สำนักงานสลากฯกางกลยุทธ์ แก้ขายหวยเกินราคา จากสลากใบสู่ดิจิทัล
พันโท หนุน ศันสนาคม ผู้อำนวยการสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล และดร.ธนวรรธน์ พลวิชัย กรรมการและโฆษกคณะกรรมการสลากกินแบ่งรัฐบาล
สำนักงานสลากฯ กางกลยุทธ์ แก้ขายหวยเกินราคา เดินหน้าใช้สลาก N3 จูงใจตัวแทนจำหน่ายสลาก L6 แบบใบ เปลี่ยนมาใจขายสลากดิจิทัล พ่วงสลาก N3 รายได้เพิ่มเดือนละ 6,000 บาท
ตลอด 10 ปี ที่สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลพยายามแก้ปัญหาขายสลากเกินราคา แต่ปัจจุบันก็ยังคงมีปัญหา โดยเฉพาะสลาก L6 แบบใบ ซึ่งตามท้องตลาดขายกันใบละ 90-100 บาท แต่ไม่รุนแรงเหมือนในอดีตที่ผ่านมา หลังจากที่สำนักงานสลาก ฯ ได้ดำเนินแนวทางการแก้ไขปัญหาสลากเกินราคามาถึงระยะที่ 3 โดยการเพิ่มช่องทางการจำหน่าย ทั้งสลาก L6 แบบใบขายผ่านร้านค้าสลาก 80 บาท ที่กระจายอยู่ทั่วประเทศ และสลาก L6 แบบดิจิทัล ผ่านแอปฯเป๋า ทำให้ประชาชนสามารถเข้าถึงสลากในราคาไม่เกิน 80 บาท นอกจากนี้ยังมีการจำหน่ายสลากตัวเลข 3 หลัก หรือ “N3” ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ออกมาขายแข่งกับหวยใต้ดิน หรือ การพนันออนไลน์ และในอ้อมยังช่วยแก้ปัญหาช่วยแก้ปัญหาสลากเกินราคาได้ด้วย
พันโท หนุน ศันสนาคม ผู้อำนวยการสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล กล่าวถึงผลการดำเนินงานในการแก้ไขปัญหาขายสลากเกินราคาในช่วงที่ผ่านมาว่า สำหรับ Road Map ในการแก้ปัญหาสลากเกินราคาของสำนักงานสลากฯจะแบ่งออกเป็น 3 ระยะ โดยในระยะแรก จะเน้นในเรื่องของการจัดระเบียบและการบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด ตอนนี้ผู้ค้าสลากอ้างสาเหตุที่ต้องขายเกินราคา เพราะสำนักงานสลากฯให้ส่วนลดน้อยเกินไป ทางสำนักงานสลากฯจึงขอลดเงินรายได้ที่ต้องนำส่งคลังนำมาเพิ่มเป็นส่วนลดให้กับผู้ค้าสลาก พร้อมกับบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด โดยให้เจ้าหน้าที่ตำรวจไปจับกุมผู้ค้าที่ขายสลากเกิน ปรากฏว่าไม่ได้ผล เพราะผู้ค้าสลากส่วนใหญ่ขายเกินสลากราคากันทั้งนั้น
การบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัดในอดีตที่ผ่านมา เปรียบเสมือน แมววิ่งไล่จับหนู แต่หนูมีเยอะแยะเต็มไปหมด แมวก็จับไม่ไหว ดังนั้น การให้เจ้าหน้าที่ตำรวจและฝ่ายปกครองไปกวดขันจับกุมผู้ที่ขายสลากเกินราคา จึงใช้ไม่ได้ผล
จากนั้นสำนักงานสลากฯก็ดำเนินการตาม Road Map แก้สลากเกินราคา ระยะที่ 2 โดยการปรับปรุงระบบการจัดจำหน่ายสลากใหม่ สำหรับตัวแทนจำหน่ายระบบโควตาทั้งมูลนิธิ สมาคม และห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ไม่เกี่ยวข้องกับคนพิการ สำนักงานสลากฯไม่ต่อสัญญาให้ และก็โอนโควตาสลากของตัวแทนจำหน่ายสลากกลุ่มนี้มาผสมกับสลากในส่วนที่พิมพ์เพิ่มอีก 26 ล้านใบ เพื่อนำมาขายให้กับตัวแทนจำหน่ายสลากรายย่อยที่เข้าร่วมโครงการซื้อ-จองสลากฯผ่านธนาคารกรุงไทย ตั้งแต่งวดประจำวันที่ 17 ธันวาคม 2558 เป็นต้นไป รวมกันแล้วมีปริมาณสลากใบที่สำนักงานสลากพิมพ์ออกขายประชาชนในช่วงนั้นประมาณ 100 ล้านใบ/งวด ประกอบด้วยสลากใบที่ขายผ่านตัวแทนจำหน่ายระบบโตวตาเดิม 58 ล้านใบ และตัวแทนจำหน่ายรายย่อยที่ไปซื้อ-จองล่วงหน้ากับธนาคารกรุงไทย 41.8 ล้านบาท ส่วนที่เหลือนำไปขายที่ร้านจำหน่ายสลาก 80 บาท ที่กระจายอยู่ทุกจังหวัดทั่วประเทศ
พันโท หนุน กล่าวต่อว่า ตอนนี้การแก้ไขปัญหาสลากเกินราคามาอยู่ในระยะที่ 3 โดยนำระบบดิจิทัลมาใช้ในการจำหน่ายสลาก L6 แบบดิจิทัล หรือที่เรียกว่า “สลากดิจิทัล” ขายผ่านแอปฯเป๋าตัง ในราคาไม่เกิน 80 บาท ซึ่งสลาก L6 แบบดิจิทัลนี้จะช่วยแก้ปัญหาสลากเกินราคาได้ เนื่องจากสลากดิจิทัลไม่สามารถโอนขายเปลี่ยนมือได้เหมือนกับสลาก L6 แบบใบ และหลังจากที่มีการแก้ไข พ.ร.บ.สำนักงานสลากกินแบ่งฉบับใหม่เสร็จเรียบร้อย ทางสำนักงานสลากฯได้มีการออกผลิตภัณฑ์ใหม่ คือ สลากเลข 3 หลัก หรือ “สลาก N3” เพื่อแก้ปัญหาหวยใต้ดิน หรือ การพนันออนไลน์
จากข้อมูล ณ วันที่ 16 ธันวาคม 2568 สำนักงานสลากฯจำหน่ายสลากเลข 6 หลัก หรือ “สลาก L6” รวมทั้งสิ้น 105 ล้านใบ/งวด ขายผ่านตัวแทนจำหน่ายสลากทั้งหมด 215,949 ราย ประกอบด้วย
- สลาก L6 แบบใบ หรือ “ลอตเตอรี่” จำนวน 78 ล้านใบ/งวด ขายผ่านตัวแทนจำหน่ายทั้งหมด 165,988 ราย ในจำนวนนี้ขายผ่านตัวแทนจำหน่ายสลากระบบโควตาเดิม 28,545 ราย ได้รับการจัดสรรโควตาสลากงวดละ 31 ล้านใบ และขายผ่านตัวแทนจำหน่ายสลากระบบซื้อ-จองล่วงหน้ากับธนาคารกรุงไทยประมาณ 137,443 ราย จำนวน 47 ล้านใบต่องวด
- สลาก L6 แบบดิจิทัลขายผ่านแอปฯเป๋าตัง หรือ “สลากดิจิทัล”จำนวน 27 ล้านใบต่องวด ขายผ่านตัวแทนจำหน่าย 49,961 ราย
ส่วนสลากเลข 3 หลัก หรือ “สลาก N3” ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ที่สำนักสลากฯเริ่มจำหน่ายให้กับประชาชนทั่วไปผ่านแอปฯเป๋าตังจำนวน 2 ล้านรายการ มาตั้งแต่วันที่ 17 ตุลาคม 2567 ผลการดำเนินงานล่าสุด ณ วันที่ 16 ธันวาคม 2568 มียอดการจำหน่ายอยู่ที่ 3,071,820 รายการ/งวด คิดเป็นเงินประมาณ 61.44 ล้านบาท/งวด โดยสำนักงานสลากฯได้จัดสรรสลาก N3 ให้ตัวแทนจำหน่ายสลากไปทั้งหมด 22,903 ราย แบ่งเป็นตัวแทนจำหน่ายประเภทบุคคลทั่วไป 21,664 ราย และคนพิการ 1,239 ราย
พันโท หนุน ได้มีให้ข้อสังเกตว่า “จากการที่สำนักงานสลากฯได้จัดสรรสลาก N3 ให้กับตัวแทนจำหน่าย 22,903 ราย ตัวแทนจำหน่ายแต่ละรายสามารถทำขายสลาก N3 ได้ 1,350 รายการ หากตัวแทนจำหน่ายทุกคนขายเต็ม Capacity หรือ ขายหมด สลาก N3 จะมียอดขายอยู่ที่ประมาณ 30 ล้านรายการต่องวด แต่ปรากฎว่าตัวแทนจำหน่ายสลาก N3 ทั้งหมด 22,903 ราย มีตัวแทนจำหน่ายที่เวิร์คแค่ 10,000 ราย เท่านั้น แต่ละงวดจึงมียอดขายสลาก N3 อยู่ที่ประมาณ 3,071,280 รายการเท่านั้น”
ถามว่าทำไมตัวแทนจำหน่าย 22,903 ราย ถึงขายสลาก N3 ได้แค่ 3 ล้านรายการ พ.ท.หนุน ตอบว่า “เหตุที่ขายได้น้อย ก็เพราะตัวแทนจำหน่ายสลาก N3 ไม่ต้องลงทุน แต่ละงวดสำนักงานสลากฯให้สิทธิ์ตัวแทนจำหน่ายไปขายคนละ 1,350 รายการ โดยผู้ซื้อสามารถเลือกเลขได้ตามที่ต้องการ จึงไม่มีเลขเหลือ หรือ ขายไม่หมดเหมือนกับตัวแทนจำหน่ายสลาก L6 แบบใบ และสลาก L6 แบบดิจิทัล ถ้าขายไม่หมดกำไรก็ลดลง หรือ อาจจะขาดทุน ส่วนตัวแทนจำหน่ายสลาก N3 ไม่ต้องลงทุน ขายไม่ครบสิทธิ์ 1,350 รายการ ก็ไม่เดือดร้อนอะไร”
พันโท หนุน กล่าวต่อว่า แต่อย่างไรก็ตาม สลาก N3 นอกจากจะช่วยแก้ปัญหาหวยใต้ดิน หรือการพนันออนไลน์แล้ว สำนักงานสลากฯยังนำสลาก N3 มาใช้ในการแก้ปัญหาสลากเกินราคา และถือเป็นหนึ่งกลยุทธ์ที่สำคัญ โดยจูงใจให้ตัวแทนจำหน่ายสลาก L6 แบบใบ เปลี่ยนมาเป็นตัวแทนจำหน่ายสลาก L6 แบบดิจิทัล ทางสำนักงานสลากฯก็จะให้สิทธิ์ตัวแทนจำหน่ายสลาก N3 คนละ 1,350 รายการ/งวด พ่วงเข้าไปด้วย ซึ่งจะทำให้ตัวแทนจำหน่ายสลากกลุ่มนี้มีรายได้เพิ่ม ทันทีเปลี่ยนมาขายสลาก L6 แบบดิจิทัล
ยกตัวอย่าง ตัวแทนจำหน่ายระบบโควตาจะได้รับการจัดสรรสลาก L6 แบบใบคนละ 5 เล่ม/งวด หากขายหมดเกลี้ยงก็จะมีรายได้ หรือ กำไรเดือนละ 9,000 บาท แต่ถ้าตัวแทนจำหน่ายกลุ่มนี้เอาโควตาสลาก L6 แบบใบมาคืนสำนักงานสลากฯ เพื่อเปลี่ยนไปขายสลาก L6 แบบดิจิทัล ก็จะได้รับสิทธิ์ขาย N3 หากตัวแทนจำหน่ายขายสลาก L6 แบบดิจิทัลที่ได้รับจัดสรรไปจนหมด 5 เล่ม และขายสลาก N3 ได้ครบ 1,350 รายการ ตัวแทนจำหน่ายสลากกลุ่มหลังนี้ก็จะมีรายได้เพิ่มขึ้นเป็นเดือนละ 15,000 บาท ดังนั้น สลาก N3 จึงถือเป็นยุทธศาสตร์สำคัญของการแก้ปัญหาสลากเกินราคา โดยการเพิ่มแรงจูงใจให้ตัวแทนจำหน่ายสลาก L6 ใบเปลี่ยนมาขายสลาก L6 แบบดิจิทัล จากเดิมมีรายได้เดือนละ 9,000 บาท ก็จะเพิ่มเป็นเดือนละ 15,000 บาท
พันโท หนุน กล่าวต่อว่า แต่อย่างไรก็ตาม สลาก L6 แบบดิจิทัล จะเป็นกลไกหลักในการแก้ปัญหาสลากเกินราคา เพราะตัวแทนจำหน่ายไม่สามารถนำสลาก L6 แบบดิจิทัลไปขายเปลี่ยนมือ หรือ บวกกำไรมาเป็นทอดๆได้ ส่วนสลาก N3 จะใช้เป็นแรงจูงใจให้ตัวแทนจำหน่ายสลาก L6 แบบใบเปลี่ยนมาขายสลาก L6 แบบดิจิทัล ถามว่าเราอยากให้ยอดการจัดจำหน่ายสลาก L6 แบบดิจิทัลเพิ่มขึ้นมากกว่านี้หรือไม่ แต่ถ้าอยากให้สลาก L6 แบบดิจิทัลโตมากขึ้นกว่านี้ ก็ต้องเปิดรับคนนอกเข้ามาขายสลาก L6 แบบดิจิทัลเพิ่มขึ้น คนนอกในที่นี้ หมายถึง ประชาชนทั่วไปที่อยากขายสลากจริง ๆ และต้องการที่จะมีรายได้เพิ่ม เชื่อว่ามีจำนวนมาก ส่วนใหญ่เป็นแรงงานที่อยู่นอกระบบ ไม่มีเงินเดือนประจำ ไม่ได้อยู่ในระบบราชการ และไม่ใช่พนักงานรัฐวิสาหกิจ คือชาวบ้านที่มีรายได้น้อย แต่อยากมีรายได้เพิ่ม ถามว่าจำเป็นต้องเป็นคนพิการหรือไม่ สำหรับคนพิการสำนักงานสลากฯจัดให้อยู่ใน Priority แรกๆ แต่ถ้าเป็นคนพิการที่มีฐานะดีก็ไม่ได้น่ะ ซึ่งประเด็นนี้ก็เคยมีการหารือกันในที่ประชุมคณะกรรมการบริหารสลากกินแบ่งรัฐบาลมาอย่างต่อเนื่อง แต่ยังไม่ได้ข้อสรุปว่าจะเริ่มดำเนินการเมื่อไหร่
ถามว่าสำนักงานสลากฯสามารถเพิ่มปริมาณสลาก L6 แบบดิจิทัลเข้าสู่ตลาด เพื่อแก้ปัญหาสลากเกินราคาได้อีกหรือไม่ พันโท หนุน ตอบว่า “การเพิ่มซัพพลายเข้าไปในตลาดนั้นขึ้นอยู่กับภาวะเศรษฐกิจไทยจะรับได้แค่ไหน ถ้าเพิ่มปริมาณสลากเข้าไปมากเกินไป สลากก็เหลือ ขายไม่หมด โดยธรรมชาติของตลาดสลากกินแบ่งรัฐบาลจะมีทั้งดีมานด์จริง และดีมานด์เทียม ดีมานด์จริง คือ คนที่ซื้อสลากจริง หรือผู้บริโภค ส่วนดีมานด์เทียมคือ คนที่ซื้อเพื่อนำสลากไปขายเกินราคา หากเพิ่มปริมาณสลากเข้าไปในตลาดมากกว่านี้เกรงสลากจะเหลือขายไม่หมด”
ด้านดร.ธนวรรธน์ พลวิชัย กรรมการและโฆษกคณะกรรมการสลากกินแบ่งรัฐบาล กล่าวเสริมว่า ปัจจุบันสำนักงานสลากฯได้จำหน่ายสลาก L6 ทั้งแบบใบ และแบบดิจิทัลงวดละ 105 ล้านฉบับ และสลาก N3 อีกงวดละ 3 ล้านรายการ ซึ่งถือว่าอยู่ในปริมาณที่เหมาะสมเมื่อเทียบกับเศรษฐกิจไทยที่ขยายตัว 2% ต่อปี คาดว่าขนาดของตลาดจะขยายตัวเพิ่มขึ้นได้อีกครั้งในปี 2571
สุดท้าย พันโท หนุน กล่าวสรุปกลยุทธ์ในการแก้ไขปัญหาสลากเกินราคา ระยะที่ 3 คือ เน้นเรื่องการเพิ่มปริมาณสลาก L6 แบบดิจิทัลเข้าไปแทนที่สลาก L6 แบบใบ โดยใช้สลาก N3 เป็นแรงจูงใจให้ตัวแทนจำหน่ายสลากใบเปลี่ยนมาขายสลากดิจิทัล เพิ่มทางเลือกให้กับประชาชนได้เข้าสลากในราคาไม่เกิน 80 บาท ผ่านแอปฯเป๋าตัง โดยเฉพาะในช่วงที่รัฐบาลดำเนินโครงการคนละครึ่ง พลัส มีประชาชนจำนวนมากกลับมาใช้แอปฯเป๋าตังกันมากขึ้น ปรากฏว่ายอดจำหน่ายสลาก L6 แบบดิจิทัล ขายหมดอย่างรวดเร็ว ก็ไปซื้อ N3 ต่อจนหมด ซึ่งชี้ให้เห็นว่าคนรุ่นใหม่เลือกซื้อสลากในราคาที่เป็นธรรม และถูกต้องตามกฎหมาย
แต่อย่างไรก็ตาม หากสำนักงานสลากฯจำหน่ายสลาก N3 ไปเรื่อย ๆ แล้ว ปรากฎว่าอีก 5 ปีต่อมา สลาก N3 ยังมียอดขายเฉลี่ยอยู่ที่ 3 ล้านรายการ/งวด ก็แสดงว่า สลาก N3 ไม่ตอบโจทย์สังคมไทย ในอนาคตก็อาจจะต้องมีการทบทวน หรือ พิจารณาออกผลิตภัณฑ์ใหม่ อาทิ LOTTO หรือ หวยขูด มาใช้ในการแก้ปัญหาสลากเกินราคา และการพนันออนไลน์ แต่ปัจจุบันยังไม่มีการพิจารณาในเรื่องนี้….