โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

สกัดบาทแข็งลามถึงคริปโต เชื่อคุมค้าทอง-ลดแรงกดดันค่าเงิน

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 19 ธ.ค. 2568 เวลา 10.44 น. • เผยแพร่ 20 ธ.ค. 2568 เวลา 00.15 น.

แบงก์ชาติถกผู้ค้าทอง 14 ราย 22 ธ.ค.นี้ เตรียมคุมธุรกรรมซื้อขายออนไลน์-FX ต้องรายงานเข้ม “นายกสมาคมค้าทองคำ” หวั่นกระทบผู้ค้ารายย่อย ระบุอาจให้รายงานธุรกรรมเข้มแค่ 14 ราย ที่ทำธุรกรรมออนไลน์ “ดร.พิพัฒน์ KKP” ชี้บาทแข็งจากหลายสาเหตุ คุมธุรกรรมทองช่วยลดแรงกดดันในระยะสั้น แต่ที่น่ากังวลคือนักเก็งกำไรที่เข้ามาในตลาด ด้านผู้ว่าการ ธปท.ย้ำต้องติดตามค้าทองใกล้ชิด โดยเฉพาะที่ผ่านแอปพลิเคชั่น เพราะมูลค่าสูงถึง 50% ของ GDP ด้านกลุ่มคริปโตเชื่อไม่เกี่ยวดันค่าเงินบาท เพราะซื้อขายแต่ละวันไม่สูงมาก และรายงานภาครัฐตลอด ขณะที่ กนง.กังวลบาทแข็งเกินปัจจัยพื้นฐาน

ความคืบหน้ากรณีธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) รับมือเงินบาทแข็งค่า เสนอกระทรวงการคลังตั้งทีมจับตาธุรกรรมค้าทองคำ และให้เพิ่มรายงานการซื้อ-ขาย โดยเฉพาะที่ผ่านแพลตฟอร์ม เพราะมองว่าเป็นปัจจัยหนึ่งดันค่าเงินบาท โดยจะเชิญตัวแทนผู้ค้าทองคำมาพูดคุย

นายกทองพร้อมคุย ธปท.

นายจิตติ ตั้งสิทธิ์ภักดี นายกสมาคมค้าทองคำ เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ในวันที่ 22 ธ.ค.นี้ ทางธนาคารแห่งประเทศไทยนัดหารือกับผู้ค้าทองที่แพลตฟอร์มออนไลน์ และนำเข้า-ส่งออก รวม 14 ราย ผ่านแอปพลิเคชั่น “Zoom” ซึ่งยังไม่ทราบในรายเอียดการหารือ แต่เท่าที่ทราบคือ ธปท.จะมีมาตรการให้ผู้ค้าทองรายงานรายละเอียดการซื้อขายเพิ่มเติมมากขึ้น แต่รายงานอย่างไรก็ต้องรอดูจากการประชุมก่อน

“จากที่ ธปท.เปิดรับฟังความคิดเห็น ก็เห็นว่าเกี่ยวกับธุรกรรมออนไลน์ที่มีการซื้อขายล่วงหน้า ซึ่งมีส่วนว่าซื้อขายเยอะ แต่การซื้อขายก็ต้องรายงานอยู่แล้ว ส่วนจะต้องรายงานอะไรเพิ่มเติมก็ต้องรอดู แต่อย่างคราวที่แล้วที่พูดกันเรื่องส่งทองไปประเทศเพื่อนบ้าน ปรากฏว่ามันไม่ใช่ คราวนี้พูดถึงพวกออนไลน์ หรือซื้อขายล่วงหน้าก็ต้องดูว่าจะมีอะไร ประชุมแล้วจะมีมาตรการอะไรออกมา”

ร้านทองตู้แดงไม่น่าเกี่ยว

นายจิตติกล่าวว่า ธุรกิจค้าทองเป็นธุรกิจส่วนตัว แต่ละรายที่ทำกันอยู่ ทางสมาคมไม่สามารถเข้าไปล้วงลูก หรือทราบรายละเอียดทั้งหมดได้ ว่าแต่ละรายรายงานข้อมูลธุรกรรมกันอย่างไรบ้าง โดยสมาคมจะดูแลในแง่ที่ให้ทุกคนอยู่ในระเบียบกฎเกณฑ์ ซึ่งหากทางการจะเข้มงวดร้านทองทั้งหมดคงไม่มีความจำเป็น เพราะร้านทองตู้แดงที่ไม่มีการซื้อขายล่วงหน้าหรือออนไลน์ ที่ซื้อขายทองเป็นเงินบาท ไม่น่าจะเกี่ยวข้องกับเรื่องค่าเงิน

“ร้านทองรายเล็ก ๆ ไม่ได้เกี่ยวกับเงินตราต่างประเทศ ถ้าไปพัวพันกับพวกนี้ด้วยก็จะยุ่ง เพราะเป็นธุรกิจครอบครัว แล้วถ้าต้องรายงานอะไรพวกนี้ เขาไม่มีระบบพวกนี้ มันจะยุ่งไปหมด แต่ถ้า 14 รายที่เกี่ยวกับอัตราแลกเปลี่ยน ก็อีกแบบหนึ่งเพราะเป็นรายใหญ่ ขึ้นกับว่าเขาจะเอาอย่างไรกัน แต่รายเล็กไม่น่าจะเกี่ยว ดังนั้นก็ต้องรอให้ 14 รายนี้ไปคุยรายละเอียดก่อน”

ส่วนแนวคิดที่ทางการอยากให้มีหน่วยงานที่กำกับดูแลธุรกิจทองคำโดยตรงนั้น นายจิตติกล่าวว่า ไม่แน่ใจว่าจะจำเป็นต้องขนาดนั้นหรือไม่ เพราะจริง ๆ แล้ว การซื้อขายในประเทศก็ปกติ ซึ่งต้องรอฟังผลการประชุมว่าต้องให้ความร่วมมืออย่างไร หรือมีข้อติดขัดอะไรตรงไหนบ้างก่อน ทั้งนี้ สุดท้ายทุกคนก็ต้องให้ความร่วมมือ

YLG ไม่มีปัญหา-รายงานตลอด

นางพวรรณ์ นววัฒนทรัพย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (YLG) กล่าวว่า ทุกอย่างต้องรอการประชุมกับ ธปท.ก่อน เพราะปกติการรายงานธุรกรรมซื้อขายออนไลน์ YLG มีรายงานอยู่แล้ว ว่าแต่ละเดือนทำธุรกรรมเงินตราต่างประเทศ (FX) เท่าไหร่ ซึ่งต้องรอดูว่า ธปท.จะให้รายงานเข้มข้นขึ้นมากแค่ไหน

“YLG คงไม่ได้กระทบมาก เพราะรายงานอยู่แล้ว แต่ผู้ที่จะได้รับผลกระทบคงเป็นผู้ที่ไม่ได้รายงาน ซึ่งปัจจุบันผู้นำเข้าทองที่รายงานอยู่แล้วมีอยู่ประมาณ 4-5 บริษัท แต่ใครรายงานหรือไม่รายงานบ้าง ก็ไม่ทราบ คนที่เขารายงานอยู่แล้วไม่น่าจะมีผลกระทบอะไร ซึ่งเมื่อก่อนมันรายงานก็ได้ ไม่รายงานก็ได้ แต่ตอนนี้คือเขาจะขอรายงานทั้งหมด”

“KKP” ชี้บาทแข็งจากหลายสาเหตุ

ด้าน ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร (KKP) กล่าวว่า การแข็งค่าของเงินบาทในช่วงนี้ ปัจจัยพื้นฐานสำคัญมาจากการอ่อนค่าของเงินดอลลาร์สหรัฐ แต่ไม่ใช่ปัจจัยทั้งหมด เนื่องจากเงินบาทแข็งค่ามากกว่าสกุลเงินของหลายประเทศในภูมิภาค

หนึ่งในปัจจัยที่อาจมีส่วน คือ Seasonality หรือปัจจัยตามฤดูกาลในช่วงปลายปี ซึ่งตามปกติค่าเงินบาทมักแข็งค่าอยู่แล้ว รวมถึงสถานะบัญชีเดินสะพัด (Current Account) ของไทยที่ยังคงเกินดุลอยู่บ้าง อย่างไรก็ตาม ปัจจัยเหล่านี้ยังไม่สามารถอธิบายการแข็งค่าของเงินบาทได้ทั้งหมด

“ยกตัวอย่าง เกาหลีใต้ ที่มีเกินดุลบัญชีเดินสะพัดมากกว่าไทย แต่ค่าเงินกลับอ่อนค่ามาอย่างต่อเนื่อง สะท้อนว่าการเคลื่อนไหวของค่าเงินไม่ได้ขึ้นกับตัวเลขบัญชีเดินสะพัดเพียงอย่างเดียว จึงอาจมีปัจจัยอื่นที่ยังไม่สามารถระบุหรือวัดผลได้ชัดเจน เช่น กระแสเงินที่เกี่ยวข้องกับทองคำ หรือคริปโตเคอร์เรนซี ซึ่งยังไม่สามารถยืนยันได้”

นักเก็งกำไรเป็นอีกปัจจัย

ดร.พิพัฒน์กล่าวว่า เงินเหล่านี้อาจไม่ถึงขั้นเรียกว่าเป็น “เงินเทา” แต่เป็นเงินที่ไม่สามารถระบุแหล่งที่มาได้ชัดเจน และการไหลเข้าของเงินลักษณะนี้ถือว่าสวนทางกับปัจจัยพื้นฐาน เนื่องจากเศรษฐกิจไทยยังเติบโตช้า อย่างไรก็ดี เศรษฐกิจโตช้าไม่ได้หมายความว่าเงินจะไม่แข็งค่า ยกตัวอย่าง ประเทศญี่ปุ่นที่เศรษฐกิจเติบโตต่ำแต่ค่าเงินแข็งค่าได้จากกระแสเงินลงทุนจากต่างประเทศ แต่สถานการณ์ไทยในปัจจุบันต้องยอมรับว่าเงินบาทแข็งค่าเร็วผิดปกติจริง

“นอกจากนี้ ปัจจัยที่ทำให้เงินบาทแข็งค่ามากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด คือกระแสเงินของนักเก็งกำไร (Trader) ซึ่งเป็นสิ่งที่จัดการได้ยาก นักลงทุนมองว่าเงินบาทกับราคาทองคำมีความสัมพันธ์กัน เมื่อเห็นราคาทองปรับขึ้นก็เข้ามาซื้อเงินบาททันที ซึ่งตรงนี้ไม่รู้ว่าจะป้องกันอย่างไร”

กนง.ห่วงบาทแข็งเกินพื้นฐาน

นายสักกะภพ พันธ์ยานุกูล เลขานุการคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) กล่าวว่า ในที่ประชุม กนง. คณะกรรมการมีการพูดคุยกันค่อนข้างมากในเรื่องเงินบาทที่ปรับแข็งค่าขึ้นมากและเร็ว โดยค่าเงินดอลลาร์เทียบเงินบาทแข็งค่าขึ้น 8% ถือว่าค่อนข้างมาก เช่นเดียวกับค่าเงินบาทเทียบคู่ค้าคู่แข่ง (NEER) ก็ปรับแข็งค่าขึ้น

“คณะกรรมการมองว่าแข็งค่าเกินปัจจัยพื้นฐาน จึงมีการยกระดับการติดตามค่าเงินและติดตามธุรกรรมที่กดดันค่าเงินบาท”

ธปท.พูดคุยกับสถาบันการเงินในการตรวจสอบเอกสารการทำธุรกรรมเงินตราต่างประเทศ (FX) ก่อนที่จะทำธุรกรรมให้กับลูกค้า รวมถึงมาตรการที่จะดำเนินการ คือ การเรียกขอดูข้อมูลเพิ่มมากขึ้น และในส่วนของร้านทองร้านใหญ่ ซึ่งจะเข้าไปตรวจสอบที่นำเงินเข้ามาไม่พึงประสงค์ เน้นการตรวจสอบที่เข้มงวดมากขึ้น

ธปท.ยกระดับติดตามค่าเงิน

การเข้าดูความผิดปกติ เช่น ทองคำ บางช่วงมีธุรกรรม FX ค่อนข้างเยอะ จึงเข้าไปดูและขอข้อมูลเพิ่ม และดูความผิดปกติต่อเนื่อง โดยเงิน Real Flow เราไม่เห็นความผิดปกติ แต่ที่เห็นเยอะจะเป็น Financial Flow คือ ซื้อขายทองคำ ที่เข้ามาเยอะผิดปกติ แต่คงต้องเข้าไปดูหลายตัว หลายธุรกรรม เช่น การให้ธนาคารดูเรื่อง FX และในแง่แลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ และหากมีความจำเป็นที่จะต้องขยาย Scope ก็พร้อม

นายสักกะภพกล่าวว่า หากพบว่าธุรกรรมซื้อขายทองคำไม่ได้มีความผิดปกติ แต่เป็นแรงกดดันค่าเงินบาท ก็จะต้องหาแนวทางการดูแลต่อไป

ผู้ว่าการ ธปท.ชี้ต้องดูแลทอง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนหน้านี้ นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการ ธปท. กล่าวว่า ค่าเงินบาทที่แข็งค่า ธปท.เข้าไปดูแลทุกวัน โดยมี 2-3 ปัจจัยที่เข้ามากระแทกค่าเงิน ทั้งเงินดอลลาร์อ่อนค่า 10% ในปีนี้ ซึ่งมีผลกับทุกประเทศแตกต่างกัน และดุลบัญชีเดินสะพัดที่เป็นบวกมากกว่าปกติ

อีกปัจจัยคือกระแสเงินทุนที่เข้ามาลงทุนในตราสารหนี้ หรือตลาดหลักทรัพย์ของนักลงทุนต่างชาติ (Nonresident) ซึ่งเข้ามาค่อนข้างเยอะ และลงทุนในตราสารหนี้ระยะยาว ซึ่งหากการใช้มาตรการภาษีสามารถทำได้ แต่จะกระทบตลาดหุ้นเหมือนที่เกิดขึ้นในอดีต ดังนั้น มาตรการจึงค่อยเป็นค่อยไป ขณะเดียวกันกระแสเงินทุนไหลเข้า กลายเป็นค่าเงินบาทมีความสัมพันธ์กับทองคำ โดยราคาทองคำปรับขึ้นไปแล้ว 5%

ค้าทองผ่านแอปสูง 50% GDP

สิ่งที่ ธปท.ทำได้คือให้ธนาคารพาณิชย์ตรวจเอกสารและแสดงแหล่งที่มาเข้มงวดขึ้น นอกจากนี้ ธปท.หารือกระทรวงการคลัง ให้เข้าไปควบคุมดูแลร้านทอง โดยกรณีร้านทองจะแบ่งเป็น 2 ส่วน คือ ร้านทองตู้แดง ซื้อขายของรายย่อย คงไม่มีปัญหามาก ขณะที่การซื้อขายทองคำผ่านแอปพลิเคชั่น ซึ่งมีราว 14-15 ราย คิดเป็น 50% ของ GDP ถือว่าใหญ่มาก และโตค่อนข้างเร็ว ซึ่งกลุ่มเหล่านี้มีการทำธุรกรรม FX ขายดอลลาร์ซื้อเงินบาท ส่งผลให้บาทแข็ง โดยเฉพาะการซื้อขายถี่ ๆ ระดับวันละ 100-1,000 ล้านบาท ส่งผลกระทบต่ออัตราแลกเปลี่ยนอย่างมีนัยสำคัญ

เพราะผู้ค้าทอง 3-4 รายใหญ่ มีสัดส่วนถึง 8% ของวัน และในวันที่ราคาทองคำขึ้นลงสูง จะพบว่าธุรกรรม FX สูงขึ้น 20% ของตลาด และคิดเป็นกว่า 70% ของฝั่งขายดอลลาร์ทั้งหมด ทำให้เงินบาทแข็งค่ารุนแรง จึงจำเป็นต้องมีคนคุมและดูแล เพราะมีขนาดค่อนข้างใหญ่ แม้อาจจะไม่มีผลต่อเศรษฐกิจ แต่วันนี้มีผลต่อค่าเงินบาท

ตามดูถึงเหรียญคริปโตด้วย

นายวิทัยกล่าวอีกว่า ขณะเดียวกัน คริปโตเคอร์เรนซีเป็นอีกตัวหนึ่งที่ต้องดูแล โดยสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) มีข้อจำกัด โดยสิ่งที่ต้องการคือการนำกฎหมายที่เรียกว่า “Travel Rule” มาใช้ ซึ่งต้องอาศัยกฎหมายของสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) เพื่อให้เห็นว่าเงินคริปโต (เช่น USDT) มีแหล่งที่มาต้นทางจากไหน เพื่อแยกแยะว่าเป็นเงินเทา เงินดี หรือเงินไม่พึงประสงค์

อย่างไรก็ตาม การซื้อขาย USDT ในตลาด Digital Asset Exchange ที่เพิ่มขึ้นมาก ไม่ได้มีผลโดยตรงต่อค่าเงินบาทที่แข็งขึ้น เพราะซื้อขายเป็นเงินบาท ไม่ผ่านการแลกเงินดอลลาร์

เผยตัวเลขซื้อ-ขายไม่ผิดปกติ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับตัวเลขจำนวนการซื้อขาย ได้มาจากกระดานซื้อขาย (Exchange) ที่ได้ขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจอย่างถูกต้องในประเทศไทย ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ได้รวบรวมและเผยแพร่เป็นรายงานประจำเดือน

นับตั้งแต่มีรายงานดังกล่าว ปริมาณการซื้อขายเหรียญ USDT มีสัดส่วนสูงกว่าเหรียญหลักอย่าง Bitcoin มาตลอดหลายปี ซึ่งในบางเดือนที่ตลาดคริปโตร้อนแรง เช่น ในช่วงปี 2565 สัดส่วนการซื้อขาย USDT อาจสูงขึ้นไปถึง 70%

ล่าสุดในเดือน พ.ย. 2568 ตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลไทยมีมูลค่า 8.5 หมื่นล้านบาท ลดลงจากเดือน ก.ย. 2568 ราว 13% มูลค่าการซื้อขายต่อวันราว 2.8 พันล้านบาท ซึ่ง เหรียญ USDT ครองสัดส่วนการซื้อขาย 52% และผู้ที่ซื้อขายสูงสุด คือ “บุคคลธรรมดาในประเทศ” สัดส่วน 40%

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : สกัดบาทแข็งลามถึงคริปโต เชื่อคุมค้าทอง-ลดแรงกดดันค่าเงิน

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...