โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ท่องอดีตเอเชียอาคเนย์ ไปกับยานเวลา 'ล่องนาวาเจ็ดสมุทร'

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 18 พ.ย. 2568 เวลา 01.13 น. • เผยแพร่ 18 พ.ย. 2568 เวลา 01.13 น.

Multiverse | บัญชา ธนบุญสมบัติ

ท่องอดีตเอเชียอาคเนย์

ไปกับยานเวลา ‘ล่องนาวาเจ็ดสมุทร’

ได้อ่านหนังสือดีเล่มหนึ่ง คือ ‘ล่องนาวาเจ็ดสมุทร’ ก็เลยอยากบอกต่อครับ หนังสือเล่มนี้โดดเด่นเพราะเกิดจากการคัดเลือกแปลเอกสารภาษาอาหรับ-เปอร์เซียในส่วนที่เกี่ยวข้องกับเอเชียอาคเนย์จำนวน 34 เล่ม ครอบคลุมช่วงเวลาตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 9 ถึง 14 รวมเวลาราวๆ 500 ปี

ตามความเข้าใจของผม นี่น่าจะเป็นหนังสือเล่มแรกๆ หรือเล่มแรก เกี่ยวกับเอเชียอาคเนย์ที่เกิดจากการแปลเอกสารภาษาอาหรับ-เปอร์เซียมาเป็นภาษาไทยโดยตรง ไม่ผ่านภาษาอื่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาษาของโลกตะวันตก

ผู้เขียนคือ อาจารย์สุนิติ จุฑามาศ เป็นนักวิจัยด้านประวัติศาสตร์และโบราณคดีแห่งศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) เคยได้รับทุนพระราชทานจากสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เพื่อไปศึกษาในระดับมหาบัณฑิต สาขาโบราณคดี ณ มหาวิทยาลัยจอร์แดน (The University of Jordan) กรุงอัมมาน ราชอาณาจักรฮัชไมต์จอร์แดน

อาจารย์สุนิติเขียนไว้ในคำนำว่าอาจารย์ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์ คือ ศาสตราจารย์ ดร.นิซาร อะลี ฏุรชาน (Prof. Dr. Nizar Ali Turshan) ผู้เชี่ยวชาญด้านโบราณคดีสมัยอิสลาม “เป็นผู้จุดประกายให้ผู้เขียนสนใจเอกสารอาหรับโบราณที่บันทึกเกี่ยวกับภูมิภาคเอเชียอาคเนย์ โดยเริ่มจากบทสนทนาพื้นฐานว่าศาสนาอิสลามเผยแพร่เข้ามาในดินแดนประเทศไทยเมื่อไหร่? อย่างไร? และนอกจากหลักฐานทางโบราณคดีแล้ว ยังมีหลักฐานเอกสารชิ้นใดที่สามารถนำมาปะติดปะต่อในการสืบค้นได้บ้าง?”

ล่องนาวาเจ็ดสมุทร

เนื้อหาของ ‘ล่องนาวาเจ็ดสมุทร’ มี 2 ภาค ภาคหนึ่ง ว่าด้วยการค้าทางทะเลและโลกทัศน์ของชาวอาหรับ-เปอร์เซียเกี่ยวกับเอเชียอาคเนย์ ภาคนี้ยาว 48 หน้า ให้ภาพรวมเกี่ยวกับการค้าทางทะเลของชาวอาหรับ-เปอร์เซียในมหาสมุทรอินเดียทั้งสมัยก่อนอิสลามและสมัยอิสลาม รวมทั้งเรื่องควรรู้เพื่อให้สามารถติดตามเนื้อหาอื่นๆ ในเล่มได้ชัดเจนขึ้น เช่น สังเขปภูมิหลังของเอกสารอาหรับ-เปอร์เซียที่อ้างถึงเอเชียอาคเนย์และประมวลองค์ความรู้เดิมและการสร้างแผนที่โลกใหม่ (ศตวรรษที่ 11 ถึงครึ่งแรกของศตวรรษที่ 13)

ส่วนภาคสองเป็นเนื้อหาหลักของหนังสือ นำเสนอบทแปลเอกสารอาหรับ-เปอร์เซียที่อ้างถึงเอเชียอาคเนย์ ไล่เรียงตั้งแต่ศตวรรษที่ 9 ไปจนถึงศตวรรษที่ 14

ท้ายเล่มมีบรรณานุกรม ดัชนีภูมินามเอเชียอาคเนย์ในเอกสารอาหรับ-เปอร์เซีย และภาคผนวก ซึ่งประกอบด้วยกาลานุกรมเอกสารภาษาอาหรับ-เปอร์เซีย ลำดับราชวงศ์มุสลิม และอภิธานศัพท์

คำว่า ‘เจ็ดสมุทร’ ในชื่อหนังสือมาจากมุมมองของโลกอาหรับว่า หากจะเดินทางไปยังศีน (จีน) ต้องผ่านทะเล 7 แห่ง ทะเลแต่ละแห่งมีสี คลื่น ปลา และกระแสลมที่แตกต่างกัน ทะเลทั้ง 7 แห่งนี้ ได้แก่ [หน้า XXVII และหน้า 83-84]

หนึ่ง – ทะเลฟาร์ส [อ่าวเปอร์เซีย] มีการดำน้ำงมเก็บหอยมุก

สอง – ทะเลลารอวีย์ [ทะเลอาหรับ] มีปลาขนาดมหึมา

สาม – ทะเลฮัรกันด์ [อ่าวเบงกอล] เป็นที่ตั้งของเกาะซะร็อนดีบ มีอัญมณี ทับทิม และหินรัตนชาติมากมาย

สี่ – ทะเลกะลาฮ์ [ทะเลอันดามัน] เป็นทะเลตื้น มีงูยักษ์และคลื่นลมแรงจนทำให้เรืออับปางได้

ห้า – ทะเลซะลาฮิฏ [ช่องแคบมะละกา] เป็นทะเลใหญ่ มีความแปลกประหลาดชวนพิศวง

หก – ทะเลกัรดุร็อนจญ์ [ทะเลจีนตอนใต้ตอนล่าง] มีฝนตกชุก

เจ็ด – ทะเลศ็อนญีย์ [ทะเลจีนใต้ตอนบน] เป็นทะเลของจีน หากจะแล่นเรือข้ามก็ต้องใช้กระแสลมจากทิศใต้พัดไปจนถึงทะเลจืด อันหมายถึง ปากแม่น้ำจูเจียง (แม่น้ำกวางตุ้ง)

แผนที่เอเชียอาคเนย์และจักรวรรดิอิสลามในศตวรรษที่ 9

เนื่องจากเป็นบันทึกการเดินทางจากดินแดนอาหรับไปยังจีน จึงมีเรื่องราวใหญ่น้อยระหว่างทางมากมาย หลายเรื่องสนุก บางเรื่องก็แปลก บางเรื่องถึงขั้นพิสดาร เรื่องราวมีทั้งโลกทางกายภาพ สิ่งมีชีวิตต่างๆ เมือง วิถีชีวิตของผู้คนในดินแดนต่างๆ ผมคัดตัวอย่างมาให้อ่านเล็กน้อย

ตำราเส้นทางและอาณาจักร ราว ค.ศ.870 ระบุว่า “บรรดาราชาและชาวอินเดียมักละเมิดประเวณี แม้ว่าพวกเขาจะมีข้อห้ามดื่มสุราก็ตาม แต่มีเพียงราชาแห่งเกาะมาร [อาณาจักรเขมรโบราณ] เท่านั้นที่ทรงสั่งห้ามการละเมิดประเวณีและการดื่มสุรา ราชาแห่งซะร็อนดีบทรงโปรดสุรานำเข้าจากอิรัก บรรดาราชาของอินเดียทรงโปรดปลาฟีละฮ์และหาซื้อมันมาด้วยทองจำนวนมาก” [หน้า 73]

เอกสาร ‘เขตแดนโลกจากบูรพาสู่ประจิม’ ค.ศ.982 ว่าด้วยลักษณะและเมืองของจีน ระบุว่า “ชาวจีนส่วนใหญ่นับถือศาสนามานีย์ [ดีน มานีย์ หมายถึง ศาสนามาณิกี หรือลัทธิมาณีธรรม (Manichaeism)] ส่วนจักรพรรดิทรงนับถือซัมมะนีย์ [อาจหมายถึง ศากยมุนี หรือ พระโพธิสัตว์]” [หน้า 197]

เอกสาร ‘การเดินทางของผู้ใฝ่เที่ยวโพ้นขอบฟ้า’ ค.ศ.1154 กล่าวถึง “เกาะเมฆตั้งชื่อตามเมฆสีขาวที่บางครั้งปรากฏขึ้นเหนือบรรดาเรือ มันจะยื่นลิ้นสีขาวยาวลงมาแตะผิวน้ำทะเลพร้อมกับลมพายุ ทันใดนั้น น้ำทะเลก็พวยพุ่งขึ้นไปในอากาศและมีฝนตกตามมา เราไม่อาจบอกได้ว่า นั่นคือฝนจากน้ำทะเลที่เมฆดูดขึ้นไปหรืออย่างไร” [หน้า 267]

ข้อความที่ว่ามานี้ พอได้อ่านแล้วผมก็นึกถึงนาคเล่นน้ำ (waterspout) ซึ่งผมสนใจมากเป็นการส่วนตัว และเชิงอรรถก็ระบุสั้นๆ ไว้เช่นนั้น

เอกสาร ‘ร่องรอยนานานคราและเรื่องเล่าบรรดาชนชาติ’ ราวกลางศตวรรษที่ 13 กล่าวถึง เกาะสตรี ซึ่ง “ตั้งอยู่ในทะเลจีน บนเกาะมีแต่สตรี ไม่มีบุรุษแม้แต่คนเดียว กระแสลมทำให้พวกนางตั้งครรภ์ และคลอดลูกที่มีหน้าตาเหมือนกับพวกนาง บ้างกล่าวกันว่าผลไม้ชนิดหนึ่งทำให้พวกนางตั้งครรภ์ได้ ซึ่งเมื่อกินเข้าไปแล้ว จะตั้งครรภ์และคลอดลูกเป็นเพศหญิง” [หน้า 295]

เอกสาร ‘ไข่มุกมหัศจรรย์และความโดดเด่นของสิ่งพิศวง’ ราวครึ่งแรกของศตวรรษที่ 14 ระบุว่า “เกาะรอมีย์ เป็นเกาะขนาดใหญ่มหึมาและมีความยาวมาก มีผืนดินบริบูรณ์และมีอากาศอบอุ่นตลอด บนเกาะมีเมืองและหมู่บ้าน….บนเกาะมีความมหัศจรรย์มากมาย หนึ่งในนั้นคือชาวเกาะชายหญิงล้วนเปลือยกาย มีขนปกคลุมร่างกาย อาหารของพวกเขาคือผลไม้ พวกเขาซ่อนตัวจากมนุษย์กลุ่มอื่นๆ และหนีเข้าไปในป่าลึก ชนกลุ่มนี้สูงเพียงสี่คืบ มีผมสีแดงและเคลื่อนไหวช้า….” [หน้า 357]

เอกสารฉบับเดียวกันนี้ยังกล่าวถึงนอแรดไว้ว่า “อัล-ญัยฮานีย์ เล่าว่า บนเกาะนี้มีแรด ซึ่งเป็นสัตว์ที่มีลักษณะคล้ายลา แต่มีเขา (นอ) โค้งบนหัวหนึ่งเขาซึ่งมีคุณประโยชน์มากมาย สามารถนำไปใช้ผลิตเป็นด้ามมีดของราชาบนโต๊ะเสวย หากอาหารมีพิษ [นอ] ก็จะช่วยถอนพิษในอาหาร….” [หน้า 357]

อ่านเกร็ดสนุกๆ เพียงเท่านี้ ก็คงพอรู้สึกได้แล้วว่าหนังสือหนา 432 หน้าเล่มนี้มีคุณค่าในเชิงประวัติศาสตร์และอารยธรรมมากเพียงใด ที่ชอบมากอีกอย่างคือ ‘ล่องนาวาเจ็ดสมุทร’ มีเชิงอรรถมากถึง 1,487 จุด ผมอ่านไปพร้อมกับแปะโพสต์อิตไว้ราว 100 จุด ที่น่าสืบค้นต่อ และอ่านทั้งเล่มจบในเวลาราวสองสัปดาห์

ด้วยความประทับใจ จึงหาโอกาสไปพบกับผู้เขียน คือ อาจารย์สุนิติ โดยได้มีคุณอพิสิทธิ์ ธีระจารุวรรณ แห่งเครือมติชน ช่วยประสานงานเบื้องต้นให้

วันพฤหัสบดีที่ 16 ตุลาคม 2568 ช่วงบ่ายผมมีภารกิจสอนวิชา การสื่อสารวิทยาศาสตร์ (Science Communication) ให้กับนักศึกษาปี 3 ที่มหาวิทยาลัยมหิดล พญาไท ช่วงเช้าสะดวกจึงได้พูดคุยกับอาจารย์สุนิติ จุฑามาศ ที่ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร

อาจารย์สุนิติเป็นกันเอง และให้เรียกชื่อเล่นว่า ‘ซี’ อาจารย์ซีบอกว่าหนังสือ ‘ล่องนาวาเจ็ดสมุด’ นี้มีหลักคิดในการแปล คือ แปลให้เก็บอรรถรสและสำนวนภาษาให้ตรงกับต้นฉบับมากที่สุด แต่เนื่องจากพิจารณาเห็นแล้วว่าคงต้องมีเชิงอรรถอธิบายประเด็นต่างๆ เพื่อให้ผู้อ่านได้เข้าใจเนื้อหาอย่างเต็มที่ จึงใช้เวลาเพิ่มเติมเชิงอรรถกว่าหนึ่งพันจุดอย่างที่เล่าไปแล้ว และทำให้หนังสือเล่มนี้ใช้เวลาในการจัดทำทั้งสิ้นราว 6 ปี

มีเกร็ดน่าสนใจว่าภาษาอาหรับโบราณแทบไม่ต่างจากปัจจุบันมากนัก เนื่องจากมีการสร้างมาตรฐานเอาไว้ เพียงแต่ภาษาโบราณมีคำยืมจากภาษาอื่น เช่น เปอร์เซีย กรีก และสันสกฤต โดยเฉพาะศัพท์เฉพาะหรือศัพท์เทคนิค

ระหว่างพูดคุย อาจารย์ซีนำเอกสารต้นฉบับสำคัญบางเล่มมาให้ชมเป็นขวัญตา เป็นครั้งแรกที่ได้รู้ว่า อ้อ! หนังสือภาษาอาหรับนี่ ‘เปิดจากด้านหลังมาด้านหน้า’ และสารบัญอยู่ท้ายเล่ม

อาจารย์ซีบอกว่าได้ซื้อหนังสืออ้างอิงเหล่านี้ตอนเรียนปริญญาโทที่จอร์แดน ที่จอร์แดนมีร้านหนังสือเยอะมาก แสดงว่าวัฒนธรรมการอ่านของคนอาหรับ (อย่างน้อยในจอร์แดน) น่าจะเข้มแข็งมากทีเดียว

มีหนังสือต้นฉบับเล่มหนึ่งซึ่งในเล่มมีแผนที่แบบที่กางออกมาได้ และอาจารย์ซีบอกว่านี่เองที่เป็นแรงบันดาลใจให้ทำแผนที่ในลักษณะเดียวกับใน ‘ล่องนาวาเจ็ดสมุทร’

เรื่องแผนที่นี่ผมประทับใจ เพราะว่าหลังจากอ่านรายละเอียดเรื่องราวในศตวรรษที่ 9 จบแล้ว ก็รู้สึกทึ่งที่ชาวอาหรับในดินแดนตะวันออกกลางเดินทางข้าม 7 สมุทรไปยัง ‘ศีน’ (จีน) โดยระหว่างทางได้แวะดินแดนและเมืองใหญ่น้อย เช่น ฮินด์ (อินเดีย) ซาบัจญ์ (ศรีวิชัย-สุมาตรา) เกาะมาร (เขมร) คอนฟู (เมืองกว่างโจว) พอจบหน้า 92 แล้ว ถัดมาหน้า 93 ก็มีแผนที่เส้นทางการเดินเรือ รวมทั้งชื่อสถานที่ต่างๆ ในยุคนั้น ฉายภาพใหญ่เชื่อมโยงเรื่องราวที่เพิ่งผ่านตาเข้าเป็นหนึ่งเดียว

มีคลิปแนะนำด้วย คลิปต่อไปนี้อาจารย์ซีนำชมนิทรรศการ “ล่องนาวา เจ็ดสมุทร” ด้วยตนเอง

youtube

ส่วนอีกคลิป เปิดนิทรรศการล่องนาวาเจ็ดสมุทร (SAILED THE SEVEN SEAS) มีความรู้เสริม 3 เรื่อง เรื่องแรกคือ ‘ใบเรือ สายลม เกลียวคลื่น : มองเรือสินค้าในฐานะพาหนะเชื่อมโลก’ โดยนายวงศกร ระโหฐาน เรื่องที่สองคือ ‘เส้นทางการค้า เมืองท่า และบทบาทของวาณิชนาวีชาวอาหรับ’ โดย อาจารย์ทรงยศ แววหงษ์ และเรื่องที่สามคือ ‘จากเครื่องเทศสู่ภาษา : มรดกการค้าและวัฒนธรรมเปอร์เซียในเอเชียอาคเนย์’ โดย ศาสตราจารย์ ดร.กุสุมา รักษมณี

youtube

นอกเหนือจากเรื่องหนังสือ ‘ล่องนาวาเจ็ดสมุทร’ แล้ว ผมยังได้คุยกับอาจารย์ซีอีกหลายเรื่อง เช่น ยุคทองของอิสลาม ขบวนการแปล (Translation Movement) บ้านแห่งวิทยปัญญา (House of Wisdom) อะไรที่ถือว่าเป็นความเป็นอาหรับแท้ๆ ที่มาของคำว่า ‘แขกเจ้าเซ็น’ อาจารย์อาลี เสือสมิง นักการศาสนาและนักเขียนผู้แต่งหนังสือ ‘อารยธรรมอิสลาม’ รวมทั้งนิทรรศการ ‘Sultans of Science วิทยาการในโลกมุสลิม’ ที่องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ (อพวช.) เคยจัดแสดงเมื่อปี พ.ศ.2555

ใครสนใจหนังสือเล่มนี้ อาจแวะไปที่เว็บของศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธรที่นี่นะครับ https://shop.sac.or.th/th/book-list

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ท่องอดีตเอเชียอาคเนย์ ไปกับยานเวลา ‘ล่องนาวาเจ็ดสมุทร’

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th/weekly

youtube
youtube
youtube
youtube
ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...