โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

ดาต้าบูโรปิดช่องเส้นเงินเทา แบงก์ชาติเลื่อนเก็บภาษีทอง

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 10 ม.ค. เวลา 01.33 น. • เผยแพร่ 10 ม.ค. เวลา 00.01 น.
อนุทิน ชาญวีรกูล

นายกฯอนุทินเร่งดัน “ดาต้าบูโร” คลังผนึกกำลังแบงก์ชาติ-ปปง.-ก.ล.ต.-สมาคมธนาคารไทย ยกระดับเชื่อมโยงข้อมูลธุรกรรมไล่บี้เส้นเงินเทา-สกัดฟอกเงินทุกรูปแบบ อุดช่องโหว่ “ทองคำออนไลน์-สินทรัพย์ดิจิทัล” ธปท.ถก 14 แพลตฟอร์มทอง ลดผลกระทบค่าเงิน ให้ซื้อขายเป็นเงิน “ดอลลาร์” ผู้ค้าทองโอดผลกระทบหลายมาตรการ เจรจาเลื่อนเก็บภาษีทองไป 6 เดือน

ดาต้าบูโรไล่เส้นเงินเทา

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมเรื่องการเชื่อมโยงข้อมูลทางการเงินเพื่อยกระดับการติดตามตรวจสอบธุรกรรมทางการเงินต้องสงสัย (Data Bureau) ร่วมกับกระทรวงการคลัง, ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.), กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี), กระทรวงยุติธรรม, สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.), สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.), สำนักงานตำรวจแห่งชาติ, สมาคมธนาคารไทย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

โดยนายอนุทินเปิดเผยว่า ที่ประชุมให้ความสำคัญกับการเชื่อมโยงข้อมูลที่มีประสิทธิภาพ เพื่อยกระดับระบบแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างธนาคารเกี่ยวกับบัญชีต้องสงสัยที่อยู่ในเส้นทางการเงินของมิจฉาชีพ Central Fraud Registry (CFR) ให้เป็นศูนย์กลางในการเชื่อมโยงข้อมูลเส้นทางธุรกรรมทางการเงินอย่างครบถ้วน

สำหรับการดำเนินการในระยะที่ 1 หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้องยกระดับการจัดเก็บฐานข้อมูลธุรกรรมต่าง ๆ ให้ครบถ้วนมากขึ้น และเชื่อมโยงข้อมูลเข้าสู่ดาต้าฮับ เช่น ระบบ CFR เพื่อให้สามารถนำข้อมูลไปใช้ติดตาม ตรวจสอบเส้นทางการดำเนินธุรกรรมทางการเงินได้อย่างมีประสิทธิภาพ

อุดช่องโหว่ “ทองคำ-คริปโต”

อย่างไรก็ดี ตัวกลางทางการเงินบางประเภทไม่ได้มีเพียงธุรกรรมเงินสดเท่านั้น แต่ยังรวมถึงสินทรัพย์อื่นที่มีทั้งหน่วยงานกำกับดูแล และไม่มีหน่วยงานกำกับดูแล เช่น ธุรกรรมทองคำ ซึ่งปัจจุบันยังมีข้อจำกัดในการจัดเก็บและรวบรวมข้อมูลรายธุรกรรม จึงจำเป็นต้องยกระดับการดำเนินการไปสู่การจัดเก็บข้อมูลในระยะที่ 2 ต่อไป เพื่อให้การดำเนินงานในระบบ Data Bureau เกิดประสิทธิผลและบรรลุเป้าหมายได้โดยเร็ว ที่ประชุมได้มอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการในประเด็นสำคัญ ดังนี้

1.“ธุรกรรมทองคำจริง” (Physical Gold) ให้สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางในการรวบรวมข้อมูล “ธุรกรรมทองคำจริง” ในฐานะหน่วยงานที่กำหนดหลักเกณฑ์และมาตรการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินของผู้ประกอบการค้าทองคำ พร้อมทั้งยกระดับหลักเกณฑ์และแนวปฏิบัติให้มีความเข้มข้นมากยิ่งขึ้น เช่น การปรับลดวงเงินการรายงานธุรกรรมทองคำของร้านค้าทองคำ จากเดิมที่กำหนดรายงานตั้งแต่ 2 ล้านบาทขึ้นไป ให้พิจารณาปรับลดลง และอาจดำเนินการในลักษณะขั้นบันได (Step Down)

2. ธุรกรรมทองคำผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ (Online Gold) ให้ปรับปรุงประกาศกระทรวงการคลังที่ควบคุมการแลกเปลี่ยนเงิน เพื่อกำหนดให้การซื้อขายทองคำที่ไม่มีการส่งมอบทองคำจริง ต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่กำหนด พร้อมขอให้กรมสรรพากรพิจารณากำหนดให้มีการจัดทำ “บัญชีพิเศษ” โดยให้ผู้ให้บริการซื้อขายทองคำออนไลน์นำส่งข้อมูลธุรกรรมการซื้อขายดังกล่าวให้กรมสรรพากร

และให้ศึกษาความเป็นไปได้ในการกำหนดภาษีธุรกิจเฉพาะสำหรับผู้ประกอบธุรกิจซื้อขายทองคำ ร่วมกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ต่อไป

3.“สินทรัพย์ดิจิทัล” ให้สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) พิจารณากำหนดการใช้หลักการ Travel Rule เพื่อให้ผู้ให้บริการสินทรัพย์ดิจิทัลทุกรายรวบรวมข้อมูลธุรกรรมการซื้อขายระหว่างกระเป๋าเงินดิจิทัล (Wallet) ของบุคคลที่สร้างขึ้นบนแพลตฟอร์มของผู้ให้บริการสินทรัพย์ดิจิทัล เพื่อให้สามารถตรวจสอบข้อมูลผู้โอนและผู้รับโอนได้

เชื่อมเส้นทางธุรกรรมการเงิน

นายอนุทินกล่าวว่า เป้าหมายสุดท้ายของการจัดเก็บข้อมูลธุรกรรมทางการเงินทั้งหมด คือการจัดเก็บข้อมูลให้ครบถ้วน มีคุณภาพ และมีระบบป้องกันข้อมูลที่รัดกุม เนื่องจากปัจจุบันมีความเสี่ยงด้านการถูกโจมตีทางไซเบอร์สูง ข้อมูลทั้งหมดจะต้องถูกนำมาเชื่อมโยงเข้าด้วยกัน เพื่อใช้ในการติดตาม ตรวจสอบพฤติกรรมและเส้นทางธุรกรรมได้อย่างเต็มประสิทธิภาพและทันท่วงที รวมถึงใช้เป็นหลักเกณฑ์ในการจัดกลุ่มและกำหนดวงเงินการทำธุรกรรมตามระดับความเสี่ยง (Risk Profiling)

ทั้งนี้ ได้ขอให้ทุกส่วนราชการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องประสานการทำงานแบบบูรณาการในทุกระดับ และทำงานร่วมกันอย่างเป็นเอกภาพ เพื่อเป็นกลไกสำคัญในการป้องกันและแก้ไขปัญหาอาชญากรรมทางเทคโนโลยีและการฟอกเงิน ซึ่งทุกฝ่ายต้องให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่

“การประชุมในวันนี้ใช้เวลากว่า 2 ชั่วโมง ได้เนื้อหาสาระและข้อปฏิบัติจากหลายหน่วยงาน และมีการมอบหมายงานเพื่อนำไปดำเนินการอย่างชัดเจน และมั่นใจว่าสิ่งที่ได้หารือจะถูกนำไปปฏิบัติอย่างรวดเร็ว เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของประชาชน และสกัดกั้น ป้องกัน และปราบปรามอาชญากรรมทางการเงินในทุกรูปแบบ วันนี้เราไม่ได้พูดถึงเฉพาะดิจิทัล แต่ยังรวมถึงรูปแบบดั้งเดิมหรือแอนะล็อกด้วย ซึ่งยังสามารถกลับมาเป็นช่องทางของอาชญากรรมได้ตลอดเวลา จึงต้องให้ทุกหน่วยงานมีความระมัดระวัง” นายอนุทินกล่าว

โดยมาตรการเหล่านี้จะก่อให้เกิดประโยชน์ต่อระบบเศรษฐกิจไทย และช่วยยกระดับสถานะของประเทศไทยในฐานะประเทศที่มีความน่าเชื่อถือจากนานาประเทศได้ในทุกมิติ

ธปท.ถกผู้ค้าทองลดกระทบค่าเงิน

ขณะที่นายปิติ ดิษยทัต รองผู้ว่าการ ด้านเสถียรภาพการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า การหารือกับผู้ค้าทองคำล่าสุดเมื่อวันที่ 6 ม.ค.ที่ผ่านมา เป็นการซักซ้อมเกี่ยวกับข้อมูลและการรายงานธุรกรรม เนื่องจากธุรกรรมทองคำมีผลกระทบกับอัตราแลกเปลี่ยน และกระทบต่อเศรษฐกิจทั้งหมด โดยจะมีการยกระดับหลาย ๆ เรื่อง ส่วนหนึ่งเป็นเรื่องข้อมูล
โดยในภาพใหญ่ การเคลื่อนไหวของค่าเงินมีหลายปัจจัยที่กระทบ ทั้งที่เป็นเชิงพื้นฐาน (Fundamental) และมีบางปัจจัยที่ไม่ยึดโยงกับปัจจัยพื้นฐาน ซึ่งทองคำเป็นปัจจัยหนึ่งที่ไม่ยึดโยงกับปัจจัยพื้นฐานของเศรษฐกิจไทยมากนัก

อย่างไรก็ดี ทองไม่ใช่ส่วนเดียวที่กระทบค่าเงิน ฉะนั้นถ้าเราอยากลดแรงกระแทกจากปัจจัยที่ไม่ได้สะท้อนพื้นฐานเศรษฐกิจ ก็ถือว่าเป็นทิศทางที่ดีในการที่จะช่วยค่าเงินมากขึ้น แต่ก็ไม่ใช่ Solution เบ็ดเสร็จที่จะทำให้ความผันผวนของค่าเงินหายไปโดยสิ้นเชิง

ตะลึงตัวเลข “เทรดทอง” ทะยาน

ดร.สุรัช แทนบุญ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายนโยบายการเงิน ธปท. กล่าวว่า สถานการณ์เงินบาทแข็งค่าขึ้น ด้วยสาเหตุปัจจัยต่าง ๆ ซึ่ง ธปท.ไม่ได้นิ่งนอนใจ โดยที่ผ่านมาได้ยกระดับการตรวจสอบธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับเงินตราต่างประเทศ (Fx) อย่างใกล้ชิด ทั้งที่เกี่ยวเนื่องและไม่เกี่ยวกับทองคำ

“ปี 2568 ที่ผ่านมา เงินบาทแข็งค่าขึ้น 8.2% โดยหลักเป็นเรื่องการอ่อนค่าของเงินดอลลาร์สหรัฐ ตามแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยนโยบายของสหรัฐ และก็มีปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจไทยบ้าง เช่น ดุลบัญชีเดินสะพัดที่ดีกว่าตลาดคาด เงินทุนเคลื่อนย้ายที่เข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นและตลาดพันธบัตร หรือราคาทองคำที่ปรับเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง”

โดยประเทศไทยถือว่ามีปริมาณการซื้อขายทองคำในระดับสูง โดยพบว่าในปี 2567 มูลค่าซื้อขายทองคำกับหุ้นต่อวันไม่ต่างกันมาก แต่พอมาปี 2568 มูลค่าซื้อขายรายวันทองปรับสูงขึ้นกว่าหุ้นหลายเท่า โดยซื้อขายทองเฉลี่ยวันละ 65,937 ล้านบาท ขณะที่ซื้อขายหุ้นเฉลี่ยวันละ 42,417 ล้านบาท ขณะที่บางวันซื้อขายสูงกว่า 2 แสนล้านบาท

ขณะที่การซื้อขายทองคำก็นำไปสู่การทำ Fx โดยสัดส่วนการทำ Fx เกี่ยวกับธุรกรรมทองคำ มีสัดส่วนเพิ่มขึ้นจากปี 2558 ค่ากลางอยู่ที่ 5% เพิ่มเป็น 8% ในปี 2568 และบางวันในปี 2568 มีสัดส่วนสูงถึง 20% เลยทีเดียว

ปรับระบบเป็น Gold Spot

นางพวรรณ์ นววัฒนทรัพย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (YLG) ในฐานะกรรมการสมาคมค้าทองคำ เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า การหารือระหว่างผู้ค้าทองที่มีแพลตฟอร์มออนไลน์ 14 ราย กับ ธปท. เมื่อวันที่ 6 ม.ค.ที่่ผ่านมา ได้แนวทางออกมาในทิศทางที่ดี โดยผู้ประกอบการน้อมรับนโยบายของ ธปท. เพื่อดูแลไม่ให้การซื้อขายทองคำไปกระทบกับค่าเงินบาท

พร้อมกันนี้มีโซลูชั่นที่จะช่วยกัน โดยตกลงกันว่าเราจะครีเอตแพลตฟอร์ม Gold Spot ของแต่ละบริษัท เพื่อที่จะลดแรงกดดันต่อเงินบาท โดยลูกค้าที่ซื้อขายเป็นเงินบาท ถ้าเป็น Physical (ส่งมอบทองจริง) ก็เทรดไป แต่กลุ่มลูกค้าที่เน้นเทรดแค่กำไรจากส่วนต่างก็จะโยกเข้าไปอยู่ในแพลตฟอร์มที่เป็น Gold Spot ให้ซื้อขายเป็นดอลลาร์ เหมือนกับที่เทรดกันอยู่ในแอปพลิเคชั่นเป๋าตัง

ทางผู้ค้าทองขอเวลา 6 เดือน ในการปรับปรุงระบบใหม่ เนื่องจากส่วนใหญ่แพลตฟอร์มของร้านทองไม่ได้มีตัวเทรด Gold Spot ซึ่งแน่นอนว่าจะทำให้ต้นทุนผู้ประกอบการเพิ่มขึ้น ขณะที่ลูกค้าที่จะเทรด Gold Spot ก็ต้องเปิดบัญชี FCD (บัญชีเงินฝากสกุลเงินตราต่างประเทศ) โดยทาง ธปท.ก็รับไปคุยกับธนาคารพาณิชย์ เพื่อดูแลให้การเปิดบัญชี FCD ง่ายขึ้นด้วย

เจรจา ธปท.เบรกภาษีเทรดทอง

นางพวรรณ์กล่าวอีกว่า การที่ตลาดทองไทยมาได้ถึงปัจจุบัน เพราะผู้ประกอบการช่วยกันพัฒนาตลาดทำให้ Ecosystem เกิดขึ้นจนเป็นอันดับ 1 ในอาเซียน จึงกลัวว่าสิ่งที่มีอยู่ตรงนี้จะได้รับผลกระทบจากมาตรการต่าง ๆ ประเด็นที่ผู้ประกอบการกังวลคือ การเก็บ “ภาษีทองคำ” เพราะหากเก็บภาษีจะมีผลกระทบทันที โดยนักลงทุนรายใหญ่ก็อาจโยกเงินออกไปเทรดในต่างประเทศแทน และจะกระทบกับตลาดทองคำในประเทศไทยที่ปัจจุบันเป็นผู้นำตลาดอาเซียน นอกจากนี้ หากมีประเด็นภาษีจะทำให้นักลงทุนกังวล และวอลุ่มก็จะหายไป

“จากที่สอบถาม ธปท.เกี่ยวกับข้อกังวลนี้ ได้รับคำตอบจาก ธปท.ว่า จริง ๆ ก็ไม่อยากเก็บภาษี แต่ถ้าหาวิธีอื่นจัดการไม่ได้ก็ต้องเก็บ ก็คาดว่าอย่างน้อยจะไม่มีการเก็บภาษีในช่วง 6 เดือนนี้ และทางผู้ค้าก็ขอว่าทุกครั้งหาก ธปท.จะมีนโยบายอะไร ขอให้โยนโจทย์มาหาสมาคม แล้วพวกเราจะช่วยกันคิดทางออก เพราะไม่อยากให้เซอร์ไพรส์ ไม่อยากให้ตลาดถูกทุบ ซึ่ง ธปท.ก็ตอบรับตรงนี้ ว่าจะไม่เก็บภาษีจนกว่าจะหาวิธีจัดการไม่ได้ และรับปากว่าทุกครั้งที่จะมีอะไร จะชี้แจงให้ผู้ค้าเข้าใจก่อน และรับฟังความเห็นก่อนที่จะประกาศ ทำให้ผู้ประกอบการสบายใจขึ้น”

ผู้ค้าทองโอดเจอมรสุมใหญ่

ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร YLG กล่าวด้วยว่า ปีที่ผ่านมาต้องบอกว่าผู้ประกอบการต้องเผชิญกับศึกที่ใหญ่มาก ทั้งราคาทองที่เหวี่ยงแรงวันละ 100-200 เหรียญ ซึ่งผู้ประกอบการต้องปรับตัวอย่างมาก ดังนั้น ผู้ที่ยังยืนอยู่ได้ถือว่าเป็นมืออาชีพ ขณะเดียวกันผู้ประกอบการต่างประเทศก็อยากเข้ามาในตลาด นอกจากนี้ยังมีการแข่งขันกันเองของผู้ประกอบการอีก และสุดท้ายคือ กฎเกณฑ์ของภาครัฐที่เข้ามาเพิ่มเติมอีก

“ส่วนการรายงานธุรกรรมตามเกณฑ์ ธปท. ใน 14 บริษัท มี 7 บริษัทที่รายงานอยู่แล้ว รวมถึง YLG ก็ปรับรูปแบบอีกหน่อย แต่กลุ่มที่ยังไม่เคยรายงานก็จะต้องปรับเยอะหน่อย ซึ่งเป็นการรายงานข้อมูลเป็นรายเดือนเหมือนเดิม ไม่ได้ถี่ขึ้น”

ธปท.เข้ม Convert ค่าเงิน

ดร.กาญจนา โชคไพศาลศิลป์ ผู้บริหารงานวิจัย บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด กล่าวว่า ช่วงต้นปี 2569 จะเห็นว่าเงินบาทยังคงเป็นสกุลที่มีทิศทางแข็งค่า เมื่อเทียบกับภูมิภาคส่วนใหญ่ที่มีทิศทางอ่อนค่า โดยเงินบาท ณ วันที่ 8 ม.ค. 2568 อยู่ที่ 31.46 บาท/ดอลลาร์ จากสิ้นปี 2568 ที่อยู่ 31.55 บาท/ดอลลาร์ แข็งค่าขึ้น 0.3% ซึ่งแนวโน้มในไตรมาสที่ 1 ก็มีโอกาสแข็งค่าต่อ จากราคาทองคำที่อาจปรับสูงขึ้นอีก จากสถานการณ์ความไม่แน่นอน ทำให้เงินดอลลาร์เคลื่อนไหวอ่อนค่าตามที่มีการคาดการณ์ว่า ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะปรับลดดอกเบี้ยมากกว่า 1 ครั้ง

หากดูค่าความสัมพันธ์รายวัน ระหว่างราคาทองคำในตลาดโลก และอัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทเทียบกับดอลลาร์ พบว่า ค่าความสัมพันธ์สูงมาก และระยะหลังค่าความสัมพันธ์ของทองคำและเงินบาทยิ่งสูงขึ้น ดังนั้นจึงเป็นที่มาของเกณฑ์ ธปท. โดยขอให้แบงก์ดูเอกสารเข้มงวด เช่น ซื้อ-ขายทองคำจริง มีกำไรจากการเทรด แล้วได้เงินดอลลาร์มา ซึ่งหากมีเอกสารยืนยัน ลูกค้าก็สามารถแปลง (Convert) เป็นเงินบาทได้ จะเป็นกระบวนการที่เข้มงวดในการขอแลกเป็นเงินบาท

นอกจากนี้ ธปท.ได้ยกระดับความเข้มงวดในการกำกับดูแลธุรกรรมเงินตราต่างประเทศขาเข้า เพื่อลดแรงกดดันด้านแข็งค่าของเงินบาทด้วย ซึ่งทั้งบุคคลธรรมดาและนิติบุคคล จะต้องมีเอกสารและตรวจสอบแหล่งที่มาของเงินตราต่างประเทศตรงตามที่แจ้งไว้เป็นรายธุรกรรม

แบงก์ปรับระบบรายงานข้อมูล

นายจงรัก รัตนเพียร ผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกสิกรไทย เปิดเผยว่า จากที่ ธปท.กำชับให้ธนาคารตรวจสอบธุรกรรมเข้าออกของเงินที่เกี่ยวข้องกับทองคำนั้น ตอนนี้หน่วยที่จะต้องรายงานข้อมูล อย่างเช่น บริษัทหลักทรัพย์ กสิกรไทย ก็อยู่ระหว่างเตรียมการ ต้องมีการปรับระบบเพิ่มเติม โดยเกณฑ์ตรวจสอบเอกสารเงินตราต่างประเทศขาเข้า เป็นธุรกรรมเกี่ยวข้องกับธนาคารอยู่แล้ว แต่เงินที่เข้ามาจะเป็นการฟอกเงินหรือไม่ ต้องมีการตรวจสอบ เพราะไทยเป็นประเทศเปิด

‘แบงก์ไม่ได้เห็นข้อมูลทั้งหมด เราเห็นแค่บางส่วน และจริง ๆ แบงก์เป็นแค่ปลายทาง มันต้องถอยไปต้นทางว่า สิ่งที่เข้ามาเอามาจากที่ไหน เช่น สมมุติง่าย ๆ ว่า วันนี้เรามีทองแท่งอยู่ในมือ ส่งออกไปได้ดอลลาร์ แล้วเอามาแลกเป็นบาทกลับมา ดูแค่นี้ก็จะเห็นแค่นี้ก็โปร่งใส ตอนนี้เรารู้แค่ว่ามีทอง แต่เราต้องถอยกลับไปดูว่าทองมันมาจากไหน และทำไมถึงมีทองเป็น 1,000-2,000 กิโลกรัม จึงเป็นที่มาที่ ธปท.ให้เพิ่มความเข้มงวด เช่น ใบส่งทอง ผู้ประกอบการต้องชี้แจงต้นทุน’

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ดาต้าบูโรปิดช่องเส้นเงินเทา แบงก์ชาติเลื่อนเก็บภาษีทอง

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...