โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

‘โพธิ์ทอง อรัญญิก’ รุ่น 3 พลิกเกมธุรกิจจากมีดเหล็กสู่สแตนเลสพรีเมียม สู้ศึกเศรษฐกิจซบ

การเงินธนาคาร

อัพเดต 03 พ.ย. 2568 เวลา 18.16 น. • เผยแพร่ 03 พ.ย. 2568 เวลา 11.16 น.

ทายาทรุ่น 3 ชุมชนหัตถกรรมมีดอรัญญิก พลิกโฉมการผลิตสินค้าจากเหล็กสู่สแตนเลสคุณภาพสูงสู้ศึกสินค้าจีนถูก-ความผันผวนของกำลังซื้อ งัดกลยุทธ์ รักษาจุดแข็งแฮนด์เมด ยืนหยัดขายผ่านโฮมโปร 40 สาขา เตรียมใช้ AI ทำนายตลาดประคองธุรกิจให้อยู่รอดรอวันภาคท่องเที่ยวและเศรษฐกิจโลกฟื้นตัว

3 พฤศจิกายน 2568 - จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจที่พึ่งพาภาคอุตสาหกรรม การเกษตร และการท่องเที่ยวเป็นหลัก โดยชุมชนอรัญญิกถือเป็นส่วนสำคัญของ เศรษฐกิจหัตถกรรมฐานราก ที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 2 ด้วยชื่อเสียงของ"มีดอรัญญิก"

ว่าที่ร้อยตรีพสิษฐ์ นาคะบุตร ผู้ประกอบการ กล่าวว่า การอยู่รอดทางธุรกิจต้องมาพร้อมกับการปรับตัว โดยเมื่อ 40 ปีที่แล้ว บริษัทได้เปลี่ยนจากวัสดุเหล็กมาเป็น สแตนเลส ซึ่งเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในการเพิ่มมูลค่าสินค้า จากสินค้าหัตถกรรมเหล็กที่มีราคาเพียง 10-20 บาทเป็นผลิตภัณฑ์บนโต๊ะอาหารจากสแตนเลส 304 ราคาเพิ่มมูลค่าขึ้นเป็น 50-60 บาทต่อชิ้นเจาะตลาดพรีเมียมได้สำเร็จ

พร้อมขยายขยายตลาดในประเทศผ่านช่องทางหลักที่สำคัญต่อภาพลักษณ์ของสินค้าหัตถกรรมไทย ได้แก่ สนามบินสุวรรณภูมิ และช่องทางค้าปลีกขนาดใหญ่ (Modern Trade) อย่าง โฮมโปร 40 สาขา

ว่าที่ร้อยตรีพสิษฐ์ นาคะบุตร ผู้ประกอบการ บริษัท โพธิ์ทอง อรัญญิก แฮนด์ดิเวอร์ค ผู้ผลิตและจำหน่ายชุดเครื่องใช้บนโต๊ะอาหารสแตนเลสและของพรีเมียม จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เปิดเผยถึงเส้นทางธุรกิจของหัตถกรรมชุมชนอรัญญิกที่ต้องเผชิญกับความท้าทายทางเศรษฐกิจในปัจจุบัน ว่าชุมชนทำมีดอรัญญิกมีรากฐานมาจาก ชาวลาวตั้งแต่ต้นสมัยรัชกาลที่ 2

โดยในยุคเฟื่องฟู ชุมชนทำมีดจากเหล็กและนำไปขายที่ตลาดอรัญญิก ซึ่งมีโรงสี โรงเลื่อย และโรงพนัน ดึงดูดผู้คนให้มาซื้อหาสินค้า จนมีดที่ผลิตจากที่นี่กลายเป็นที่รู้จักในชื่อ "มีดอรัญญิก" การขยายตัวของตลาดทำให้ในอดีตต้องมีการล่องเรือไปซื้อเหล็กจากสำเพ็งมาผลิตเพิ่ม

การเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญ: เมื่อประมาณ 40 ปีที่แล้ว ชุมชนเริ่มเปลี่ยนมาผลิต มีดและเครื่องใช้จากสแตนเลส โดย ว่าที่ร.ต. พสิษฐ์ ซึ่งเป็นผู้ประกอบการรุ่นที่ 3 กล่าวว่า การเปลี่ยนมาใช้วัสดุสแตนเลสที่ให้ความเงาและไม่เป็นสนิม ทำให้บริษัทสามารถยกระดับผลิตภัณฑ์จากมีดมาเป็น ช้อนและส้อมสำหรับเครื่องใช้บนโต๊ะอาหาร โดยการประยุกต์ไอเดียจากอินเทอร์เน็ต

  • การสร้างมูลค่าเพิ่ม: สินค้าจากเหล็กเดิมมีราคา 10-20 บาท (มีด) หรือ 30-40 บาท (สแตนเลส) แต่เมื่อเปลี่ยนเป็นช้อนสแตนเลสคุณภาพ มูลค่าสินค้าเพิ่มขึ้นเป็น 50-60 บาท และบางชิ้นมีราคาสูงกว่าเหล็กหลายเท่าตัว
  • การจัดหาวัตถุดิบ: ปัจจุบันบริษัทใช้สแตนเลสเกรด 304 เป็นหลัก ซึ่งนำเข้าจากต่างประเทศ เช่น เยอรมัน อินเดีย ญี่ปุ่น และจีน โดยเลือกใช้จาก อินเดีย เนื่องจากคุณภาพเหมาะสมกับราคา

พลวัตของตลาดและผลกระทบจากโควิด-19

ในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา ตลาดหลักของสินค้าสแตนเลสคุณภาพดีและราคาสูงของบริษัทคือ ลูกค้าต่างชาติในสหรัฐอเมริกา คิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 80% อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันพฤติกรรมผู้บริโภคเอเชียเริ่มตระหนักถึงการใช้สินค้าที่มีคุณภาพดีต่อสุขภาพและชีวิตประจำวันมากขึ้น ทำให้สัดส่วนลูกค้าที่ซื้อสินค้าสแตนเลสในกลุ่มคนมีกำลังซื้อสูงเพิ่มขึ้น

  • ปรากฏการณ์โควิด-19 (Pandemic Effect): ในช่วง 2-3 ปีแรกของการระบาด ว่าที่ร.ต. พสิษฐ์ ยอมรับว่ากังวลต่อการอยู่รอดของธุรกิจ แต่กลับกลายเป็นว่า ยอดขายเพิ่มสูงขึ้นถึง 20-30% เนื่องจากผู้บริโภคมีความกังวลเรื่องสุขอนามัยและสารตกค้าง ทำให้หันมาใช้ช้อนสแตนเลสคุณภาพสูงมากขึ้น
  • ภาวะหลังโควิด: ปัจจุบันยอดขายกลับเข้าสู่ ภาวะปกติ ลดลงจากช่วงพุ่งสูงสุด ช่องทางจำหน่ายหลักคือ ร้านค้าที่สนามบินสุวรรณภูมิ (ในบูธศูนย์ศิลปชีพระหว่างประเทศ) และการจำหน่ายผ่านร้านค้าปลีกสมัยใหม่ (Modern Trade) เช่น โฮมโปร (40 สาขา) โดยมีสัดส่วนลูกค้าชาวไทยและต่างชาติอยู่ที่ 50:50

ในช่วงที่ยอดขายลดลงจากปกติ บริษัทเคยต้องลดกำลังการผลิตลงอย่างมีนัยสำคัญ จากการผลิตช้อนได้วันละ 300 ชิ้น เหลือเพียง 100-120 ชิ้นต่อวัน และต้องใช้เงินเก็บเพื่อประคองธุรกิจและดูแลพนักงาน เนื่องจากลักษณะงานฝีมือ (แฮนด์เมด) ไม่สามารถทำงานจากที่บ้าน (WFH) ได้ แม้ในช่วงที่ไม่มีคำสั่งซื้อก็ตาม

ความท้าทายและกลยุทธ์การอยู่รอดในปัจจุบัน

  • การแข่งขันด้านราคา: ตลาดสินค้าเครื่องใช้บนโต๊ะอาหารเผชิญกับการแข่งขันที่รุนแรงจาก สินค้าจีนราคาถูก ที่เข้ามา โดยเฉพาะในช่วงที่กลุ่มร้านอาหารและโรงแรมต้องการลดต้นทุน แต่บริษัทฯ ยังคงมุ่งเน้นการผลิตด้วย คุณภาพและงานแฮนด์เมด เพื่อรักษาและเพิ่มมูลค่าสินค้า
  • ตลาดส่งออกที่ชะลอตัว: ตลาดส่งออกหลักในยุโรป เช่น อังกฤษและฝรั่งเศส รวมถึงมัลดีฟส์ สิงคโปร์ เกาหลี จีน และญี่ปุ่น ที่เคยส่งออกผ่านคนกลาง ได้ ชะลอตัวลงในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจในประเทศเหล่านั้น
  • การบริหารจัดการต้นทุนและช่องทาง: บริษัทฯ เคยเน้นการทำการตลาดด้วยการออกงานแสดงสินค้าเอกชนและภาครัฐทั่วประเทศ แต่หลังโควิดได้ เริ่มชะลอตัว เนื่องจาก ค่าใช้จ่ายในการออกบูธที่สูง และอายุที่มากขึ้นของผู้ประกอบการ ทำให้ปัจจุบันเน้นการออกบูธของรัฐบาล เช่น OTOP หรือกิจกรรมที่ไม่มีค่าใช้จ่ายในการเข้าร่วมไปก่อน เพื่อ ประคองตลาดหลัก (สุวรรณภูมิและโฮมโปร) ไว้

การลงทุนในอนาคตและความยั่งยืน

  • การพัฒนาเทคโนโลยี: บริษัทฯ มีแผนที่จะพัฒนาและนำ เทคโนโลยี AI มาใช้ในการวิเคราะห์ เทรนด์ พฤติกรรมผู้บริโภค และความต้องการของตลาด เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการออกแบบและวางแผนธุรกิจ
  • การรักษาช่างฝีมือ: ความท้าทายที่สำคัญที่สุดคือการ รักษาช่างฝีมือ ที่มีทักษะและใจรักไว้ เนื่องจากช่างฝีมือเหล่านี้หากออกจากระบบไปแล้วจะไม่กลับมา บริษัทฯ จึงต้องดูแลและให้ความสำคัญ
  • การขยายฐานลูกค้า: มีแผนที่จะขยายตลาดไปยังกลุ่มผู้สูงวัย (Senior) โดยเริ่มออกแบบช้อนที่ เบา และกลุ่มเด็ก โดยทำช้อนเล็กแต่มีด้ามยาว
  • ความยั่งยืนของกิจการ: ว่าที่ร.ต. พสิษฐ์ ยอมรับว่าต้อง ยืนหยัดในตลาดหลัก และประคองสถานการณ์ไปก่อนโดยได้รับสนับด้านเงินลงทุนหมุนเวียนจาก ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย หรือSME D Bank และหวังว่าภาคการท่องเที่ยวจะฟื้นตัว และยังต้องพิจารณาในอนาคตว่าลูกหลานจะสนใจเข้ามารับช่วงต่อในฐานะรุ่นที่ 4 หรือไม่

"เราอยากโต แต่ตลาดไม่ตอบสนองเรา เราพยายามไม่ให้ยอดขายต่ำกว่าเดิม" ผู้ประกอบการกล่าวถึงความมุ่งมั่นที่จะรักษาเสถียรภาพของธุรกิจเอาไว้ และพร้อมจะกลับเข้าสู่ตลาดงานแสดงสินค้าที่มีศักยภาพ เช่น ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ที่เคยประสบความสำเร็จในการขายให้กับคนเมืองที่มีกำลังซื้อสูง หากภาวะเศรษฐกิจและกำลังซื้อโดยรวมกลับมาฟื้นตัวอย่างชัดเจน

อ่านข่าว แวดวงธุรกิจ ที่น่าสนใจ ทั้งหมด ได้ที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...