านหนังสือ ไปแล็บ และกินราเมนวนซ้ำๆ จนสอบผ่าน และได้เข้ามาอยู่ในสภาพแวดล้อมการทำวิจัยที่แข็งแรงทั้งด้านวิชาการและคุณภาพชีวิต! // ถ้าพร้อมแล้ว ตามมารู้จักกับเขากันเลยค่ะ

. . . . . . . .

จากเด็กปวช.ไฟฟ้า สู่ป.ตรี-โท วิศวะเคมี

และติดทุน YSEALI ไปแลกเปลี่ยนอเมริกา

ก่อนจะเล่าประสบการณ์ไป YSEALI และชีวิตปริญญาเอกที่ญี่ปุ่น ผมขอแนะนำตัวก่อนครับ

ผมเริ่มต้นจากเรียนโปรแกรม ปวช. สายเตรียมวิศวะไฟฟ้า ช่วงนั้นได้ใกล้ชิดงานด้านพลังงานด้วย ก็เลยค่อยๆ สนใจเรื่องสิ่งแวดล้อม จากนั้นก็ทำเกรดผ่านเกณฑ์เข้า ป.ตรี คณะวิศวกรรมเคมี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ และได้ทำโปรเจ็กต์ร่วมกับบริษัท Big4 พัฒนากระบวนการ Steam Pyrolysis เพื่อเปลี่ยนขยะเป็นเชื้อเพลิง โดยทำแบบจำลองเพื่อหาวิธีจัดการให้ได้ผลผลิตมากที่สุด

ต่อมาผมต่อป.โท วิศวะเคมีที่จุฬาฯ ทำวิจัยทดลองผลิตสารจากคาร์บอนไดออกไซด์ให้มีมูลค่าเพิ่มเพื่อลดการปล่อย CO₂ ตอนนั้นตั้งใจแล้วครับว่าเดี๋ยวจะต่อป.เอกเพราะอยากเป็นอาจารย์ และเลือกทำเรื่องที่ไม่เคยทำมาก่อน เพื่อหาว่าตัวเองสนใจเรื่องไหนที่สุดด้วยครับ

ระหว่างเรียนปริญญาโท ผมสมัครโครงการ YSEALI ในหัวข้อ Environmental Issues เพื่อไปแลกเปลี่ยนที่สหรัฐอเมริกา ช่วงนั้นประเด็นฝุ่นกำลังเป็นเรื่องใหญ่พอดี บวกกับที่บ้านผมทำธุรกิจเกี่ยวกับฝุ่นและเครื่องฟอกอากาศ ทั้งฝั่ง B2B และ B2C เลยทำให้ผมอยากรู้มากขึ้นว่าประเทศที่พัฒนาแล้วเขาจัดการปัญหานี้กันอย่างไร

ผมเองมีพื้นฐานป.โท ที่มี Specialization และความสนใจด้านสิ่งแวดล้อมที่ค่อนข้างชัด น่าจะช่วยให้เตรียมตัวสมัครได้ตรงตามวัตถุประสงค์ของโครงการขั้นตอนหลักๆ คือกรอกประวัติและประสบการณ์ทำกิจกรรม เขียนเรียงความ และอัดวิดีโอแนะนำตัว โดยผมโฟกัสเล่าว่าทำไมถึงสนใจประเด็นนี้ สมัครโครงการไปเพื่ออะไร และเชื่อมโยงกับสิ่งที่ผมกำลังทำอยู่ยังไง เพราะสุดท้ายผมว่าโครงการต้องการมองหาคนที่สนใจปัญหานั้นจริงๆ และมีไอเดียต่อยอดจากโอกาสครั้งนี้ครับ

. . . . . . . .

สรุปไฮไลต์ YSEALI

คลาสเข้มข้น & ช็อตประทับใจเพียบ

ผมได้รับเลือกเข้าร่วมโปรแกรมด้าน Environmental Issues ในโปรแกรมแบ่งเป็น 3 เมือง คือ ฮาวาย เบิร์กลีย์ และวอชิงตัน ดีซี ซึ่งแต่ละที่ให้ประสบการณ์ที่แตกต่างและเกินคาดมากครับ!

เริ่มที่ฮาวาย (Hawaiʻi, USA)

University of Hawaiʻi

ผมอยู่ที่ฮาวายประมาณ 3 สัปดาห์ เมืองนี้ให้ความรู้สึกเหมือนอยู่ในฉากหนัง Jurassic World เพราะภูเขาและทะเลอยู่ใกล้กันมาก ฮาวายเด่นเรื่องพลังงานสะอาด เพราะรัฐผลักดันให้แต่ละครัวเรือนติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์อย่างจริงจัง ช่วยให้เห็นภาพการใช้พลังงานหมุนเวียนในชีวิตประจำวัน

ช่วงเวลานี้จะได้เรียนคอร์สของมหาวิทยาลัยฮาวายร่วมกับนักศึกษาท้องถิ่นด้วย ทำให้มีโอกาสเจอผู้คนหลากหลาย ผมได้รู้จักพี่ผู้หญิงจากสิงคโปร์ที่เล่าว่าเคยเป็นคนวางระบบรถไฟฟ้าให้กรุงเทพฯ และผมยังมีโอกาสเป็น Facilitator Conference ที่นำเด็กมัธยมทั้งฮาวายมารวมกัน ทำให้เห็นชัดเลยว่าเยาวชนมีความตื่นตัวและความครีเอทีฟสูงมากกก (ถ้าย้อนกลับไปอายุเท่าน้องๆ ก็คงทำไม่ได้มีความคิดสร้างสรรค์ในระดับนั้นครับ)

แล้วฮาวายยังทำให้ผมชอบทะเลมากขึ้น ทั้งสวยและสะอาด แต่อาจจะต้องพึ่งสกิลว่ายน้ำเยอะเพราะคลื่นแรง ผมมีโอกาสได้ลองเล่นเซิร์ฟ ไปไฮกิ้ง เข้าร่วมเซสชันเรียนการกู้ภัยทางทะเล และการดำน้ำตื้น (Snorkeling) ด้วยนะ ใหม่มากครับ! Pupukahi i Holomua

ต่อด้วยเบิร์กลีย์ (Berkeley, California, USA)

University of California, Berkeley

หนึ่งสัปดาห์ที่เบิร์กลีย์เป็นช่วงที่เข้มข้นมาก ผมเป็นสายวิทย์ระดับนึง แน่นอนว่าพอไปถึงมหาวิทยาลัยอันดับ 10 ของโลกจากการจัดอันดับโดย QS Worlds University Ranking ในปี 2024 แบบนี้ก็ปลื้มใจมากกกกครับ Go Bears!ทั้งบรรยากาศและ vibe สภาพแวดล้อมวิชาการเค้าชัดเจนจริงๆ

ผมได้เข้าเรียนคอร์สกับอาจารย์ที่เป็นคนเขียนหนังสือซึ่งพวกเราสายนี้อ่านกันอยู่จริงๆ ได้เทกคลาส อ่านหนังสือ และมี meet up กับนักศึกษาของเบิร์กลีย์ รวมถึงได้ไปดูโรงงาน และไปเดินทัวร์ Silicon Valley เพราะมีเพื่อนรู้จักคนที่ทำงานใน Google

นอกจากนี้ YSEALI จะมีเครือข่ายศิษย์เก่าที่ไปเข้ามหาลัย Top U. แล้วมาแลกเปลี่ยนกันทั้งเรื่องการเรียนและสิ่งแวดล้อม ซึ่งเรื่องที่เมืองนี้เด่นคือ Waste Management มาก ทำได้อย่างเป็นระบบ ได้เข้าไปดูถึงกระบวนการแยกขยะและเตาเผาจริงๆ ครับ

ปิดท้ายที่เมืองหลวงอเมริกา

อย่าง Washington, D.C.

ชอบมากเพราะส่วนตัวเป็นแฟน Captain America ครับ! 5555 ไฮไลต์คือรวมพิพิธภัณฑ์ระดับโลกไว้หลายแห่ง และส่วนใหญ่เข้าฟรีด้วย หลักๆ กิจกรรมจะเน้นเรื่องนโยบายและการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น เราได้พูดคุยกับตัวแทนจาก Department of State ที่มารับฟังประสบการณ์ของผู้เข้าร่วมโครงการ ทำให้เห็นภาพการทำงานด้านสิ่งแวดล้อมในระดับนโยบายในระดับประเทศเลย

หลักๆ ผมประทับใจตรงที่ได้พูดคุยกับผู้เข้าร่วมจากมหาลัยอื่นๆ โดยเฉพาะเพื่อนจากอาเซียนที่มีความสนใจใกล้กันและตั้งใจกลับไปพัฒนาในประเทศของตัวเอง ถือเป็นการปิดท้ายทริปที่ดีมากครับ

สรุปสิ่งที่ผมได้จาก YSEALI

สำคัญที่สุดสำหรับผมคือเรื่องเพื่อนครับ แม้เราจะมาจากคนละประเทศแต่ต่อติดกันง่าย เพราะคัดมาด้วยเป้าหมายที่คล้ายคลึง อยู่ด้วยกันหลายสัปดาห์จนสนิทเหมือนครอบครัว (ทุกวันนี้ยังติดต่อกันอยู่เลย)

ส่วนในแง่ประสบการณ์ ผมยังได้เห็นมุมมองด้านสิ่งแวดล้อมในหลายระดับ ตั้งแต่พลังงานสะอาด การจัดการขยะ การศึกษา ไปจนถึงนโยบาย ทำให้ผมเห็นภาพรวมและอยากนำแนวคิดบางอย่างกลับมาทำเพื่อสังคมด้วยครับ

ถ้ามีน้องๆ อยากสมัคร YSEALI ควรเตรียมตัวยังไงดี?

สิ่งแรกที่ผมอยากแนะนำคือถามตัวเองจนมั่นใจก่อนครับ อย่าเริ่มจากการคิดว่าอยากไปอเมริกา หรืออยากไปมหาวิทยาลัยไหน แต่ให้ถามว่าเป้าหมายของเราคืออะไร ไปเพื่ออะไร และทำไมถึงต้องไป คำว่า why สำคัญมาก ถ้าเราตอบคำถามนี้ได้ ในใบสมัครหรือตอนสัมภาษณ์จะสะท้อนออกมาเองว่าเราคิดอะไรผมว่าเค้าไม่ได้ดูแค่ภาษาหรือพอร์ต แต่อยากเห็นว่าเราเข้าใจและตั้งใจแค่ไหนมากกว่า

สุดท้ายถ้าได้รับเลือก ก็ทำให้เต็มที่ คำว่าพัฒนาตัวเองทำได้ไม่มีที่สิ้นสุดหรอก อย่าคิดว่าเอาเท่านี้พอ ให้คิดว่าจะทำต่อไปเรื่อยๆ ครับ

. . . . . . . .

ก้าวใหม่ของเด็กทุน JICA

ทำวิจัยป.เอกในญี่ปุ่น

ที่มาที่ไป ทำไมถึงเลือกโทโฮคุ?

หลังกลับจาก YSEALI ผมมั่นใจมากขึ้นว่าตัวเองอยากทำงานวิจัยด้านสิ่งแวดล้อม เลยตัดสินใจเลือกเรียนต่อที่ Tohoku Universityเพราะสนใจแนววิจัยของอาจารย์หลายท่าน แล้วขออวยยศหน่อยครับ! เป็นมหาวิทยาลัยอันดับ 1 จาก Japan University Rankings 2025 ของ Times Higher Education

และมี Core Value สำคัญคือ“Research First” ทำให้ผมมั่นใจว่าเหมาะกับการทำวิจัยในระยะยาว ซึ่งพอได้เข้ามาจริงๆ ผมรู้สึกว่าบรรยากาศการทำงานค่อนข้างเปิดกว้าง มีอิสระในการคิดและทดลองไอเดียใหม่ๆ ทั้งอาจารย์และเพื่อนในแล็บซัปพอร์ตดีมากครับ

“ช่วง 6 เดือนที่เตรียมสอบเข้า ป.เอก ผมอ่านหนังสือทุกวัน อยู่แล็บตอนกลางคืน กินราเมน แล้วกลับบ้าน วนทุกวันจนสอบผ่าน!”

วิชาที่สอบคือคณิตศาสตร์และวิศวกรรมเคมี ตอนนั้นเครียดมากครับเพราะแนวข้อสอบภาษาอังกฤษมีให้ดูย้อนหลังแค่ 2 ปี ส่วนภาษาญี่ปุ่นผมก็ยังอ่านได้ไม่มาก เน้นไปสู้เอาดาบหน้า มีเวลาสอบ 2 วิชารวมประมาณ 1 ชั่วโมงครึ่ง ต้องบริหารเวลาดีๆ

อีกอย่างคือผมได้ทุน JICAเลยได้ร่วมกิจกรรมที่เค้าจัดให้ผู้รับทุนจากต่างสาขาในมหาวิทยาลัยต่างๆ มาพบกันที่โตเกียว เพื่อสร้างคอนเน็กชันและแลกเปลี่ยนประสบการณ์การเรียนในญี่ปุ่นกัน

ทุนยังเปิดโอกาสให้ลงเรียนคอร์สเสริมตามความสนใจทั่วประเทศ ผมเคยไปเรียนคอร์สด้าน Manufacturing ที่ International University of Japan เมืองนีงาตะ เป็นคอร์สที่ได้ลงมือปฏิบัติจริงมีใบประกาศนียบัตรจากมหาวิทยาลัย แล้วยังเป็นโอกาสเจอกับเพื่อนจากหลายประเทศ โดยเฉพาะการไป join ในคอมมูนิตี้นักเรียนไทย-ลาว ที่นั่น ซึ่งหลังจบคอร์สก็ยังมีติดต่อกัน และพากันไปเที่ยวทั้งในไทยและญี่ปุ่นด้วยครับ

ถ้าน้องๆ สนใจทุนหรือโครงการฝึกงาน สามารถติดตามข่าวอัปเดตได้ที่เพจ JICA Thailandซึ่งจะโพสต์ประกาศไว้ตลอด ผมแนะนำให้กดติดตามไว้เพื่อไม่พลาดโอกาสครับ

ชีวิตปัจจุบันของผมในฐานะนักศึกษา ป.เอก ที่ญี่ปุ่น

ผมคิดว่าสิ่งสำคัญที่สุดของการเรียนปริญญาเอกคือเราต้องมั่นใจจริงๆ ว่าอยากทำ มีเป้าหมายว่าทำไปเพื่ออะไร ไม่ใช่แค่เพราะอยากไปต่างประเทศ เพราะระหว่างทางยังมีเรื่องชีวิตและสังคมเข้ามาอีกเยอะ อย่างน้อยควรทำให้เรื่องการเรียนเป็นสิ่งที่เรารับมือได้ดีที่สุด

ปัจจุบันผมเรียนปริญญาเอกสาขา Applied Environmental Chemistry ที่ Tohoku University งานวิจัยของผมโฟกัสเรื่องการจัดการคาร์บอนไดออกไซด์ ทั้งการดักจับ การกักเก็บ และการแปรรูปให้เกิดมูลค่าเพิ่ม ซึ่งเป็นสิ่งที่ผมสนใจอยากทำจริงๆ เพราะต้องใช้เวลาหลายปีและต้องคิดสิ่งใหม่อยู่ตลอด พอได้ดูแนวงานของอาจารย์แล้วก็รู้สึกว่าเข้ากับสิ่งที่ผมอยากต่อยอดมากที่สุด

หัวข้องานวิจัยที่ทำอยู่มี 3 ส่วน

  • ส่วนแรกคือการประเมินผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมของกระบวนการดักจับและกักเก็บคาร์บอนไดออกไซด์ เพื่อดูว่ากระบวนการไหนปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์กลับออกมามากน้อยแค่ไหน
  • ส่วนที่สองคือการจำลองการกักเก็บคาร์บอนไดออกไซด์ภายในระบบ เช่น ท่อหรือเม็ดวัสดุดูดซับ เพื่อหาจุดที่สามารถเพิ่มประสิทธิภาพของกระบวนการได้
  • ส่วนสุดท้ายคือการพัฒนากระบวนการแปรรูปคาร์บอนไดออกไซด์ให้เป็นผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าเพิ่ม งานทั้งหมดต้องอาศัยความรู้ด้านวิศวกรรมเคมี เทอร์โมไดนามิกส์ และคณิตศาสตร์ผสานกัน ซึ่งเป็นแกนหลักของการทำวิจัยในระดับปริญญาเอกของผมครับ

การปรับตัวในแล็บและการใช้ภาษา

หลักๆ ผมมาด้วยพื้นฐานภาษาอังกฤษ ส่วนภาษาญี่ปุ่นยังไม่ค่อยเข้าใจเท่าไหร่ แต่ที่มหาวิทยาลัยมีทั้งคอร์สเรียนภาษาญี่ปุ่นและชมรมภาษาให้ได้ฝึกควบคู่ไปด้วยก็เลยทำให้ค่อยๆ สื่อสารกับคนในแล็บง่ายขึ้นครับ แต่แนะนำว่าถ้าใครจะมาเรียน ฝึกภาษาญี่ปุ่นไว้ก่อนจะมาช่วยได้มากๆ

สังคมในห้องแล็บ มีความให้เกียรติและเคารพกันสูง มีธรรมเนียมการทักทายเวลาเข้า-ออก คนญี่ปุ่นในแล็บหลายคนจะเก่งมาก ทุกคนก็ช่วยเหลือกันดี ทำให้ผมรู้สึกสบายใจและกล้าถาม กล้าลอง ในสภาพแวดล้อมแบบนี้ครับ

ความท้าทายและสิ่งที่ได้เรียนรู้

ช่วงแรกผมทำงานหนักเกินไป จนเริ่มรู้ตัวว่าถ้าฝืนต่อเนื่องจะเหมือนรถที่วิ่งจนเครื่องร้อนเกินไป วิ่งไปพังๆ แบบนั้นครับแต่ถ้าจัดการเวลาให้เป็นระบบ รู้จักพักบ้าง รถก็จะวิ่งได้นานและไกลขึ้น บางทีอาจถึงจุดหมายเร็วขึ้นด้วยซ้ำ

และสำหรับผมการเรียนระดับปริญญาเอกไม่ได้วัดกันแค่ความรู้ แต่การมีใจและความตั้งใจจริงนี่สำคัญสุด ความรู้ยังหาทดแทนได้ แต่ถ้าใจไม่พร้อมก็ไปต่อยาก

. . . . . . . .

รีวิวชีวิตที่เซนได

เมืองแห่งต้นไม้และการศึกษา

ผมว่าการมาเรียนที่เซนได (Sendai, 仙台) เป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องมาก ถูกเรียกว่า City of Trees หรือเมืองแห่งต้นไม้ เพราะมีพื้นที่สีเขียวกระจายอยู่ทั่วเมือง เดินไปทางไหนก็เห็นต้นไม้ใหญ่และสวนสาธารณะ บรรยากาสงบกว่าที่คิดและเหมาะกับคนที่อยากโฟกัสงานวิจัย

ธรรมชาติใกล้ตัวที่ช่วยเคลียร์หัว

เซนไดอยู่ไม่ไกลจากตัวเมือง มีร้านค้าครบ เรื่องอาหารก็ดีมาก โดยเฉพาะเนื้อย่างและซีฟู้ด ผมชอบเดินตลาดหรือร้านเล็กๆ ใกล้สถานี เพราะราคาไม่แพงและอร่อย

ที่สำคัญคือขยับออกมานิดเดียวก็เจอธรรมชาติแล้วเวลาว่างหรืออยากพักสมอง ผมจะชอบปั่นจักรยานหรือขึ้นเขา ซึ่งเส้นทางจักรยานในเมืองมีเยอะและค่อนข้างปลอดภัย เห็นได้ชัดว่าคนรักการออกกำลังกายมาก // ยิ่งช่วงฤดูใบไม้ร่วงที่ต้นไม้เปลี่ยนสีไปทั้งเมือง บรรยากาศสวยและสงบ ช่วยให้ได้เคลียร์หัวและมีแรงกลับไปโฟกัสงานวิจัยต่อ ผมว่าเซนไดเป็นเมืองที่ช่วยบาลานซ์งานวิจัยกับการพักผ่อนได้ดีเลยครับ

เมืองเรียบง่าย คนเป็นมิตร และใส่ใจสิ่งแวดล้อม

วัฒนธรรมของเซนไดค่อนข้างเรียบง่ายและเป็นมิตร คนในเมืองช่วยเหลือดี การเดินทางไม่ซับซ้อน ระบบขนส่งตรงเวลา และเห็นได้ชัดว่าคนให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อมในชีวิตประจำวัน ถ้าตัวอย่างนึงที่เห็นคืดการจัดการขยะ ระบบค่อนข้างละเอียดแต่มีตารางของเมืองด้วยครับ

เตรียมตัวยังไงก่อนมาเซนได?

ถ้าพอมีพื้นฐานภาษาญี่ปุ่นจะช่วยให้ใช้ชีวิตและคุยกับคนในแล็บได้ง่ายขึ้น กับอีกเรื่องคือสภาพอากาศ โดยเฉพาะหน้าหนาวที่ค่อนข้างเย็น ควรเตรียมเสื้อผ้าให้อุ่นเพียงพอครับ

. . . . . . . .

ถึงน้องๆ ที่กำลังมองหาเส้นทางของตัวเอง

เป้าหมายหลังเรียนจบของผมคืออยากกลับมาเป็นอาจารย์ในไทย และนำความรู้ด้านการจัดการคาร์บอนไดออกไซด์รวมถึงงานวิจัยด้านสิ่งแวดล้อมมาช่วยพัฒนางานในประเทศ ผมมองว่างานด้านนี้ยังมีพื้นที่ให้ทำอีกมาก และต้องการคนที่อยากลงมือทำจริงครับ

และไม่ว่าน้องๆ ตั้งเป้าหมายไว้แบบไหน ผมว่าทุกคนมีจังหวะของตัวเอง ขอแค่ตั้งใจ พยายาม และให้โอกาสตัวเองเสมอ ผมเชื่อว่าทุกคนทำได้ครับ ถ้าเกิดน้องๆ สนใจสมัคร YSEALI หรืออยากเรียนต่อด้านสิ่งแวดล้อมผมอยากให้เริ่มจากการถามตัวเองก่อนว่าอยากไปเพื่ออะไร ถ้าตอบตัวเองได้ชัดเจน การเลือกเส้นทางและประเด็นที่อยากทำจะง่ายขึ้น และจะสื่อสารตัวตนของเราได้ตรงขึ้นทั้งในใบสมัครและการสัมภาษณ์

ส่วนคนที่คิดจะต่อป.เอก ผมคิดว่าสิ่งสำคัญที่สุดคือใจเลยครับเพราะต้องใช้ทั้งความอดทนและความรับผิดชอบ ต้องทุ่มเทเวลา มีช่วงที่เหนื่อย แต่ถ้าเรารู้ว่ากำลังทำอะไรอยู่ ความรู้สามารถค่อยๆ เติมได้ และจะผ่านช่วงยากๆ ไปได้

“If you have a heart, you can do it!”

สุดท้ายนี้ถ้าใครอยากติดตามชีวิตการเรียนและงานวิจัย หรือฮีลใจกับเรื่องราว vibe ญี่ปุ่นๆ ผมมีทำเพจ“ก็แค่โอปอลซังที่ผ่านทางมา”ที่ตั้งใจทำไว้แบ่งปันเส้นทางการเรียนและการใช้ชีวิจครับ และหากใครอยากสอบถามเพิ่มเติม inbox มาได้นะครับ~

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...