‘แร่เงิน’ ฮิตเทียบ ‘ทอง’ ราคาพุ่ง 2 เท่ายาวถึงปีหน้า
“เงิน” ฮอตฮิตไม่แพ้ “ทอง” เผยราคาปีนี้ทะลุทะลวง พุ่งกระฉูดกว่า 2 เท่าตัว จากต้นปีเทรดอยู่ที่เฉลี่ย 28-29 ดอลล์ต่อออนซ์ มาอยู่ที่ 62 ดอลล์ช่วงปลายปี ซื้อขายในตลาดไทยแตะ 64,800 บาทต่อ กก. คาดแนวโน้มปีหน้าไปต่อไม่หยุด ชี้ปัจจัยหนุนถือเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยเหมือนทองคำ เหมืองแร่เงินรายใหญ่กำลังผลิตไม่พอ ด้าน “อัคราฯ” รับทรัพย์สองเด้ง เหมืองได้ทั้งทองและเงิน
แร่เงินปี’68 พุ่งกว่าเท่าตัว
นางวิลาสินี ศานติจารี ประธานฝ่ายปฏิบัติงาน บริษัท โบวินส์ ซิลเวอร์ จำกัด ดำเนินธุรกิจจำหน่ายเม็ดเงิน แท่งเงิน และอัญมณี ร้านขายปลีกเครื่องประดับ เปิดเผยกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า โลหะเงินมีแนวโน้มราคาดีดตัวขึ้นตั้งแต่ต้นปี 2568 ที่ผ่านมา โดยช่วงต้นปี 2568 ราคาโลหะเงินเฉลี่ยอยู่ที่ 28-29 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ แต่ช่วงปลายปีราคาพุ่งขึ้นสูง เฉลี่ยอยู่ที่ 62 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ โดยราคาโลหะเงินในตลาดประเทศไทย ณ เดือนธันวาคม 2568 เคลื่อนไหวแตะระดับ 64,800 บาทต่อกิโลกรัม ซึ่งราคาขยับขึ้นมากว่าเท่าตัว และแนวโน้มในปี 2569 เชื่อว่าจะแตะอยู่ที่ 75 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ โดยมีจากปัจจัยในเรื่องของความต้องการที่มากขึ้น ประกอบกับแหล่งโลหะเงินมีน้อยไม่เพียงพอต่อความต้องการของตลาด
“โลหะเงินที่ขยับขึ้นมาในตอนนี้ เชื่อว่าหากราคาเกิน 50 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ จะไม่มีการขยับลงต่ำกว่านี้แล้ว มีแต่จะขาขึ้น แต่อาจจะมีขึ้น-ลงบ้างบางช่วงเวลา เคลื่อนไหวไปในทิศทางเดียวกับราคาทองคำ และทั้งปี 2569 มีโอกาสที่จะเห็นโลหะขยับขึ้นสูงถึง 75 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ได้ ซึ่งปัจจัยสำคัญก็มาจากมีความต้องการเพิ่มสูงขึ้นจากนักลงทุน และภาคอุตสาหกรรม”
ปัจจัยหลัก AI โต-นิยมเหมือนทอง
ทั้งนี้ ปัจจัยที่ทำให้โลหะเงินสูงขึ้นก็มีหลายเหตุผล ซึ่งหนึ่งในหลายปัจจัยนั้นก็มาจากเรื่องของความต้องการในภาคการผลิตของอุตสาหกรรม AI อิเล็กทรอนิกส์ โซลาร์เซลล์ เป็นต้น ซึ่งมีการเติบโตมากขึ้น ความต้องการโลหะเงินที่เป็นส่วนประกอบในอุตสาหกรรมก็สูงขึ้นตาม นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยมาจากอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับที่ยังมีความต้องการอยู่ จากการติดตามกับลูกค้า คู่ค้าที่สำคัญ แม้เรากำลังจะเผชิญปัญหาภาษีสหรัฐ เศรษฐกิจโลก แต่ความต้องการเครื่องประดับเงินก็ยังมีอยู่ จึงมีผลต้องการโลหะเงินมากขึ้น ไม่ใช่แค่ในประเทศแต่รวมถึงตลาดโลกด้วย
นอกจากนี้ ก็ยังมาจากเรื่องของการลงทุน โลหะเงิน แท่งเงิน ก็ยังเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยของนักลงทุน คล้ายการลงทุนทองคำ ที่นักลงทุนนิยมเข้าไปซื้อ-ขาย เพื่อสร้างรายได้ และการถือครองก็มีแต่เพิ่มรายได้และกำไร คล้ายการซื้อ-ขายทองคำ ซึ่งปัจจุบันก็ทำให้นักลงทุนเข้ามาซื้อ เพื่อเป็นสินทรัพย์ปลอดภัย หรือการลงทุนเพื่อเกร็งกำไรให้กับตัวเอง และโลหะเงินก็คล้ายทองคำ หากมีปัจจัยกระตุ้นก็ทำให้ราคาดีดตัวขึ้น เช่น ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) มีการประกาศลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ก็ทำให้ราคาโลหะเงินปรับตัวสูงขึ้น รวมไปถึงปัจจัยต่าง ๆ อีกมาก เช่น ค่าเงินบาท สงครามการค้า ราคาน้ำมันดิบ เศรษฐกิจโลก เป็นต้น
ผู้ผลิตเงินในโลกมีแค่ไม่กี่ราย
นางวิลาสินีกล่าวอีกว่า ขณะที่ความต้องการแร่เงินเพิ่มมากขึ้น แต่สวนทางกับแหล่งผลิตหรือเหมืองเงิน ที่ไม่ได้สอดคล้องกับความต้องการ โดยปัจจุบันมีเหมืองผลิตโลหะเงินน้อยมาก รายใหญ่มีเพียงไม่กี่รายในตลาดโลก เช่น จีน เม็กซิโก ออสเตรเลีย เป็นต้น ที่เป็นผู้ผลิตรายใหญ่ และบริษัทของเราเองก็นำเข้าหลักจากประเทศจีน และยิ่งมีความต้องการแข่งขันด้านราคาก็ยังสูงขึ้นตาม ส่วนเหมืองในประเทศไทยนั้น ก็มีพบบ้าง แต่ถือว่าน้อยมาก แทบไม่มีผลต่อการซื้อ-ขาย หรือราคาตลาด
สำหรับโบวินส์ ซิลเวอร์ นอกจากทำการซื้อ-ขายโลหะเงิน แท่งเงิน ซึ่งคิดเป็น 90% ของการทำตลาดในประเทศ ลูกค้าส่วนใหญ่เป็นกลุ่มเครื่องประดับ และมีส่งออก 5% ให้กับเพื่อนบ้าน บางส่วนเปิดให้มีการลงทุนผ่านเว็บไซต์ของบริษัท โดยบริษัทเป็นเจ้าแรกของไทย แต่ด้วยปัจจุบันความต้องการมีมากขึ้น ผู้บริโภคเห็นโอกาสในเรื่องของการลงทุน ทำให้มีผู้เล่นในตลาดเพิ่มขึ้น
ทั้งนี้ จากการเติบโตของตลาดและราคาโลหะเงิน ล่าสุด ช่วงปลายปีที่ผ่านมา บริษัทได้เปิดแอปพลิเคชั่น “ซิลเวอร์นาว (SILVER NOW)” ในการให้ลูกค้าเข้ามาซื้อ-ขาย ผ่านแอปพลิเคชั่นได้แล้ว โดยได้รับการตอบรับจากลูกค้าเป็นอย่างดี มีเข้ามากว่า 10,000 ราย และคาดว่าจะเติบโตขึ้นเรื่อย ๆ จากปี 2569 คาดว่าจะมีรายได้รวมประมาณ 10,000 ล้านบาท
และเพิ่มเป็น 13,000 ล้านบาทในปี 2569
คาดต้นปี’69 ความต้องการยิ่งพุ่ง
นายสิทธิศักดิ์ ลิ้มวัฒนายิ่งยง นายกสมาคมผู้ส่งออกเครื่องประดับเงินไทย เปิดเผยกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า โลหะเงินถูกจัดว่าเป็นสินทรัพย์ปลอดภัย ทำให้เป็นที่ต้องการเพิ่มมากขึ้น ส่งผลต่อราคาที่เพิ่มสูงขึ้น อีกทั้งยังมีปัจจัยจากหลายอุตสาหกรรมในภาคการผลิต ที่ไม่ใช่เครื่องประดับ มีการใช้โลหะเงินเป็นวัตถุดิบส่วนหนึ่งในการผลิตสินค้าเทคโนโลยี เอไอ ทำให้ความต้องการยิ่งสูงขึ้น นอกจากนี้ ในช่วงต้นปี 2569 จะมีงานแสดงสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับทั้งในอิตาลี ไทย และฮ่องกง ก็ส่งผลต่อความต้องการเพิ่มมากขึ้นไปด้วย จากปัจจัยดังกล่าวทำให้ราคาโลหะเงิน เทียบต้นปี 2568 อยู่ที่เฉลี่ย 30 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ ขึ้นมาตอนนี้อยู่ที่ 60 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ ซึ่งเป็นราคานิวไฮมาก และจากราคาที่สูงขึ้น คาดว่าจะมีผลต่อการซื้อ-ขายเครื่องประดับเงินในช่วงต้นปี 2569 ทำให้ผู้บริโภคอาจจะชะลอหรือพิจารณาในการซื้อนานขึ้น
อัคราฯปลื้มเหมืองได้ทั้งทอง-เงิน
นายเชิดศักดิ์ อรรถอารุณ ผู้จัดการทั่วไปฝ่ายความยั่งยืนขององค์กร บริษัท อัครา รีซอร์สเซส จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า หลังจากบริษัท คิงส์เกต คอนโซลิเดเต็ดลิมิเต็ด บริษัทแม่ของบริษัท อัครา รีซอร์สเซส จำกัด (มหาชน) และรัฐบาลไทย ได้บรรลุข้อตกลงร่วมกันในการยุติกระบวนการอนุญาโตตุลาการที่มีมาตั้งแต่เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2560 ภายใต้ความตกลงการค้าเสรีไทย-ออสเตรเลีย (TAFTA) อัคราฯในฐานผู้ประกอบกิจการเหมืองแร่ทองคำ มีเป้าที่จะผลักดันให้ไทยเป็นศูนย์กลางการค้าทองคำและเงินในภูมิภาคอาเซียน เนื่องจากไทยมีศักยภาพทั้งด้านทรัพยากรและอุตสาหกรรมต่อเนื่อง ซึ่งเชื่อมั่นว่าเหมืองแร่ทองคำอัคราฯจะยังคงมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยผ่านการสร้างงาน การกระจายรายได้ และการยกระดับคุณภาพชีวิตของชุมชนโดยรอบต่อเนื่องไปอีกนาน
ปัจจุบันอัคราฯมีพื้นที่สัมปทานเดิม ซึ่งครอบคลุมพื้นที่กว่า 3,000 ไร่ (จังหวัดพิจิตร เพชรบูรณ์ พิษณุโลก) โดยในช่วง ม.ค.-ธ.ค. 2567 สามารถขุดแร่ทองได้ประมาณ 50,000 ออนซ์ และเป็นแร่เงินถึง 530,000 ออนซ์ และเมื่อแผนการขยายผังโครงการขุดใหม่เสร็จ จะทำให้แร่ทั้ง 2 ชนิดพุ่งขึ้นอย่างมาก โดยปีงบประมาณ 2568 (ก.ค. 2567- มิ.ย. 2568) สามารถผลิตแร่ทองได้ประมาณ 75,000 ออนซ์ แร่เงิน 625,000 ออนซ์
สำหรับเป้าหมายปีงบประมาณ 2569 (ก.ค. 2568- มิ.ย. 2569) คาดว่าจะผลิตแร่ทองได้สูงถึงประมาณ 85,000-95,000 ออนซ์ แร่เงินคาดว่าจะอยู่ที่ 765,000 ออนซ์ ซึ่งรัฐจะได้ค่าภาคหลวงเพิ่มขึ้น เช่นกัน ทั้งนี้จากแร่ทั้งหมดที่ขุดได้จะมีสัดส่วนแร่ทองที่ 10% แร่เงิน 90% ซึ่งนับตั้งแต่การกลับมาดำเนินงานของเหมืองทองคำชาตรีในเดือนมีนาคม 2566 คิงส์เกตฯได้ลงทุนในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง ทั้งการยกเครื่องปรับปรุงอุปกรณ์และโครงสร้างพื้นฐานภายในเหมือง การสำรวจแหล่งแร่เพิ่มเติม การสรรหาและพัฒนาบุคลากร รวมถึงการดำเนินการตามกฎหมายและขั้นตอนที่เกี่ยวข้อง และบริษัทได้ชำระค่าภาคหลวงแร่ไปแล้วรวมกว่า 2,000 ล้านบาท และได้สมทบเงินเข้ากองทุนตามนโยบายและยุทธศาสตร์การบริหารจัดการทรัพยากรแร่มากกว่า 450 ล้านบาท สนับสนุนเศรษฐกิจในพื้นที่ผ่านการจ้างงานทั้งทางตรงและผ่านผู้รับเหมาท้องถิ่น ซึ่งได้สร้างเม็ดเงินหมุนเวียนปีละหลายพันล้านบาทเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจไทย
ซื้อขายเงินเฉลี่ยสัปดาห์ละ 1 ตัน
นายกีรดิต หิรัณยศิริ กรรมการผู้จัดการ และประธานฝ่ายปฏิบัติการ บริษัท เอ็มทีเอส รีไฟเนอรี่ แอนด์ แมนูแฟคเจอริ่ง จำกัด หรือห้างทองแม่ทองสุก (MTS Gold) กล่าวว่า แนวโน้มของตลาดแร่เงินในประเทศเริ่มมีบทบาทมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัดในช่วงที่ผ่านมา โดยเฉพาะความต้องการซื้อขายแร่เงินมีปริมาณสูงเฉลี่ยถึงสัปดาห์ละ 1 ตัน สะท้อนให้เห็นว่าเงินกำลังกลายมาเป็นสินแร่ยอดนิยมที่มาแรงควบคู่กับทองคำ
นายอดิทัต วะสีนนท์ อธิบดีกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเมืองแร่ (กพร.) กล่าวว่า ปัจจุบันประเทศไทยไม่มีการทำเหมืองแร่เงิน แต่แร่เงินจะปะปนหรือมักพบร่วมกับแร่ทองคำ แร่ทองแดง แร่ตะกั่ว ซึ่งปัจจุบันจึงมีเพียงบริษัทอัคราฯที่พบแร่เงินจากการขุดเหมืองแร่ทองคำ โดยแร่เงินจะมีอัตราค่าภาคหลวงที่ 10%
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ‘แร่เงิน’ ฮิตเทียบ ‘ทอง’ ราคาพุ่ง 2 เท่ายาวถึงปีหน้า
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net