โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

SUS: น้ำตาจระเข้ ไม่ใช่เรื่องเสแสร้งแกล้งทำ แต่มันเป็นธรรมชาติทางกายวิภาคของสัตว์

BrandThink

เผยแพร่ 14 พ.ย. 2568 เวลา 11.43 น.

“ไม่ใช่น้ำตาจระเข้หรอกครับ คอยดูแล้วกันจระเข้มันงับไปอย่าหางจุกตูดแล้วกัน”

กลายเป็นหนึ่งในวาทะร้อนเมื่อนายกรัฐมนตรีไทยตอบโต้สื่อกัมพูชาที่ตีข่าวว่าน้ำตาของท่านตอนไปเยี่ยมทหารที่ได้รับบาดเจ็บจากทุ่นระเบิดเป็นเหมือน ‘น้ำตาจระเข้’ ซึ่งคาดเดาไม่ยากว่าสื่อที่กล่าวหา รวมถึงตัวนายกฯ คงรู้จักสำนวน ‘Crocodile tears’ ในภาษาอังกฤษที่หมายถึง ‘เสแสร้งแกล้งทำ’ หรือ ‘บีบน้ำตาโดยไม่ได้เศร้า’

โดยที่มาของคำว่า ‘Crocodile tears’ มีมาแต่นมนาน จากการสังเกตเห็นน้ำที่ไหลออกมาจากดวงตาจระเข้เมื่อยามงับเหยื่อ และด้วยความไร้เดียงสาของคนในโบราณกาล จึงเข้าใจไปว่า จระเข้กำลังรู้สึกผิด สงสารเหยื่อ แต่เพื่อให้ตัวเองอยู่รอดจึงจำใจต้องกินไปพร้อมหลั่งน้ำตาแห่งความโศกาอาดูร

โดยแต่เดิมความหมายของคำนี้ก็ใกล้เคียงกับสิ่งที่เรียกว่า ‘จำใจทำ’ พอสมควร โดยในอดีตเคยถูกใช้บรรยายถึงการแสดงความคร่ำครวญเสียใจก่อนจะลงมือทำร้ายใคร ก่อนที่ความหมายมันจะเปลี่ยนใหม่นับตั้งแต่ศตวรรษที่ 14 เป็นต้นมา

หนึ่งในคนที่ทำให้ความหมายของ ‘Crocodile tears’ เปรียบได้กับการ ‘เสแสร้งแกล้งทำ’ และมีอิทธิพลต่อการสื่อสารในยุคต่อมาเป็นอย่างมากคงไม่พ้นนักประพันธ์อย่าง วิลเลียม เชกสเปียร์ (แม้ว่าเขาจะไม่ใช่คนแรกที่ทำให้คำนี้เป็นที่รู้จักก็ตาม) ที่หยิบเอาสำนวนมาใช้ อย่างประโยค If that the earth could teem with woman’s tears, Each drop she falls would prove a crocodile. ในบทละครโอเทลโล (Othello)

แต่หากว่ากันในทางธรรมชาติของสัตว์แล้วนั้น อาการจระเข้หลั่งน้ำตามีคำอธิบายใหญ่ๆ อยู่สองทางด้วยกัน

ขอเริ่มจากคำว่า ‘น้ำตาจระเข้’ ก่อน เรื่องนี้มีคำอธิบายว่า เมื่อจระเข้อยู่บนบกเป็นเวลานาน พวกมันจะมีกลไกทางชีวภาพที่กระตุ้นท่อน้ำตาให้ผลิตน้ำตา ทำขึ้นเพื่อป้องกันไม่ให้ดวงตาของพวกมันแห้ง สารหล่อลื่นนี้ช่วยให้พวกมันกะพริบตาและมองเห็นได้เมื่อไม่ได้อยู่ในน้ำ

และแน่นอนว่าไม่ได้เกี่ยวข้องกับอารมณ์ความรู้สึกใดๆ

ส่วนเรื่องที่ว่า จระเข้เสียน้ำตาให้กับเหยื่อที่ตัวเองกำลังกิน ภายหลังมีการค้นพบว่าเกิดขึ้นเพราะท่วงท่าการขยับขากรรไกรอย่างรวดเร็วขณะออกแรงกัด ทำให้เส้นประสาทที่รับความรู้สึกบนใบหน้าและควบคุมการเคลื่อนไหวบริเวณนั้น ไปกระตุ้นต่อมน้ำตาให้หลั่งน้ำตาออกมา

หาได้เกี่ยวข้องกับความรู้สึกใดๆ อย่างที่คนสมัยก่อนมโนหรือใช้จินตนาการกันไปว่ามันกำลังรู้สึกเสียใจอีกเช่นกัน

และเรื่องหลังก็เป็นที่น่าสนใจไม่น้อยว่ากว่าเราจะถึงบ้างอ้อกันจริงๆ ก็ปาเข้าไปหลังปี 2000 แล้ว แม้ว่าก่อนนั้นเราอาจมีความเข้าใจเรื่องพฤติกรรมของจระเข้กันมาบ้าง แต่ก็ไม่เคยมีการทดสอบทางสมมติฐานจริงๆ เสียที

เพราะคงไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่เราจะสังเกตเห็นและเข้าใจถึงพฤติกรรมของจระเข้ในการกินเหยื่อตอนที่มันล่าสัตว์ในน้ำ ครั้นจะสังเกตบนบกหรือทำการทดสอบสมติฐานซ้ำๆ มันก็แบกรับความเสี่ยงที่คนวิจัยจะกลายเป็นเหยื่อเสียเองมากเกินไปหน่อย

ในงานวิจัยที่กล่าวถึงเรื่องนี้อย่างจริงจังเพิ่งมีขึ้นในปี 2007 เรื่อง Crocodile Tears: And thei eten hem wepynge ที่ยืนยันว่าจระเข้เสียน้ำตาทุกครั้งที่ขึ้นมากินเหยื่อบนบก โดยการศึกษานี้ได้มีการอ้างอิงว่ามีความพยายามล่อให้จระข้ 7 ตัวขึ้นมาล่าเหยื่อบนบก เพื่อพิสูจน์ว่าน้ำตาเป็นเรื่องธรรมดาตอนมันงับเหยื่อ

ก่อนที่ภายหลังมีการศึกษากายวิภาคว่าร่างกายส่วนไหนสัมพันธ์กับอวัยวะส่วนใดจนได้คำตอบที่ชัดว่า การขยับขากรรไกมีส่วนต่อการกระตุ้นต่อมน้ำตาของจระเข้นั่นเอง

และเอาเข้าจริงเรื่องราว ‘น้ำตาจระเข้’ ก็ยังมีปริศนาอีกเยอะ หากว่ากันในรายละเอียดเชิงลึกแบบที่ต้องแยกชนิด เช่น ระหว่างจระเข้น้ำเค็มกับจระเข้น้ำจืด หรือแม้แต่ระหว่างจระเข้กับอัลลิเกเตอร์ ซึ่งกว่าเราจะเข้าใจทั้งหมดก็คงต้องใช้เวลาไปอีกยาวๆ เพราะสัตว์ที่ถูกมองว่าไม่น่ารักอย่างจระเข้ไม่ค่อยได้รับทุนสนับสนุนวิจัยบ่อยเท่ากับสัตว์ชนิดอื่นๆ หรือเอาแค่เรื่องงานอนุรักษ์ก็ถือว่ามีการสนับสนุนน้อยมากเมื่อเทียบกับสัตว์ผู้ล่าบนบกอย่างเสือโคร่งหรือสิงโตที่ถูกยกย่องว่ามีความสง่างาม

แต่ไม่ว่าเรื่องราวการศึกษาวิจัย คำตอบที่เราตามหาเกี่ยวกับจระเข้จะเดินทางมาถึงเมื่อไหร่ ที่แน่ๆ วันนี้เรารู้ชัดแล้วว่า ‘น้ำตาจระเข้’ ไม่ใช่เรื่องเสแสร้งแกล้งทำ แต่มันเป็นธรรมชาติทางกายวิภาคของสัตว์เลื้อยคลานอย่างพวกไอ้เข้!

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...