วีไอเซ็งการเมืองฉุดศก. สูตรหาปันผลหุ้นไทย 8%
#VI #ทันหุ้น – “โจ ลูกอีสาน” นักลงทุนเน้นคุณค่า รับการเมืองไทยแก้ไม่ออกป่วนเศรษฐกิจ ทำหุ้นไทยไร้พรีเมียม มองโอกาส Election Rally ไม่เกิด หนีลงทุนนอก ส่วนหุ้นไทยเล่นได้แต่ต้องหาปันผล 8%ขึ้น แย้มกลุ่มน่าสนใจ ด้านศูนย์วิจัยกสิกรไทย ลดเป้าจีดีพีไตรมาส 1/2569 โบรกแนะเข้า REIT และปันผล
นายอนุรักษ์ บุญแสวง หรือ “โจ ลูกอีสาน” นักลงทุนเน้นคุณค่า เปิดเผยกับ “ทันหุ้น” ว่า การยุบสภาและการเลือกตั้งส่งผลลบต่อตลาด เนื่องจากสถานการณ์จะนำไปสู่ความไม่ต่อเนื่องและเกิดความขัดแย้งทางการเมือง โดยเชื่อว่ารัฐธรรมนูญที่ออกแบบมาเพื่อป้องกันไม่ให้พรรคการเมืองใดพรรคหนึ่งได้รับเสียงข้างมากอย่างถล่มทลาย ต้องเป็นรัฐบาลพรรคผสม จะทำให้การขับเคลื่อนนโยบายชะงักงัน และยากที่จะได้เห็นนโยบาย“เจ๋ง ๆ” ออกมาได้
ขณะเดียวกันไทยยังมีความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะความขัดแย้งตามแนวชายแดน อาจจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ เพราะงบประมาณกลาโหมและการซื้ออาวุธเป็นเงินที่ “จม” และไม่ได้ช่วยให้เศรษฐกิจเติบโต ซึ่งโครงสร้างของประเทศที่ยังเป็นเช่นนี้ ทำให้การเติบโตของ GDP จะยังคงอยู่ราว 1-2% ต่อปี และอาจแย่กว่าเดิมในอนาคต เนื่องจากสังคมผู้สูงอายุที่เพิ่มขึ้น
@ เน้นปันผล 8%ขึ้นไป
นายอนุรักษ์ กล่าวว่า สถานการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้ตลาดหุ้นไทยจะไม่มี “พรีเมียม P/E” ดังนั้นหากลงทุนต่างประเทศไทยได้ก็ควรไป ส่วนการลงทุนในหุ้นไทยปัจจุบัน ตนเองมีสัดส่วนประมาณ 40% ลดลงจากเดิมที่เคยอยู่ 50% เนื่องจากต่างประเทศเติบโตขึ้น
ในส่วนของตลาดหุ้นไทยต้องวางกลยุทธ์ไปสู่“หุ้นปันผล” โดยตั้งเป้าหมายเงินปันผลที่คุ้มค่าในไทยคือ 8% ขึ้นไป
กลุ่มที่ยังน่าสนใจ ได้แก่ ธนาคารขนาดใหญ่, สาธารณูปโภค , และหุ้นเดินเรือที่เป็นเรือเฉพาะทางไม่เป็นวัฏจักร เช่น เรือขนส่งน้ำมันเฉพาะกิจที่ให้ปันผลสูง และควรหลีกเลี่ยงเรือที่เกี่ยวกับตู้คอนเทนเนอร์ เพราะคาดว่าจะมีเรือใหม่เข้าสู่ตลาดมากใน 1-2 ปีข้างหน้า
“ตลาดหุ้นไทยไม่น่าจะเกิด Election Rally หรือการที่ตลาดจะถูก Rerate ไปถึง 1,500-1,600 จุดได้ง่ายๆ เว้นเสียแต่ว่าการเลือกตั้งจะเกิดแลนด์สไลด์ โดยพรรคการเมืองที่เข้าท่าเท่านั้น”
อย่างไรก็ตาม หากเกิดการแลนด์สไลด์ในพรรคประชาชนจริง กลุ่มทุนใหญ่ ก็อาจจะไม่ได้รับผลกระทบมากนัก เนื่องจากทุนเหล่านี้หยั่งรากลึกเศรษฐกิจอยู่แล้ว และมีสัญญา แต่อาจทำให้เกิดการแข่งขันมากขึ้น หรือเปิดเสรีมากขึ้น
@ “ฮ่องกง” หุ้นถูก มีอนาคต
สำหรับตลาดต่างประเทศเลือก ฮ่องกง เป็นหลัก โดยให้เหตุผลว่า แม้ตลาดสหรัฐจะมีคนเก่งและหุ้นดีเยอะ แต่ “มันแพงด้วย” ในขณะที่ฮ่องกงมี หุ้นราคาถูกเยอะและมีคู่แข่งน้อยกว่า
กลยุทธ์การลงทุนต่างประเทศใช้การวิเคราะห์แบบ Bottom-up เน้นลงทุนในหุ้น Small Cap ล้วนๆ ที่มีรายได้หมุนเวียน และโมเดลธุรกิจที่ไม่ได้รับผลกระทบจากสงครามการค้าหรือภาวะเศรษฐกิจมากนัก
กลุ่มธุรกิจที่น่าสนใจ ได้แก่ การจัดการอสังหาริมทรัพย์, AI, ค้าปลีก, และ IT รวมถึงหุ้นสถานการณ์พิเศษที่มีปัจจัยปลดล็อกมูลค่า
โดยฮ่องกงมีหุ้นที่ P/E 2-3 เท่า และให้ เงินปันผลสูงถึง 10% ที่สำคัญคือ มีบริษัทจำนวนมากที่มี “เงินสดมากกว่า Market Cap” ซึ่งเป็นสิ่งที่หาได้ยากในตลาดไทย แต่การลงทุนลักษณะนี้ต้องใช้ความอดทนกว่ามูลค่าที่แท้จริงจะถูกปลดปล่อยออกมา
@ ลดเป้าจีดีพีไตรมาส 1
ด้านศูนย์วิจัยกสิกรไทย ระบุว่า การยุบสภาเร็วกว่าที่คาดราวครึ่งเดือน ไม่ได้เปลี่ยนภาพรวมของเศรษฐกิจไทยปี 2569 ที่จะโต 1.6% แม้หลายมาตรการ เช่น คนละครึ่งพลัส เฟส 2 และ โครงการส่งเสริมการออมผ่าน TISA ไม่สามารถเดินหน้าต่อได้ แต่งบกลางที่เหลือราว 5 หมื่นล้านบาท ได้ถูกนำไปรวมในประมาณการเศรษฐกิจแล้ว โดยการใช้จ่ายอาจล่าช้าออกไป ส่งผลให้ GDP ไทยในไตรมาส 1/2569 ขยายตัวชะลอลงจากที่ประเมินไว้เดิมที่ 1.1% เป็น 0.9% แต่เมื่อมีรัฐบาลใหม่ในช่วงไตรมาส 3/2569 จะมีการใช้งบทำให้ GDP ขยายตัวสูงกว่าคาดการณ์เดิมจาก 2.0% เป็น 2.2% โดยความไม่แน่นอนระหว่างช่วงเปลี่ยนผ่าน ส่งผลให้ภาคธุรกิจรอดูทิศทาง และหากการจัดตั้งรัฐบาลล่าช้า หรือเกิดความไม่แน่นอนจากการเจรจาจัดตั้งรัฐบาลผสม อาจกระทบต่อแผนการคลังระยะปานกลาง ซึ่งอาจมีผลต่อมุมมองด้านความน่าเชื่อถือของสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ
บริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด ระบุว่า สถิติการยุบสภา ในช่วง 33 ปีที่ผ่านมา มี 8 ครั้ง พบกว่า SET Index ตอบรับเชิงบวกในวันถัดไปเฉลี่ย +1.2% แล้วหลังจากนั้นจะเคลื่อนไหวทรงตัวแบบ Sideway to Sideway Down เพื่อรอดูผลการเลือกตั้ง แม้ว่าการยุบสภา ที่เกิดขึ้นเร็ว จะหนุนให้เกิด Election Rally ได้เร็วขึ้น ซึ่งตามสถิติ SET Index มักปรับตัวขึ้นในช่วง 2 สัปดาห์ก่อนเลือกตั้งเฉลี่ย +1.7% และช่วง 1 เดือนหลังเลือกตั้งเฉลี่ย +5% แต่รอบนี้ฝ่ายวิจัยคาดว่าจะไม่มีแรงเก็งกำไรก่อนเลือกตั้ง เพราะยังไม่แน่ว่าพรรคใดจะได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล และระหว่างที่รอผลการเลือกตั้ง รัฐบาลรักษาการ ไม่สามารถอนุมัติโครงการที่ผูกผันไปถึงรัฐบาลชุดใหม่ได้ (เกิดสุญญากาศทางการเมือง) แนะนำพักเงินในกลุ่ม REITs, Anti-Commodity จากราคาน้ำมันที่พักตัวลง, และหุ้นปันผลเด่น เช่น ธนาคารพาณิชย์และสื่อสาร