โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สรุปโศกนาฏกรรมหาดบอนได เหตุกราดยิงที่รุนแรงที่สุดในรอบ 30 ของออสเตรเลีย เมื่อความเกลียดชังปะทุเป็นความรุนแรง

The MATTER

อัพเดต 15 ธ.ค. 2568 เวลา 09.11 น. • เผยแพร่ 15 ธ.ค. 2568 เวลา 09.11 น. • Brief

ประเด็นน่าสะเทือนใจในต่างประเทศที่กำลังถูกพูดถึงคือ เหตุกราดยิงที่หาดบอนได (Bondi Beach) ในซิดนีย์ ประเทศออสเตรเลีย เมื่อวันอาทิตย์ (14 ธันวาคม) ที่ผ่านมา โดยสื่อต่างประเทศยกให้เหตุการณ์นี้ เป็นการกราดยิงครั้งร้ายแรงที่สุดในรอบเกือบ 30 ปี ของประเทศ

ความสูญเสียที่เกิดขึ้นในเหตุการณ์นี้ ได้สร้างคำถามมากมาย ว่าเหตุการณ์มีที่มาที่ไปอย่างไร คนร้ายคือใคร จนถึงการตอบโต้ของรัฐบาล ที่ได้เรียกสิ่งที่เกิดขึ้นว่า “การก่อการร้าย” และ “การต่อต้านชาวยิว"

เสียงปืนดังขึ้นในเทศกาลเฉลิมฉลองสำคัญของชาวยิว

ความรุนแรงปะทุขึ้นในช่วงท้ายของฤดูร้อน ขณะที่ผู้คนหลายพันคนหลั่งไหลไปยังหาดบอนได ซึ่งเป็นพื้นที่สาธารณะที่ชาวออสเตรเลียมักจะไปพักผ่อนในวันหยุด โดยในจำนวนนั้น มีผู้คนหลายร้อยคนมาร่วมงานฮานุกกะห์ริมทะเล (Chanukah by the Sea) ซึ่งเป็นการเฉลิมฉลองการเริ่มต้นของเทศกาลฮานุกกะห์ (Hanukkah) หรือเทศกาลแห่งแสงสว่างของชาวยิว

เวลาประมาณ 18:45 น. ตามเวลาท้องถิ่น ตำรวจรัฐนิวเซาท์เวลส์ได้รับแจ้งว่า เสียงปืนดังขึ้นหลายนัดดังขึ้น บริเวณหาดบอนได โดยภาพวิดีโอที่ถ่ายโดยผู้เห็นเหตุการณ์ แสดงให้เห็นคนจำนวนมากกำลังวิ่งหนีเอาตัวรอด ขณะที่มีมือปืนที่แต่งกายด้วยชุดสีดำ 2 คน ยิงปืนหลายนัดจากบนสะพานไปยังหาดดังกล่าว อย่างต่อเนื่องประมาณ 10 นาที

เมื่อตำรวจสามารถควบคุมสถานการณ์ได้ มือปืนวัย 50 ปีคนหนึ่งถูกตำรวจยิงเสียชีวิตในที่เกิดเหตุ ส่วนมือปืนอีกคนวัย 24 ปี ได้รับบาดเจ็บและกำลังรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาล โดยแม้ตำรวจจะไม่ได้ให้รายละเอียดเกี่ยวกับอาวุธปืน แต่ภาพวิดีโอจากที่เกิดเหตุดูเหมือนว่า จะเป็นปืนไรเฟิลแบบลูกเลื่อนและปืนลูกซอง

ความสูญเสีย

จนถึงตอนนี้มีรายงานผู้เสียชีวิต อายุระหว่าง 10 ถึง 87 ปี จำนวน 15 คน และมีผู้บาดเจ็บอีกอย่างน้อย 42 คนที่กำลังรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาล โดยหลายคนอยู่ในอาการวิกฤต

เหตุการณ์โจมตีครั้งนี้เป็นเหตุกราดยิงครั้งใหญ่ที่สุดในรอบเกือบ 30 ปี ของออสเตรเลีย นับตั้งแต่เหตุการณ์สังหารหมู่ที่พอร์ตอาร์เธอร์ (Port Arthur) ในปี 1996 ซึ่งมือปืนเพียงคนเดียวได้สังหารผู้คน 35 คนในแทสเมเนีย (Tasmania) ซึ่งโศกนาฏกรรมครั้งนั้นนำไปสู่การปฏิรูปกฎหมายควบคุมอาวุธปืนครั้งใหญ่

การสืบสวนเบื้องต้น

ในคืนวันอาทิตย์ตามเวลาท้องถิ่น ตำรวจได้ประกาศให้เป็น ‘เหตุการณ์ก่อการร้าย’ โดยหน่วยต่อต้านการก่อการร้ายของออสเตรเลีย กำลังดำเนินการสอบสวน พร้อมให้ลดธงลงครึ่งเสาทั่วประเทศออสเตรเลีย

มาล แลนยอน (Mal Lanyon) ผู้บัญชาการตำรวจรัฐนิวเซาท์เวลส์ ระบุตัวผู้ก่อเหตุทั้งสองคนว่าเป็นพ่อและลูกชาย โดยผู้เป็นพ่อในวัย 50 ปี ซึ่งถูกตำรวจยิงเสียชีวิตในที่เกิดเหตุนั้น เป็น “ผู้ถือใบอนุญาตอาวุธปืนที่มีอาวุธปืนจดทะเบียน 6 กระบอก” ขณะที่ลูกชายอายุ 24 ปี มีอาการสาหัสแต่ทรงตัวแล้ว โดยตอนนี้อยู่ในการควบคุมของตำรวจ

“เรากำลังตรวจสอบประวัติของบุคคลทั้งสองอย่างละเอียด ในขั้นตอนนี้ เรายังรู้ข้อมูลเกี่ยวกับพวกเขาน้อยมาก” แลนยอนกล่าวต่อสื่อ

นอกจากนี้ ตำรวจยังได้บุกค้นบ้านหลังหนึ่งในย่านบอนนีริกก์ (Bonnyrigg) ซึ่งเชื่อมโยงกับหนึ่งในผู้ต้องสงสัย โดยในเบื้องต้น เจ้าหน้าที่ได้ตรวจสอบว่ามีบุคคลที่สามเกี่ยวข้องหรือไม่ แต่ขณะนี้ไม่ได้ค้นหาผู้ต้องสงสัยเพิ่มเติมแล้ว

แถลงการณ์จากผู้นำทั่วโลก

“สิ่งที่เราเห็นเมื่อวานนี้คือ การกระทำที่ชั่วร้ายอย่างแท้จริง การกระทำที่ต่อต้านชาวยิว การก่อการร้ายบนชายฝั่งของเรา ณ สถานที่สำคัญของออสเตรเลียอย่างหาดบอนได” แอนโทนี อัลบานีส (Anthony Albanese) นายรัฐมนตรีของออสเตรเลียกล่าวในแถลงการณ์

เขากล่าวว่า “นี่เป็นการโจมตีที่มุ่งเป้าไปที่ชุมชนชาวยิว ในวันแรกของเทศกาลฮานุกกะห์โดยเจตนา” พร้อมย้ำว่า “การโจมตีชาวออสเตรเลียเชื้อสายยิว คือการโจมตีชาวออสเตรเลียทุกคน”

นอกจากนี้ ผู้นำทั่วโลกยังประณามการโจมตีครั้งนี้ โดยเอ็มมานูเอล มาครง (Emmanuel Macron) ประธานาธิบดีของฝรั่งเศส ได้เรียกเหตุการณ์นี้ในโพสต์บน X ว่า “การโจมตีของผู้ก่อการร้ายที่ต่อต้านชาวยิว” และให้คำมั่นว่าจะต่อสู้กับ “ความเกลียดชังที่ต่อต้านชาวยิว”

ด้านไอแซค เฮอร์ซอก (Isaac Herzog) ประธานาธิบดีของอิสราเอล กล่าวว่าชาวอิสราเอล “ขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อพี่น้องชาวยิวของเราในซิดนีย์” พร้อมเรียกร้องให้ออสเตรเลียต่อสู้กับ “คลื่นแห่งการต่อต้านชาวยิวครั้งใหญ่” ส่วนเบนจามิน เนทันยาฮู (Benjamin Netanyahu) นายกรัฐมนตรีของอิสราเอล กล่าวโทษรัฐบาลออสเตรเลียว่า “เติมเชื้อไฟให้กับความเกลียดชังชาวยิว”

มาร์โค รูบิโอ (Marco Rubio) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศสหรัฐฯ กล่าวว่า “การต่อต้านชาวยิวต้องไม่มีที่ยืนในโลกนี้”

กระแสต่อต้านชาวยิว

แม้ทางการออสเตรเลียจะยังไม่ได้ยืนยันแรงจูงใจของผู้ก่อเหตุอย่างชัดเจน และได้สร้างคำถามถึง ‘การต่อต้านชาวยิว (antisemitism)’ โดยสื่อต่างประเทศรายงานว่า ที่ผ่านมาออสเตรเลียประสบกับเหตุการณ์ต่อต้านชาวยิวที่เพิ่มขึ้นอย่างมาก นับตั้งแต่เดือนตุลาคม 2023

สภาบริหารชาวยิวแห่งออสเตรเลีย (Executive Council of Australian Jewry หรือ ECAJ) ได้บันทึกเหตุการณ์ต่อต้านชาวยิว 1,654 ครั้ง ระหว่างเดือนตุลาคม 2024 ถึงเดือนกันยายนปีนี้ ซึ่งคิดเป็นเกือบ 5 เท่าของค่าเฉลี่ยก่อนเดือนตุลาคม 2023

ยกตัวอย่าง เหตุการณ์โจมตีต่อต้านชาวยิวที่เกิดขึ้นล่าสุดในออสเตรเลีย โดยมีการวางเพลิงโบสถ์ยิวในเมลเบิร์น และร้านอาหารโคเชอร์ในซิดนีย์เมื่อปี 2024 ซึ่งทางการได้เชื่อมโยงดังกล่าวกับอิหร่าน ทั้งนี้ซิดนีย์ถือเป็นที่อยู่อาศัยของชาวยิว ราว 1 ใน 3 ของชุมชนชาวยิวในออสเตรเลีย ซึ่งมีจำนวน 150,000 คน

นอกจากนี้ เหตุการณ์ดังกล่าวยังสร้างความตึงเครียดทางการทูต ระหว่างนายกฯ ออสเตรเลีย กับนายกฯ อิสราเอล หลังจากที่เนทันยาฮูกล่าวหาว่า อัลบานีส “ไม่ได้ทำอะไรเลย” เพื่อยับยั้งการต่อต้านชาวยิวซึ่งเพิ่มขึ้นตั้งแต่ปี 2023

ในแถลงการณ์ ฝ่ายนายกฯ ออสเตรเลียยังได้ให้คำมั่นว่า จะสนับสนุนความปลอดภัยให้ชุมชนชาวยิว พร้อมได้อ่านรายชื่อมาตรการที่รัฐบาลของเขาได้ดำเนินการเพื่อยับยั้งกระแสต่อต้านชาวยิว โดยรวมถึง การกำหนดให้การแสดงความเกลียดชังและการยุยงให้เกิดความรุนแรง เป็นความผิดทางอาญา และการห้ามการทำความเคารพแบบนาซี

นายกออสเตรเลียเสนอกฎหมายควบคุมปืนที่เข้มงวดขึ้น

เหตุการณ์กราดยิงครั้งนี้ ยังสร้างคำถามถึงกฎหมายอาวุธปืนของออสเตรเลีย ซึ่งเป็นหนึ่งในกฎหมายที่เข้มงวดที่สุดในโลก ว่ายังคงมีประสิทธิภาพหรือไม่

ในแถลงการณ์ นายกฯ ออสเตรเลียยังระบุว่า รัฐบาลของเขากำลังพิจารณากฎหมายควบคุมปืนที่เข้มงวดขึ้น หลังจากเหตุการณ์กราดยิงที่หาดบอนได

กฎหมายที่รัฐบาลกำลังพิจารณาอยู่ ได้แก่ การจำกัดจำนวนปืนที่บุคคลใช้หรือได้รับอนุญาต และการทบทวนใบอนุญาตปืนเป็นระยะ

“รัฐบาลพร้อมที่จะดำเนินการใดๆ ก็ตามที่จำเป็น รวมถึงความจำเป็นในการมีกฎหมายควบคุมปืนที่เข้มงวดขึ้น” อัลบานีสกล่าว

อ้างอิงจาก

euronews.com

reuters.com

reuters.com

apnews.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...