ชงรื้อโครงสร้างประเทศ ดันแผนฯ 14-เพิ่มสัดส่วน SME ปั๊มจีดีพี
จากการที่ภาคเอกชนและหน่วยงานภาครัฐได้ร่วมกันผลักดันแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างของประเทศ ผ่านโครงการ “REINVENT THAILAND” ที่เป็นพลวัตใหม่เพื่ออนาคตเศรษฐกิจไทย ซึ่งถือเป็นความร่วมมือครั้งสำคัญที่จะมีการผลักดันอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าหน้าตารัฐบาลจะเปลี่ยนไปอย่างไร แกนหลักของการดำเนินการก็จะยังคงอยู่ ล่าสุด บริษัท เอสซีจี จำกัด (มหาชน) ได้จัดงานสัมมนา “REINVENT THAILAND, REJUVENATE SMEs ขับเคลื่อนอุตสาหกรรมไทยไปด้วยกัน” เป็นการเสนอแนะเพื่อสร้างอนาคตประเทศไทยในโอกาสที่กำลังจะมีการเลือกตั้ง
ชงแผนพัฒนาฯ ฉบับ 14 แก้โครงสร้าง
นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) กล่าวในหัวข้อ “พลังความร่วมมือขับเคลื่อนอุตสาหกรรมไทยสู่ความเป็น 1 ในภูมิภาค” ว่า REINVENT THAILAND เริ่มจากการพูดคุยกันว่าประเทศไทยควรจะเดินต่อไปอย่างไร เนื่องจากภาพรวมเศรษฐกิจของประเทศมีแนวโน้ม “ต่ำเตี้ยเรี่ยดิน” ลงเรื่อย ๆ โดยจะเห็นว่านโยบายภาครัฐในช่วงที่ผ่านมาไม่ได้มุ่งเน้นการขับเคลื่อน เพื่อสร้างความสามารถในการแข่งขันของประเทศอย่างจริงจัง แต่ส่วนใหญ่มุ่งไปที่มาตรการด้านค่าครองชีพเป็นหลัก และบางมาตรการยังส่งผลให้ความสามารถในการแข่งขันของสินค้าไทยลดลงด้วย
โดยโจทย์ของภาครัฐและภาคเอกชนเป็นโจทย์เดียวกัน โดยเฉพาะอุตสาหกรรมเป้าหมาย 6 อุตสาหกรรม ซึ่งการขับเคลื่อนในทางปฏิบัติจำเป็นต้องพิจารณาตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ
“ยกตัวอย่างอุตสาหกรรมเกษตรและอุตสาหกรรมอาหาร หากต้องการผลักดันให้อุตสาหกรรมอาหารของไทยไปได้ถึงระดับสูงสุด จำเป็นต้องเริ่มจากขั้นตอนการผลิต ซึ่งที่ผ่านมาประเทศไทยไม่เคยมีการผลิตที่มีเสถียรภาพอย่างแท้จริง ดังนั้น โจทย์สำคัญคือจะทำอย่างไรให้การผลิตมีความเสถียร มีคุณภาพ และสามารถเชื่อมโยงไปสู่อุตสาหกรรมและตลาดภายนอกประเทศได้”
นายดนุชากล่าวว่า ขณะนี้ได้เริ่มจัดทำแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 14 (พ.ศ. 2571-2575) โดยวางกรอบเรียบร้อยแล้ว ซึ่งเป้าหมายหลักของแผนฉบับนี้ คือการสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ เพราะหากเศรษฐกิจไม่เติบโต การกระจายประโยชน์ไปสู่ประชาชนในวงกว้างจะไม่เกิดขึ้น
“แผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 จะเดินหน้าในอุตสาหกรรมที่ประเทศไทยมีศักยภาพอยู่แล้ว เช่น อุตสาหกรรมเกษตร อุตสาหกรรมอาหาร และสุขภาพ โดยโมเดลเศรษฐกิจไทย ทั้งการลงทุนจากต่างประเทศและการส่งออกยังสามารถใช้ได้ แต่ต้องปรับแนวทางการแข่งขัน ไม่สามารถขายสินค้าแบบตลาดมวลชนได้อีกต่อไป ต้องสร้างความแตกต่าง เน้นคุณภาพ ราคา และตลาดเฉพาะกลุ่ม โดยเฉพาะอุตสาหกรรมอาหารของไทยจำเป็นต้องพัฒนาตลอดทั้งห่วงโซ่การผลิตให้มีมูลค่าเพิ่มสูงและสามารถแข่งขันได้”
จี้นโยบายหาเสียงคำนึง “การคลัง” เสี่ยง
เลขาธิการ สศช.กล่าวด้วยว่า ข้อเสนอหรือแนวนโยบายของพรรคการเมืองในช่วงที่ผ่านมา ส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องของการใช้จ่ายงบประมาณ มากกว่าการหาแหล่งรายได้เพิ่มเติม ซึ่งฐานะการคลังของประเทศไทยในความเป็นจริงไม่มีพื้นที่เพียงพอสำหรับการกระตุ้นการบริโภคมาตั้งแต่ก่อนปี 2566 แล้ว
“มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ดำเนินการในช่วงก่อนหน้านั้น ถือว่าใช้ไปจนถึงระดับสูงสุดแล้ว หากยังมีการเดินหน้ามาตรการในลักษณะเดียวกันต่อเนื่อง ก็ยากที่จะประเมินได้ว่าเศรษฐกิจและฐานะการคลังของประเทศจะเผชิญกับสถานการณ์ในลักษณะใด”
TDRI ชี้ต้องกล้าเปลี่ยนเชิงโครงสร้าง
ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย กล่าวว่า ศักยภาพการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในปัจจุบันอยู่ที่ราว 2.3% ต่อปี หากต้องการเร่งให้เติบโตเฉลี่ยใกล้ 5% จำเป็นต้องเติมอัตราการเติบโตเพิ่มอีกประมาณ 2.7% ผ่านการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างครั้งใหญ่และต้องอาศัยความต่อเนื่องในระยะยาว
องค์ประกอบแรก “แรงงาน” สามารถเพิ่มศักยภาพการเติบโตได้ราว 0.5-0.6% แนวทางที่ทำได้ทันทีไม่ใช่การแปลงแรงงานต่างชาติเป็นคนไทย แต่คือการยืดอายุการทำงาน โดยเฉพาะภาคเอกชนที่มีแรงงานจำนวนมากออกจากตลาดตั้งแต่อายุ 55 ปี หากขยายอายุการทำงานออกไปอีก 5 ปี ควบคู่กับการ Upskill และ Reskill จะช่วยเพิ่มกำลังแรงงานอย่างมีนัยสำคัญ
“ต้องทบทวนระบบเกณฑ์ทหาร ปัจจุบันมีการเกณฑ์ประมาณ 80,000 คนต่อปี หากลดลงครึ่งหนึ่ง จะทำให้มีแรงงานวัยหนุ่มสาวเข้าสู่ตลาดทันทีราว 40,000 คน โดยควรพิจารณาว่ากองทัพต้องการกำลังพลจริงจำนวนเท่าใด และปรับไปใช้ระบบสมัครใจ หรือการจ้างแทนการบังคับ”
ส่วนที่แก้ไขยากกว่า คือการสูญเสียแรงงานจากการเสียชีวิตก่อนวัยอันควร เช่น อุบัติเหตุที่คร่าชีวิตปีละราว 20,000 คน และปัญหามลพิษ PM 2.5 ที่เชื่อมโยงกับการเสียชีวิตอีก 20,000-30,000 คนต่อปี ซึ่งกระทบต่อศักยภาพแรงงานโดยตรง
องค์ประกอบที่สอง “การลงทุนและกฎระเบียบ” การลดอุปสรรคทางกฎหมาย การขออนุญาตที่ซ้ำซ้อน และระบบราชการที่เปิดช่องคอร์รัปชั่น สามารถช่วยเพิ่มอัตราการเติบโตได้อีกราว 0.6% ส่วนที่เหลือราว 1.4% ต้องมาจากการเพิ่มผลิตภาพ (Productivity) ผ่านการเปิดเสรีทางการค้าและการแก้กติกาที่บิดเบือน
“แรงกดดันจากต่างประเทศ โดยเฉพาะสหรัฐที่เรียกร้องให้ไทยลดมาตรการกีดกันทางการค้า อาจเป็น “โอกาส” ในการผลักดันการปฏิรูปที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศ”
ห่วงการเมืองอยู่สั้นปัญหาวนลูป
ดร.สมเกียรติกล่าวว่า การเติบโตเฉลี่ย 5% ไม่ได้หมายความว่าทุกปีต้องโต 5% แต่คือการไต่ระดับจาก 2% เป็น 2.5% เป็น 3% และสูงขึ้นเรื่อย ๆ การคำนวณแบบจำลองของ TDRI พบว่า หากดำเนินหลายมาตรการพร้อมกันจะใช้เวลาประมาณ 15 ปีในการเพิ่ม GDP ต่อหัว จากราว 7,000 ดอลลาร์ เป็น 14,000 ดอลลาร์ ซึ่งเป็นเกณฑ์ขั้นต่ำของประเทศรายได้สูง
สำหรับโมเดลพัฒนาเดิมที่พึ่งพาการส่งออก การลงทุนจากต่างประเทศ และการท่องเที่ยว จะต้องปรับครั้งใหญ่ โดยเฉพาะภาคการผลิตที่แข่งขันกับจีนด้านต้นทุนไม่ได้ ไทยต้องหา “ช่องว่าง” ที่จีนไม่ถนัด
“ปัญหาการพัฒนาทั้งหมดหนีไม่พ้นการเมือง ทั้งระบบอำนาจและโครงสร้าง หากไม่มีฝ่ายการเมืองผลักดัน ข้อเสนอเชิงวิชาการจะไม่เกิดผล ความเสี่ยงคือ การวนซ้ำลูปเดิมของนโยบายกระตุ้นระยะสั้น กับการลงทุนระยะยาวแบบไม่สุดทาง ท่ามกลางสถานะการคลังที่อ่อนแอและการถูกปรับ Outlook เครดิตเป็นลบ”
จี้เพิ่มสัดส่วน SMEs เกิน 50% ของ GDP
นายชนะ ภูมี รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ที่ปรึกษา President & CEO บมจ.เอสซีจี กล่าวว่า เศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญภาวะ “คนป่วยของเอเชีย” จากการที่ GDP เติบโตในระดับต่ำต่อเนื่องยาวนานกว่า 10 ปี และยังติดอยู่ในกับดักรายได้ปานกลาง แม้ GDP ไทยจะมีมูลค่าประมาณ 18 ล้านล้านบาทก็ตาม สะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างที่ยังไม่สามารถยกระดับศักยภาพการแข่งขันได้อย่างแท้จริง
“โครงสร้างอุตสาหกรรมไทย โดยเฉพาะภาควิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ยังมีผลิตภาพต่ำเมื่อเทียบกับการแข่งขันระดับโลก ปัจจุบัน SMEs ไทยมีสัดส่วนต่อ GDP เพียง 30-35% หรือราว 6 ล้านล้านบาท ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยโลกซึ่งอยู่ที่ประมาณ 50% แสดงให้เห็นว่ายังมีช่องว่างการเติบโตอีกมาก หากสามารถยกระดับได้อย่างเป็นระบบและจริงจัง”
ทั้งนี้ โจทย์สำคัญของประเทศในระยะต่อไป คือการรับมือกับสังคมสูงวัย ควบคู่กับการเพิ่มผลิตภาพแรงงาน โดยแรงงานไทยต้องมีทักษะที่สอดคล้องกับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ทั้งด้าน AI เซ็นเซอร์ ระบบอัตโนมัติ และการเชื่อมโยงข้อมูล โดยประเทศที่สามารถยกระดับ SMEs ให้มีสัดส่วนต่อ GDP สูงถึง 50% ได้ ล้วนมีระบบการศึกษาที่เข้มแข็งและเชื่อมโยงกับภาคอุตสาหกรรม
“การพัฒนาประเทศต้องอาศัยทุน 3 ด้าน ได้แก่ ทุนมนุษย์ เพื่อยกระดับทักษะแรงงานด้านเทคโนโลยีและข้อมูล ทุนข้อมูล เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลรัฐ-เอกชน ลดต้นทุนและแรงเสียดทานทางเศรษฐกิจ และทุนองค์กร ครอบคลุมการทำ R&D เทคโนโลยี รวมถึงกฎหมายและกฎระเบียบที่เอื้อต่อการลงทุน โดยเน้นความร่วมมือแบบ Public Private People Partnership (PPPP)”
นายชนะกล่าวอีกว่า “คอขวด” สำคัญที่สุดคือการปฏิรูปกฎระเบียบ เนื่องจากหลายโครงการมีพื้นที่ เทคโนโลยี และเงินลงทุนพร้อมแล้ว แต่ไม่สามารถเดินหน้าได้ เพราะติดข้อจำกัดทางกฎหมาย พร้อมย้ำว่านักลงทุนต้องการเพียงต้นทุนที่แข่งขันได้และตลาดที่ชัดเจน ซึ่งปัจจุบันประเทศไทยยังขาดทั้งสองปัจจัย
“จุดหักเหของอุตสาหกรรมไทย คือการสร้างการเติบโตเพิ่มปีละอย่างน้อย 3 แสนล้านบาท หากสามารถผนึกความร่วมมือทุกภาคส่วน พลิกโฉม SMEs ให้มีสัดส่วนต่อ GDP มากกว่า 50% ได้จริง เศรษฐกิจไทยมีโอกาสกลับมาเติบโตในระดับ 4-5% ต่อปีอีกครั้ง”
ปรับเกม SMEs ไทยให้แข่งขันได้
นายสมคิด จิรานันตรัตน์ ที่ปรึกษา CEO ธนาคารกรุงไทย และกรรมการบริษัท ARISE BY INFINITAS กล่าวในหัวข้อ “พลิกโฉม SMEs ไทยไปด้วยกัน” ว่าการแข่งขันของธุรกิจ SMEs ไทย เนื่องจากปัจจุบันแพลตฟอร์มใหญ่จะเป็นของต่างประเทศ มีการเก็บค่า GP ค่อนข้างสูง 20-30% แม้บริษัทไทยหลายแห่งพยายามทำแพลตฟอร์ม แต่ปัญหาของธุรกิจ SMEs ไทยคือ การจะไปแข่งขันบนแพลตฟอร์ม Shopee และ Lazada ไม่สามารถแข่งขันได้ในเรื่องของราคา หรือจะขายของพรีเมี่ยมก็สู้ไม่ได้
ดังนั้น หากจะแข่งขันจะต้องไปแบบอื่น และวิธีแก้คือ จะต้องเสิร์ฟให้แรง ฉีกใหม่ และวิ่งให้เร็วขึ้น โดยการเพิ่มความสามารถของ SMEs แต่คงไม่สามารถสู้หรือต่อกรกับประเทศอื่นได้ ต้องรวมพลังกันต่อสู้ทั้งภาครัฐและเอกชน ซึ่งเราจำเป็นต้องมีแพลตฟอร์ม ไม่มีไม่ได้ แต่แพลตฟอร์มไม่ใช่แค่ e-Commerce ขายของอย่างเดียว แต่จะต้องเป็นแพลตฟอร์ม e-Commerce ครบวงจร เพราะหากขายของเหมือนกันจะสู้คนอื่นยาก จึงต้องฉีกสินค้าให้แตกต่างและมีเรื่องเล่า ต้องเริ่มตั้งแต่ต้นทางให้คนรู้จักสินค้า
“โมเดลธุรกิจ SMEs ที่ควรทำคือ เน้นทำในสิ่งที่ทำได้ดี ทำได้เก่ง ตรงใจผู้บริโภค โดยระบบอยู่รอบตัว ก็ใช้บริการคลาวน์หรือแพลตฟอร์มได้ ขณะเดียวกัน SMEs ควรลดใช้เงินสด และหันมาใช้พร้อมเพย์ เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่าย นอกจากนี้ ยังช่วยลดต้นทุนของประเทศที่ใช้ในการบริหารจัดการเงินสดเป็นแสนล้านบาทได้”
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ชงรื้อโครงสร้างประเทศ ดันแผนฯ 14-เพิ่มสัดส่วน SME ปั๊มจีดีพี
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net