ข้าไม่ใช่ตัวประหลาด
ข้อมูลเบื้องต้น
ระดับพลัง
-ระดับต่ำ
-ระดับกลาง
-ระดับสูง
-ระดับจิตวิญญาณ
-ระดับศักดิ์สิทธิ์
-ระดับเซียน
-ระดับเทพ
-ระดับเทวะ
พลังธาตุ
ธาตุสามัญ
-ธาตุดิน
-ธาตุน้ำ
-ธาตุลม
-ธาตุไฟ
ธาตุพิเศษ
-ธาตุพฤกษา (ผู้ใช้โอสถ)
-ธาตุแสง (ผู้ใช้อักขระ)
-ธาตุเงา (ผู้ใช้มิติ)
-ธาตุมืด (ธาตุของปีศาจ)
ระดับของโอสถและระดับของอักขระ
-ระดับต่ำ
-ระดับกลาง
-ระดับสูง
-ระดับจิตวิญญาณ
-ระดับศักดิ์สิทธิ์
-ระดับเซียน
-ระดับเทพ
-ระดับเทวะ
ค่าเงิน
-ศิลาทองแดง
-ศิลาเงิน
-ศิลาทอง
-ศิลาเพชร
-ศิลาหยก
(ศิลาทองแดง 100 ก้อน เท่ากับ ศิลาเงิน 1ก้อน
ศิลาเงิน 100 ก้อน เท่ากับ ศิลาทอง 1 ก้อน
ศิลาทอง 100 ก้อน เท่ากับ ศิลาเพชร 1 ก้อน
ศิลาเพชร 100 ก้อน เท่ากับ ศิลาหยก 1 ก้อน)
###ลงให้อ่านฟรีครบห้าตอนแล้วจะติดเหรียญนะคะ
(ภาคเกิดใหม่) เริ่มต้น
จุดเริ่มต้น
"มนุษย์ทดลองหมายเลขศูนย์ในที่สุดผมก็หาคุณจนพบ"
เสียงแหบทุ้มดังขึ้น ก่อนที่ชายวัยกลางคนซึ่งมีรูปร่างสันทัดคนหนึ่งจะเดินเข้ามาในห้องสี่เหลี่ยมที่มีกรงขังสีขาวตั้งอยู่ตรงกลางห้อง
ด้านในกรงขังมีผู้หญิงคนหนึ่งนั่งนิ่งอยู่ตรงกลางด้วยใบหน้าที่เรียบเฉย หญิงสาวคนนี้มีอายุราวห้าสิบปีได้ แต่รูปร่างและหน้าตาของเธอยังคงเป็นเพียงเด็กสิบขวบเท่านั้น ดังเช่นวันแรกที่เธอต้องเข้ารับการทดลอง การทดลองที่เปลี่ยนเธอให้กลายเป็นสัตว์ประหลาด!
"ผมแปลกใจมากที่คุณยอมให้พวกเราจับตัวได้ง่ายๆ"
"หาเจอแล้วใช่ไหม"
"…"
"วิธีที่ใช้ฆ่าฉัน"
เธอไม่สนใจว่าอีกฝ่ายต้องการจะพูดอะไร เพราะสิ่งที่ทำให้เธอยอมอยู่ในกรงขังราวกับเป็นสัตว์ร้ายได้มีเพียงเหตุผลเดียวเท่านั้น…นั่นคือความตาย
สายตาเย็นชามองไปยังร่างของคนตรงหน้าที่เธอเคยเรียกเขาว่าเพื่อน เธอเข้ามาในสถาบันวิจัยแห่งนี้พร้อมกันกับเขา ในขณะที่คนตรงหน้าถูกเลี้ยงดูให้เป็นนักทดลอง แต่ตัวเธอกลับถูกนำมาทดลอง ซึ่งไม่ได้ต่างอะไรไปจากสัตว์ตัวหนึ่ง!
เธอถูกฉีดสารทดลองมากมายเข้ามาในร่างกาย ทุกๆ คืนวันเธอต้องทนรับความเจ็บปวดอย่างแสนสาหัส ร้องไห้จนน้ำตาแทบจะเป็นสายเลือด ความทรมานเริ่มต้นขึ้นและไม่มีวันจบ เธอไม่รู้ด้วยซ้ำว่าพวกเขากำลังทดลองเรื่องอะไรและทำไมต้องเป็นเธอ ที่เธอทำได้มีเพียงแค่กัดฟันทนรับความเจ็บปวดนั้นเอาไว้ จะหนีก็ไม่ได้ จะตายก็ไม่ได้…จนในที่สุด วันที่ทุกคนในสถาบันวิจัยรอคอยก็มาถึง
สารทดลองตัวใหม่มีโอกาสสำเร็จถึงเก้าสิบเปอร์เซ็นต์ ทุกคนบอกว่าถ้าสารทดลองตัวนี้เห็นผลที่แน่ชัด เธอก็จะได้เป็นอิสระ ความหวังที่ไม่เคยมี ในที่สุดมันก็เกิดขึ้นเพราะคำพูดนั้น เด็กสิบขวบยิ้มอย่างยินดี แต่ว่านั่นกลับกลายเป็นยิ้มสุดท้ายของเธอ!
เพราะสารทดลองตัวใหม่ มันคือนรก!
มันเปลี่ยนร่างกายของเธอให้แข็งแรงดุจเหล็กกล้า ไม่ว่าอาวุธใดก็ทำร้ายและทำอันตรายต่อเธอไม่ได้ ประสาทสัมผัสของเธอดีเยี่ยม ร่างกายนี้เย็นเฉียบราวกับว่าไม่ใช่มนุษย์ แม้กระทั่งพิษร้ายหรือโรคภัยต่างก็ทำอะไรเธอไม่ได้
ผลลัพธ์ที่เกิดกับเธอดีกว่าที่ทุกคนในสถาบันวิจัยคาดการณ์ แม้มันจะดีต่อการทดลองของพวกเขามากแค่ไหน แต่มันก็เป็นปัญหาเช่นกัน เพราะว่าพวกเขาไม่สามารถเอาเลือดของเธอมาใช้งานในการทดลองได้
เนื่องจากร่างกายนี้แข็งแกร่งเกินไป ไม่ว่าจะเป็นเข็ม มีด หรือคมดาบใด ต่างก็ไม่อาจจะทำให้ร่างกายของเธอเป็นแผลหรือมีเลือดไหลออกมาได้
นับจากนั้นเธอจึงถูกฝึกฝนให้กลายเป็นอาวุธสังหาร เป็นสินค้าที่หลายประเทศต้องการจะครอบครองและต้องการจะทำลายทิ้ง จนในที่สุดเธอก็ต้องหนีจากการถูกตามไล่ล่า ต้องใช้ชีวิตอย่างหลบซ่อนอยู่ในป่าเขา อยู่ให้ห่างไกลจากผู้คนและต้องอยู่อย่างโดดเดี่ยวเดียวดายมาโดยตลอด
ความหวังเดียวในชีวิตของเธอตอนนี้คือความตายเท่านั้น และเธอก็คาดหวังให้มันเป็นวันนี้
"เรามีสารทดลองตัวใหม่ ไม่แน่ว่าคุณอาจจะกลับมาเป็นเหมือนเดิม"
"ไม่ ฉันไม่ต้องการ"
"คุณแน่ใจใช่ไหมมนุษย์ทดลองหมายเลขศูนย์"
"แน่ใจ" หญิงสาวในร่างเด็กพยักหน้าลงอย่างเย็นชาไร้ความรู้สึก
กลับไปเป็นแบบเดิม? เมื่อก่อนเธอเป็นแบบไหน เธอยังจำไม่ได้เลย แล้วเธอจะกลับไปเป็นมันได้ยังไง?
"ก็ได้ ผมเข้าใจแล้ว" ชายวัยกลางคนยอมแพ้ทั้งๆ ที่เขาหวังให้เธอมีชีวิตอยู่ต่อไป แต่นั่นคงไม่ใช่สิ่งที่เธอต้องการ และเขาก็ทำได้เพียงแค่ทำตามความปรารถนาของเธอ เพื่อชดใช้ในสิ่งที่ครอบครัวของเขาเคยทำเอาไว้กับเด็กผู้หญิงคนนั้นที่เขาเคยหลงรัก
"ขอบคุณ" น้ำเสียงอันแผ่วเบาดังขึ้นมา ก่อนที่เขาจะได้เห็นรอยยิ้มของเธอเป็นครั้งสุดท้าย รอยยิ้มที่เขาไม่ได้เห็นมานานแสนนานแล้ว
"ลาก่อนนะ…"
ผมรักคุณ
"มาแล้วรึ ข้ากำลังรอเจ้าอยู่เลย" เสียงที่ไม่คุ้นหูของหญิงชราดังขึ้นมาในหัวของเธอ ก่อนที่เธอจะรู้สึกถึงความอบอุ่นที่โอบล้อมไปทั่วทั้งร่างกาย
…นี่เธอตายแล้วใช่ไหม?
"เจ้าลืมตาขึ้นมาสิไป๋เสวี่ย"
แม้ชื่อที่เอ่ยเรียกจะไม่ใช่ชื่อของเธอ เพราะว่าเธอไม่เคยมีชื่อเรียก แต่ถึงอย่างนั้นเธอก็ยังลืมตาขึ้นมา และเมื่อลืมตาแล้ว ภาพของธรรมชาติที่ดูงดงามราวสรวงสวรรค์ก็ปรากฏให้เธอได้เห็น แม้เธอจะเคยใช้ชีวิตอยู่ในป่าที่อุดมสมบูรณ์ แต่ที่นี่กลับสมบูรณ์ยิ่งกว่ามาก ราวกับว่าภาพที่เธอเห็นมันไม่ใช่ของจริง แต่สร้างมาจากคอมพิวเตอร์กราฟิกมากกว่า
"…" เธอมองสำรวจไปรอบด้าน จนสายตามาหยุดอยู่ที่หญิงชราคนหนึ่งที่นั่งอยู่เบื้องหน้า แม้ผู้ที่อยู่เบื้องหน้าจะดูใจดี แต่อะไรบางอย่างบอกกับเธอว่าคนคนนี้ไม่ใช่คนธรรมดา
"ฉันตายแล้วใช่ไหม" เธอถามขึ้น เพราะนั่นคือสิ่งที่เธออยากรู้มากที่สุด มากกว่าจะสนใจว่าคนตรงหน้าเป็นใครกันแน่
"บนโลกใบนั้นเจ้าตายแล้วไป๋เสวี่ย"
"ฉันไม่มีชื่อ"
"มันเป็นชื่อของเจ้า"
"คุณหมายความว่ายังไง"
เธอไม่เข้าใจและมองหญิงชราตรงหน้าด้วยความรู้สึกซับซ้อนและสับสน
"ชื่อของเจ้าคือไป๋เสวี่ย ตอนนี้เจ้าได้ชดใช้เวรกรรมทั้งหมดจนหมดสิ้นแล้ว ยามนี้ถึงเวลาที่เจ้าจะได้ไปเกิดเสียที"
หญิงชราเอ่ยพูดด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล ราวกับว่านั่นจะช่วยปลอบประโลมจิตใจที่บอบช้ำของเธอให้กลับมาเข้มแข็งได้
"ฉันไม่อยากเกิดใหม่แล้ว" เธอส่ายหน้าปฏิเสธ เพราะเธอไม่ต้องการชีวิตใหม่ เธอไม่ต้องการมัน
"แต่ที่ที่เจ้าจะถือกำเนิด เจ้าไม่ใช่ตัวประหลาด และที่สำคัญเจ้ามีครอบครัวที่กำลังรอคอยให้เจ้ากลับไปอยู่"
หญิงชรายิ้มและกล่าวขึ้นมา เหมือนกับว่าเธอรู้จักหญิงสาวเบื้องหน้าดีและรู้ว่าสิ่งสูงสุดที่อีกฝ่ายต้องการคือสิ่งใด
'ครอบครัว'
คำๆ นี้ทำให้หญิงสาวผู้ถูกเอ่ยเรียกว่า ไป๋เสวี่ย ร่างกายแข็งทื่อไป เพราะของแบบนั้นเธอไม่เคยคิดว่าตนเองจะมีโอกาสได้ครอบครอง ครอบครัวมันเป็นยังไงกัน? ดีหรือไม่ดี อบอุ่นหรือเปล่า มีความสุขไหมและพวกเขาจะรักเธอไหม นั่นเป็นสิ่งที่เธอทั้งอยากรู้และไม่อยากรู้ เพราะเธอไม่อยากจะคาดหวังถึงมัน
"พวกเขารักเจ้ามาก เจ้าคือคนที่สำคัญที่สุด" ดั่งว่าคำพูดของหญิงชราเป็นประโยคศักดิ์สิทธิ์ ที่ทำให้หัวใจของเธอสั่นไหวอย่างรุนแรงอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
…ครอบครัว
แค่คำนี้คำเดียวก็ทำให้หัวใจที่ด้านชามาเนิ่นนานหลายสิบปีมีความรู้สึกขึ้นมาได้ เธออยากมีครอบครัว อยากรู้จริงๆ ว่าความรู้สึกของคนที่มีครอบครัวและไม่ต้องอยู่อย่างโดดเดี่ยวและเดียวดายมันเป็นยังไง
"ข้าจะถามอีกครั้ง เจ้าอยากจะไปเกิดหรือไม่ไป๋เสวี่ย?"
"ฉัน…อยากมีครอบครัว"
นั่นคือสิ่งที่เธอเคยปรารถนา เนิ่นนานจนหลงลืมไปแล้วว่าเคยปรารถนาถึงมัน หญิงสาวในร่างของเด็กหญิงก้มหน้าลง อย่างน้อยก่อนตายเธอก็อยากจะลองครอบครองในสิ่งที่ใจเคยต้องการดูสักครั้ง
"ดี เช่นนั้นจำไว้ต่อไปนี้เจ้าชื่อไป๋เสวี่ย เป็นหลานสาวของไป๋หลิง มีพี่ชายชื่อไป๋ซาน พี่สะใภ้ชื่อจิวอิง หลานชายชื่อไป๋เทียนและหลานสาวชื่อไป๋หลัน ส่วนที่นี่ข้ายกให้เจ้าเป็นของขวัญพบหน้า เพียงกำหนดจิตใจและนึกถึงที่แห่งนี้เท่านั้น แล้วเจ้าก็จะกลับคืนมาได้"
"แล้วท่าน…"
"ที่นี่ข้ายกให้เจ้าแล้ว ข้าไม่สามารถกลับมาได้อีก"
"แล้วถ้าฉันอยากเจอท่านล่ะคะ"
"เมื่อเจ้าตายอีกครั้ง ก็จะได้พบเจอกับข้าเอง"
"…"
"เอาล่ะ ถึงเวลาต้องไปแล้วไป๋เสวี่ย ข้าขอให้เจ้าโชคดี"
"ขอบคุณ"
วูบ
นามของข้าคือไป๋เสวี่ย
นามของข้าคือไป๋เสวี่ย
"ท่าน…ท่านปู่ทวด! ท่านอาฟื้นแล้ว! ท่านพ่อท่านแม่! ท่านอา ท่านอาลืมตาแล้ว!"
เสียงวุ่นวายดังขึ้นมาเมื่อเธอลืมตาตื่น เธอรู้สึกว่าร่างกายนี้ไร้เรี่ยวแรงเป็นอย่างมาก ความรู้สึกอ่อนแอแบบนี้เธอไม่มีมานานแค่ไหนแล้วนะ ตากลมกะพริบลงเล็กน้อยเพื่อไล่ความสับสนที่มี ก่อนจะมองเห็นคนจำนวนหนึ่งที่กำลังวิ่งตรงมาหาเธอด้วยความดีใจ
เด็กน้อยตรงหน้าที่เป็นคนร้องตะโกนเสียงดัง มองเธอแล้วยิ้มกว้างอย่างไร้เดียงสา มือเล็กจับมือของเธอเอาไว้แน่น นี่เป็นครั้งแรกที่มีคนจับมือเธอด้วยความยินดีแบบนี้ เป็นครั้งแรกที่มีคนยิ้มเมื่อได้พบหน้าเธอ
นี่คือครอบครัวของเธอใช่ไหม
ขอให้ใช่พวกเขาด้วยเถอะ
หลายวันหลังจากที่ไป๋เสวี่ยมาเกิดใหม่ นางเคยคิดว่าการเกิดใหม่คือการคลอดออกมาจากครรภ์มารดา แต่ทว่าไม่ใช่สำหรับนาง นางเกิดใหม่ในร่างของเด็กผู้หญิงอายุสิบปี ที่มีนามว่าไป๋เสวี่ย
ไป๋เสวี่ยอาศัยอยู่กับท่านปู่ไป๋หลิงและพี่ชายนามไป๋ซาน ครอบครัวของนางเป็นคนชนชั้นกลาง ที่มีอาชีพหาและค้าขายสมุนไพร เพราะท่านปู่เป็นผู้ใช้โอสถระดับสูง นาง ท่านปู่ และพี่ชายของนาง อาศัยอยู่ที่หมู่บ้านม่านหมอก ซึ่งติดอยู่กับป่าร้อยอสูรที่น่าหวาดกลัว
ตอนที่ไป๋เสวี่ยอายุสิบปี นางได้ติดตามท่านปู่เข้าไปหาสมุนไพรในป่าร้อยอสูรชั้นนอก แต่โชคร้าย เพราะนางถูกอสรพิษเหมันต์ระดับสูงที่ไม่สมควรจะอยู่ที่ป่าชั้นนอกทำร้ายจนเกือบตาย โชคดีที่ท่านปู่ช่วยถอนพิษของอสรพิษเหมันต์ได้ทันเวลา
แต่ถึงอย่างนั้นไอความเย็นของอสรพิษเหมันต์ก็แทรกซึมเข้าไปในร่างกายของนาง จนทำให้นางเข้าสู่ห้วงนิทรา และหลับใหลไปอย่างยาวนานถึงสิบปี
นั่นก็หมายความว่าตอนนี้ แท้จริงแล้วไป๋เสวี่ยมีอายุยี่สิบปีแล้วหาใช่สิบปีอย่างเช่นรูปลักษณ์ภายนอก แต่เพราะไอเย็นที่แช่แข็งร่างกาย นี่จึงทำให้นางต้องหยุดการเจริญเติบโตไปด้วย
ตอนแรกนางกังวลเป็นอย่างมาก เพราะกลัวว่าตัวเองจะกลายเป็นเด็กไปตลอดกาลดังเช่นชาติที่ผ่านมา นางกลัวจะถูกมองว่าเป็นตัวประหลาดอีกครั้ง แต่ความกังวลเหล่านั้นก็หมดไป เมื่อนางเริ่มรู้จักโลกใบนี้มากยิ่งขึ้น โลกที่แตกต่างกับโลกก่อนราวกับว่าที่แห่งนี้เป็นโลกเวทมนตร์ในภาพยนต์เรื่องดังที่นางเคยเห็นผ่านตา…
ด้วยเวลาที่ไป๋เสวี่ยหลับไปยาวนานถึงสิบปี ตอนนี้พี่ชายของนางจึงมีอายุยี่สิบห้าปีแล้ว และเขาก็ได้แต่งงานกับพี่สะใภ้ที่ชื่อว่าจิวอิงเมื่อห้าปีก่อน จนตอนนี้ก็มีลูกด้วยกันสองคนเป็นฝาแฝดชายหญิงนามว่าไป๋เทียนกับไป๋หลัน
ส่วนจิวอิงก็ไม่ใช่ใครอื่น เพราะนางเป็นเพื่อนสมัยเด็กของไป๋เสวี่ยนั่นเอง
"ท่านอา ท่านอาเจ้าขา"
"ข้าอยู่ตรงนี้" ไป๋เสวี่ยขานรับเสียงเรียกของหลานสาวตัวน้อย ก่อนที่นางจะมองเห็นร่างกลมอ้วนเหมือนตุ๊กตาหิมะของไป๋หลัน ที่กำลังวิ่งตรงมาหานาง
"ท่านอา ท่านพ่อบอกว่าท่านอามีธาตุพฤกษาเหมือนท่านปู่ทวดจริงหรือไม่เจ้าคะ?" ไป๋หลันถามขึ้น ตากลมโตคู่น้อยมองไป๋เสวี่ยด้วยความสงสัย
"ใช่" ไป๋เสวี่ยพยักหน้ารับ
เรื่องพลังธาตุก็เป็นอีกเรื่องที่ไป๋เสวี่ยจำเป็นต้องเรียนรู้ โชคยังดีที่นางยังพอมีความทรงจำของไป๋เสวี่ยคนก่อนหลงเหลืออยู่บ้าง ไม่เช่นนั้นนางคงจะทำตัวไม่ถูกที่ตนเองได้กลายเป็นผู้มีพลังวิเศษ และถ้าหากว่านี่เป็นชีวิตในโลกก่อน ไป๋เสวี่ยก็คงจะถูกเรียกว่าแม่มดเป็นแน่
"ดีจังเลยเจ้าค่ะ หลันเอ๋อร์เองก็อยากมีธาตุพฤกษา แต่ท่านพ่อกับท่านแม่ข้ามีธาตุดินหาใช่ธาตุพฤกษาไม่"
"อย่าได้กังวลไป แม้พ่อแม่ของเจ้าจะไม่มีธาตุพฤกษา แต่เจ้าก็เป็นหลานของข้าเป็นหลานของท่านปู่ มีสายเลือดของตระกูลไป๋ ไม่แน่เจ้าก็อาจจะมีธาตุพฤกษาดั่งที่ใจหวังก็เป็นได้" ไป๋เสวี่ยพูดตามหลักความเป็นจริงของสิ่งที่เรียกว่าการถ่ายทอดทางพันธุกรรม
ส่วนเรื่องที่ไป๋หลันยังไม่รู้ว่านางถือครองธาตุใดนั้น เป็นเพราะว่านางยังอายุยังไม่ถึงห้าปีดี จึงไม่สามารถทดสอบพลังธาตุได้ ไป๋เสวี่ยรู้มาว่าการจะทดสอบพลังธาตุในร่างกาย จะต้องทำในตอนที่อายุครบห้าปีบริบูรณ์เท่านั้น ซึ่งตอนนี้ฝาแฝดทั้งสองยังอายุไม่ถึงเกณฑ์นั้น
"จริงหรือเจ้าคะท่านอา!" ไป๋หลันร้องขึ้นด้วยความยินดีเมื่อได้ฟังคำพูดของไป๋เสวี่ย
"ข้าไม่จำเป็นต้องโกหกเจ้า"
"หลันเอ๋อร์เข้าใจแล้ว! หลันเอ๋อร์จะนำเรื่องนี้ไปบอกกับเจ้าทึ่มเทียนเอ๋อร์" ไป๋หลันยิ้มกว้างและรีบวิ่งจากไป แน่นอนว่านางคงจะวิ่งไปหาไป๋เทียนผู้เป็นพี่ชายฝาแฝด
ไป๋เสวี่ยมองตามร่างเล็กไป ก่อนจะระบายยิ้มออกมาบางๆ คล้ายมีคล้ายไม่มี นางไม่ได้รู้สึกรำคาญไป๋หลันที่มักจะวิ่งมาหานางเสมอ แต่นางกลับรู้สึกถึงจิตใจที่กำลังสงบลง ความเครียดความกดดันความหวาดกลัวและทุกสิ่งอย่างที่นางเคยรู้สึกเหมือนกับว่ามันได้ถูกวางลงไปแล้ว
ต้องขอบคุณหญิงชราท่านนั้นที่ให้นางมาเกิดในครอบครัวที่อบอุ่นมากถึงเพียงนี้
"หลันเอ๋อร์มากวนเจ้าอีกแล้วหรือ" กระแสเสียงที่อบอุ่นดังขึ้นมา ผู้ที่มาก็คือไป๋หลิง
"เพราะนางยังเด็ก จึงมีเรื่องสงสัยมากมายเจ้าค่ะ" ไป๋เสวี่ยหันหน้ามาตอบท่านปู่ของตนที่กำลังนั่งลงและมองหน้านางด้วยแววตาที่อ่อนโยนพร้อมทั้งหัวเราะออกมาเบาๆ
"แล้วเจ้าไม่เด็กหรือหลานข้า?" ไป๋หลิงกล่าวถาม ในสายตาของผู้ชราแล้ว ไป๋เสวี่ยก็ยังเป็นเด็กเช่นกัน
"ข้าอายุยี่สิบแล้วท่านปู่" คิ้วบางขมวดลงเล็กน้อยเหตุใดทุกคนจึงชอบพูดว่านางเป็นเด็ก หรือเป็นเพราะว่านางสูงกว่าไป๋เทียนและไป๋หลันเพียงเล็กน้อยเท่านั้นหรือ?
แต่เรื่องนี้ไม่ยุติธรรม ถ้าจะโทษต้องโทษเจ้างูนั่นที่แช่แข็งนางเอาไว้
"อายุเท่าใดก็ยังเด็กสำหรับข้าอยู่ดี" ไป๋หลิงยิ้มเมื่อเห็นท่าทางของหลานสาว ก่อนที่เขาจะยกมือขึ้นมาลูบหัวนางอย่างแผ่วเบา
"ก็ท่านปู่อายุเป็นร้อยปีแล้ว จะให้ข้าแก่กว่าท่านได้อย่างไรเจ้าคะ"
"เพ้ย! เจ้าเด็กคนนี้ ฟื้นขึ้นมาก็หัดยอกย้อนข้าเสียแล้ว" ไป๋หลิงโวยวายใส่หลานสาว
แต่แม้ว่าเขาจะพูดจาด้วยเสียงอันดัง แต่ก็มองออกว่ากำลังอารมณ์ดีไม่ใช่ว่ามีโทสะ อีกทั้งแววตาก็ฉายชัดว่าในตอนนี้ผู้ชราแห่งสกุลไป๋นั้นมีความสุขเป็นอย่างมาก ซึ่งไป๋เสวี่ยเองก็รับรู้ได้
"จริงสิ ตำราพวกนี้ข้าอ่านหมดแล้วเจ้าค่ะ" ไป๋เสวี่ยส่ายหน้าไปมา ก่อนที่นางจะวางตำราเล่มหนาสิบเล่มลงตรงหน้าของไป๋หลิง
"อ่านหมดแล้วรึ?" ไป๋หลิงชะงักไป
เขามองไป๋เสวี่ยด้วยความแปลกใจ เพราะตำราสมุนไพรสิบเล่มนี้ตนเป็นผู้มอบให้ไป๋เสวี่ยได้ท่องจำเอง
ไป๋หลิงได้นำตำรามาให้ไป๋เสวี่ยได้อ่านในระหว่างที่นางกำลังพักฟื้นร่างกาย เพราะนางไม่อาจจะทำสิ่งใดได้มากนัก ไม่คาดว่าเพียงไม่กี่วันตำราสมุนไพรทั้งสิบเล่ม ไป๋เสวี่ยจะสามารถท่องจำมันจนครบทุกเล่มได้เช่นนี้
"ใช่เจ้าค่ะ ข้าอ่านจนครบและจำได้สมุนไพรทั้งหมดแล้ว" ไป๋เสวี่ยผงกศีรษะรับเบาๆ
"เสวี่ยเอ๋อร์เจ้าอย่าโกหกผู้เฒ่าเช่นข้า แค่ไม่กี่วันเจ้าจดจำสมุนไพรทั้งหมดได้อย่างกัน?" ไป๋หลิงพึมพำอย่างไม่อยากจะเชื่อนัก
"หากท่านปู่ไม่เชื่อ จะทดสอบข้าก็ย่อมได้"
"ใช่ๆ ข้าต้องทดสอบเจ้า เสวี่ยเอ๋อร์เจ้าตามปู่มา!"
หลังจากนั้นไป๋หลิงก็รีบเดินนำไป๋เสวี่ยมาที่ห้องเก็บสมุนไพรของตนก่อนจะเลือกสมุนไพรในนั้นออกมา และเริ่มทดสอบว่าสิ่งที่ไป๋เสวี่ยพูดมาเป็นเรื่องจริงหรือไม่
"ท่านปู่อยากทดสอบสิ่งใดหรือเจ้าคะ" ไป๋เสวี่ยเอ่ยถาม แม้จะพอคาดเดาได้แล้วก็ตามที
"บอกชื่อสมุนไพรและสรรพคุณที่ข้ากำลังจะนำออกมาให้เจ้าดู" ไป๋หลิงบอกวิธีการที่เขาจะใช้ทดสอบ ในมือมีตะกร้าทึบที่มองไม่เห็นภายในอยู่ ซึ่งในนั้นมีสมุนไพรที่ถูกเลือกมาทดสอบอยู่หลายชนิด
"ได้เจ้าค่ะ ข้าทราบแล้ว" ไป๋เสวี่ยพยักหน้าเมื่อเข้าใจคำสั่งของไป๋หลิง
แล้วหลังจากนั้นผู้เป็นท่านปู่ของนางก็เริ่มหยิบสมุนไพรที่คัดเลือกมสแล้วออกมาให้นางได้ทดสอบ ซึ่งไป๋เสวี่ยก็สามารถเอ่ยตอบได้อย่างง่ายดายและฉะฉาน
"หญ้าน้ำค้าง ระดับกลาง ช่วยเพิ่มกำลังให้ร่างกาย
ใบอนันต์ ระดับกลาง ช่วยฟื้นฟูบาดแผล
เม็ดหยกขาว ระดับต่ำ ช่วยขับไอเย็น
ใบวารีสามแฉก ระดับต่ำ ลดอาการตัวร้อน
เถาวัลย์สีแดง ระดับกลาง ช่วยห้ามเลือด
หญ้านิทรา ระดับต่ำ ช่วยให้หลับสบาย…"
ไป๋เสวี่ยนั่งอธิบายถึงสมุนไพรในตะกร้าไปทีละชนิดจนครบถ้วนอย่างไม่มีติดขัด ราวกับว่าทุกสิ่งอย่างถูกบันทึกเอาไว้ในหัวของนางหมดแล้วจริงๆ ในขณะที่ไป๋หลิงเองก็กำลังมองหลานสาวตัวน้อยของตนด้วยความตกตะลึงระคนยินดี
เพียงแค่ไม่กี่วัน ไป๋เสวี่ยก็สามารถจดจำสมุนไพรได้มากมายถึงเพียงนี้ และถ้าหากว่าเป็นจริงตามที่ไป๋เสวี่ยได้บอกมาก่อนหน้า เช่นนั้นก็แสดงว่าตอนนี้หลานสาวของเขาสามารถจดจำสมุนไพรเป็นพันชนิดในตำราทั้งสิบเล่มได้ทั้งหมดแล้ว เรื่องเช่นนี้แม้แต่ตัวของเขาเองก็ยังต้องใช้เวลาหลายสิบปีเลยทีเดียวในการจดจำสมุนไพรทั้งหมด!
"อัจฉริยะ! หลานของข้าเป็นอัจฉริยะ! ฮ่าๆ"
ไป๋เสวี่ยกะพริบตาและมองท่านปู่ของตนที่กำลังหัวเราะจนหนวดกระดิกอย่างไม่เข้าใจ หรือท่านปู่ของนางจะแก่จนเลอะเลือนไปเสียแล้ว จู่ๆ ถึงได้หัวเราะออกมาอย่างบ้าคลั่งเช่นนี้
ไม่ได้การแล้ว ข้าเพิ่งจะมีท่านปู่ จะปล่อยให้ท่านปู่ป่วยไม่ได้เป็นอันขาด เห็นทีคงจะต้องรีบศึกษาวิธีการปรุงยาและการรักษาแล้ว…เพื่อที่ตัวข้าจะได้รักษาท่านปู่ได้
หลานข้าเป็นอัจฉริยะ
หลานข้าเป็นอัจฉริยะ
หนึ่งเดือนผ่านไป นับจากวันที่ไป๋เสวี่ยได้มาเกิดใหม่
นางในยามนี้เคยชินกับการใช้ชีวิตบนโลกใบนี้แล้ว ซึ่งความจริงแล้วไป๋เสวี่ยก็ไม่จำเป็นต้องปรับตัวอันใดมาก เพราะนางเคยใช้ชีวิตอยู่ในป่าเขามาก่อน เรียกได้ว่าลำบากกว่านี้นางก็เคยผ่านมาแล้ว
และเนื่องจากร่างกายของไป๋เสวี่ยเพิ่งฟื้นตัว ทำให้นางไม่แข็งแรงมากพอที่จะฝึกฝนวรยุทธ์อย่างเช่นที่คนที่นี่นั้นได้ฝึกฝนกัน ทำให้หนึ่งเดือนมานี้ไป๋เสวี่ยไม่ได้ออกไปที่ใด นางใช้เวลาทั้งหมดในการท่องจำสมุนไพรทุกเล่มที่มีอยู่และฝึกฝนการปรุงยาโดยที่มีไป๋หลิงเป็นผู้สอนสั่ง
นี่ทำให้ตอนนี้ไป๋เสวี่ยได้กลายเป็น 'ผู้ใช้โอสถระดับกลาง' แล้ว
ไป๋เสวี่ยก้าวหน้าเร็วมาก มากเสียจนไป๋หลิงต้องหัวเราะแทบเสียสติอีกครั้งและพูดซ้ำไปซ้ำมาว่ามีหลานสาวเป็นอัจฉริยะ ส่วนไป๋เสวี่ยนั้นก็ได้แต่นั่งมองท่านปู่ของตนอย่างโง่งม เพราะสรุปแล้วอาการเช่นนี้ของไป๋หลิงไม่ได้เป็นอาการป่วยไข้ เขาเพียงแค่ดีใจมากเกินไปก็เท่านั้น
แต่เอาเถิดหากว่าไป๋หลิงมีความสุข ไป๋เสวี่ยเองก็มีความสุขเช่นกัน
"พี่สะใภ้เจ้าได้สิ่งใดมาหรือ"
ในระหว่างที่กำลังนั่งอ่านตำรา ไป๋เสวี่ยก็มองเห็นจิวอิงที่กำลังเดินผ่านมาพร้อมกับของบางอย่างที่นางไม่รู้จัก นี่จึงทำให้ไป๋เสวี่ยเอ่ยถามขึ้นมาอย่างนึกสนใจ
"นี่คือแก่นชีวิตสัตว์อสูร"
จิวอิงตอบพลางหยิบแก่นชีวิตสัตว์อสูรที่มีลักษณะคล้ายๆ แท่งแก้วใสและดูมันวาวออกมาให้ไป๋เสวี่ยได้ดูก่อนจะอธิบายเพิ่มเติม
"แก่นชีวิตสัตว์อสูรระดับต่ำ ขายได้สิบเหรียญทองแดง"
"เจ้ากำลังจะเอาไปขายหรือ?" ไป๋เสวี่ยถามต่อ
"ใช่แล้ว ข้าจะเอาไปขายที่เมืองเวหา" จิวอิงตอบกลับและเก็บแก่นชีวิตของสัตว์อสูรทั้งหมดกลับมาไว้ในตะกร้าตามเดิม
"ข้าไปด้วย"
"หืม? เจ้าจะไปด้วยหรือ?" จิวอิงทวนคำพูดของไป๋เสวี่ยอย่างแปลกใจ เพราะตั้งแต่ไป๋เสวี่ยฟื้นขึ้นมา นางก็เอาแต่หมกมุ่นอยู่กับเรื่องสมุนไพรและการปรุงยากับไป๋หลิงเท่านั้น ไม่ได้ทำสิ่งอื่นใดเลยจนทำให้ไป๋ซานเป็นกังวลใจอยู่ไม่น้อย
"ใช่ ข้าไปได้หรือไม่" ไป๋เสวี่ยตอบรับและถามกลับเมื่อเห็นสีหน้าแปลกใจของจิวอิง
"ไปได้ แต่เจ้าไม่ฝึกฝนปรุงยาหรือ?"
"วันนี้ข้าจะพัก"
"…"
"ข้ากลัวว่าถ้าปล่อยให้พี่สะใภ้เข้าเมืองไปเพียงลำพังแล้ว อาจจะมีบุรุษเข้ามาเกี้ยวพาเจ้าได้"
เมื่อเห็นว่าจิวอิงเงียบลงและไม่ตอบคำใดกลับมา ไป๋เสวี่ยจึงเอ่ยพูดเรื่องไร้สาระขึ้นและนั่นก็ทำให้จิวอิงใบหน้าเปลี่ยนสีเป็นแดงก่ำทันที พร้อมทั้งตวัดสายตามองไป๋เสวี่ยด้วยความขุ่นเคืองใจ
"ไป๋เสวี่ยนี่เจ้า!" จิวอิงถลึงตาใส่สหายตัวน้อย นางแต่งงานมีลูกสองคนแล้วจะมีบุรุษมาเกี้ยวพาได้อย่างไรกัน ไป๋เสวี่ยช่างพูดจาไร้สาระยิ่งนัก
"ข้าหาได้ไปเพียงผู้เดียว พี่ชายของเจ้าก็ไปด้วย" จิวอิงรีบเอ่ยคำอธิบายเพิ่มเติม ด้วยกลัวว่าไป๋เสวี่ยจะพูดจาเหลวไหลอีก
"ที่แท้พี่ชายข้าก็หวงเจ้ามาก" ไป๋เสวี่ยพยักหน้ารับคล้ายกับว่านางเข้าใจในเรื่องนี้อย่างถ่องแท้ และนั่นก็ยิ่งทำให้จิวอิงมีใบหน้าที่ขึ้นสีแดงระเรื่อมากกว่าเดิม
"เอ๊ะ! ไป๋เสวี่ย ข้าจะโกรธเจ้าแล้วนะ!"
"ข้าเป็นเพียงแค่เด็ก เจ้าจะโกรธเคืองข้าไปไย?"
ไป๋เสวี่ยยิ้มเล็กน้อย การได้หยอกล้อให้พี่สะใภ้เขินอายถือเป็นความสุขอย่างหนึ่งของนางกระมัง และก่อนที่จิวอิงจะได้ตอบโต้กลับคืน ไป๋เทียนก็วิ่งมาขัดจังหวะพอดี
และเมื่อไป๋เทียนรู้ว่าไป๋เสวี่ยจะเดินทางไปในเมืองด้วย เขาก็กระโดดไปมาอย่างตื่นเต้นยินดี และรีบจับจูงมือของไป๋เสวี่ยมาที่รถม้าโดยที่ไม่สนใจมารดาของตนเองอีกเลย
"ท่านอา! ท่านจะเข้าเมืองกับพวกเราหรือเจ้าคะ?" ไป๋หลันถามเสียงดังเมื่อเห็นไป๋เสวี่ยที่กำลังเดินมาพร้อมกับไป๋เทียน นางกับบิดาตอนนี้กำลังรอให้ไป๋เทียนไปตามมารดามา ไม่คิดว่าไป๋เทียนจะพาไป๋เสวี่ยมาด้วยเช่นนี้
สองแฝดรักท่านอาของพวกเขามาก เพราะเหตุนี้การที่ไป๋เสวี่ยจะเดินทางไปด้วย ทั้งสองจึงยินดีมาก
"ใช่แล้ว ข้าจะไปด้วย" ไป๋เสวี่ยพยักหน้ารับ
"ดีเลย! ข้าจะพาท่านอาไปซื้อเครื่องประดับ!"
"ไร้สาระ ข้าจะพาท่านอาไปดูอาวุธ" ไป๋เทียนไม่ยินยอม เขาเป็นคนนำทางท่านอามา เหตุใดไป๋หลันจึงมาแย่งท่านอาไปเช่นนี้
"เจ้าทึ่ม ท่านอาเป็นสตรีเหตุใดจะต้องซื้ออาวุธด้วย" ไป๋หลันมองแฝดพี่ด้วยความไม่พอใจ
"เครื่องประดับไร้ประโยชน์จะซื้อให้เปลืองเหรียญตราไปเพื่อเหตุอันใด ซื้ออาวุธย่อมดีที่สุด"
"เจ้า…"
"พอแล้ว ข้าจะไปกับพวกเจ้าทั้งสองร้าน"
หลังจากฟังเด็กสองคนทะเลาะกันจนพอ สุดท้ายไป๋เสวี่ยก็เป็นคนหยุดไม่ให้หลานของนางทะเลาะกันไปมากกว่านี้ ก่อนที่นางจะหันไปเอ่ยกับพี่ชายที่มีสีหน้าเหนื่อยใจกับบุตรของตนไม่น้อย แต่ถึงแม้จะเป็นเช่นนั้นแววตาของไป๋ซานก็ยังคงมีความสุขมากอยู่ดี
"ไปกันเถอะเจ้าค่ะ ข้าอยากไปเที่ยวในเมืองแล้ว" ไป๋เสวี่ยยิ้มให้ไป๋ซานและพูดขึ้นมา
"พี่ยอมรับเจ้าจริงๆ เสวี่ยเอ๋อร์ แค่ประโยคเดียวก็ทำให้เจ้าจอมซนทั้งสองหยุดทะเลาะกันได้แล้ว" ไป๋ซานเอ่ยชมน้องสาวก่อนจะยกมือขึ้นลูบศีรษะของนางด้วยความรักใคร่จริงใจ
"ไม่เช่นนั้นท่านปู่จะเรียกข้าว่าอัจฉริยะได้หรือเจ้าคะ"
"ฮ่าๆ นั่นสินะ!" บุรุษตัวสูงหัวเราะชอบใจในคำพูดของน้องสาวตน
ซึ่งไป๋ซานก็ยอมรับด้วยเช่นกันว่าไป๋เสวี่ยนั้นคืออัจฉริยะอย่างแท้จริง เพราะนางพึ่งฟื้นคืนกลับมาได้เพียงไม่นาน แต่กลับฝึกฝนจนสามารถเป็นผู้ใช้โอสถระดับกลางได้แล้ว เรื่องนี้หากผู้อื่นรับรู้ก็ต้องกล่าวเรียกขานนางว่าอัจฉริยะไม่ต่างกัน
"ข้าเห็นจะมีก็เพียงเจ้าเท่านั้นที่ยกยอตัวเองเช่นนี้" จิวอิงที่เดินตามหลังมาอดที่จะพูดขึ้นและส่ายหน้าไปมาไม่ได้ แม้จะเป็นเรื่องจริงแต่ไม่เคยเห็นสตรีใดพูดออกมาอย่างมั่นอกมั่นใจถึงเพียงนี้
"หรือเจ้าอยากให้ข้ายกยอเจ้าแทนก็ได้นะพี่สะใภ้" ไป๋เสวี่ยหันไปยิ้มให้จิวอิงอย่างอารมณ์ดี
"พอเลยเสวี่ยเอ๋อร์! เจ้านี่มัน…" ผู้มีสถานะเป็นพี่สะใภ้ได้แต่กระทืบเท้าด้วยความหงุดหงิดใจ ก่อนจะรีบกระโดดขึ้นรถม้าไป จิวอิงยอมรับว่าฝีปากของตัวเองคมคายไม่เท่ากับสหายตัวน้อย เพราะเหตุนี้เมื่อรู้ว่าสู้ไปก็แพ้ จิวอิงจึงไม่คิดจะสู้ต่อ
"เช่นนั้นก็ไปกันเถิด" ไป๋ซานระบายยิ้มและขยับตามขึ้นรถม้า
สำหรับไป๋ซานนั้น ตั้งแต่ที่น้องสาวของเขาฟื้นคืน ความกังวลใจที่เคยมีทั้งหมดก็คลายลงไปได้มาก ท่านปู่เองก็กลับมามีชีวิตชีวามากกว่าเดิม ภรรยาของเขาเองก็ได้สหายกลับคืน หรือแม้แต่ลูกๆ ของเขาก็ยังรักและเชื่อฟังท่านอาเป็นอย่างดี
ด้วยเหตุนี้ไป๋ซานจึงคิดว่าการกลับมาของไป๋เสวี่ยถือว่าเป็นของขวัญอันล้ำค่าสำหรับครอบครัวของเขาอย่างแท้จริง