โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

SMEs-การเกษตร

เกษตรกรอินดี้ เนรมิตพื้นที่ 1 ไร่ ปลูกผักตามใจตัวเอง ทำรายได้วันละครึ่งหมื่น

เทคโนโลยีชาวบ้าน

อัพเดต 04 ส.ค. 2566 เวลา 07.33 น. • เผยแพร่ 07 ส.ค. 2566 เวลา 03.00 น.

“ทุกวันนี้โอ๋ภูมิใจกับอาชีพเกษตรของโอ๋มาก เพราะเราเลือกที่จะทำ เลือกในสิ่งที่ชอบมาตั้งแต่แรก เราไม่ได้ทำเพราะว่าเราไม่มีอะไรจะทำ แต่เราทำเพราะเราอยากทำ มันเลยมีความสุขในระหว่างทางอยู่แล้ว ถามว่าตรงนี้สำเร็จหรือไม่อย่างไร โอ๋ก็ไม่สามารถตอบได้ว่าเราทำสำเร็จไปแค่ไหน แต่เรารู้ว่าระหว่างทางที่เราเดิน หรือสิ่งที่เรากำลังทำอยู่เรามีความสุขมาก หากวันข้างหน้าเกิดอะไรขึ้นเราก็ไม่เสียดายแล้ว เพราะเราได้ทำเต็มที่กับที่สมองเราคิดแล้ว” ความในใจของคุณโอ๋ที่มีต่ออาชีพเกษตร ซึ่งผู้เขียนเชื่ออย่างเต็มร้อยว่าสิ่งที่คุณโอ๋สื่อสารออกมาน่าจะโดนใจใครหลายๆ คน

คุณพรนภา เจริญถิ่น หรือ คุณโอ๋ เจ้าของบ้านเฉลี่ยสุขฟาร์ม อยู่บ้านเลขที่ 46/2 หมู่ที่ 3 ตำบลย่านซื่อ อำเภอเมืองอ่างทอง จังหวัดอ่างทอง อดีตพนักงานการเงิน ผันตัวเป็นเกษตรกรอินดี้ ปลูกผักตามใจตัวเอง เน้นผลิตสินค้าคุณภาพ แม้มีพื้นที่ไม่มาก แต่ทำรายได้ครึ่งหมื่นต่อวัน

คุณโอ๋ เล่าให้ฟังว่า ก่อนที่จะมาเป็นเกษตรกร เคยทำงานประจำในตำแหน่งพนักงานการเงินมาก่อน ทำมาเป็นระยะเวลากว่า 3 ปี จนมาถึงจุดเปลี่ยนในวัยที่อายุครบ 27 ปี ตัดสินใจลาออกจากงานประจำ เพราะด้วยนิสัยส่วนตัวเป็นคนที่ชอบทำงานอยู่ในกรอบ รู้สึกว่างานประจำที่ทำอยู่ไม่ใช่ชีวิตที่ต้องการ และคิดว่าด้วยวัย 27 ปี ถ้าตัดสินใจช้ากว่านี้คงไม่มีเวลาสำหรับการล้มลุกคลุกคลานกับสิ่งที่อยากทำ และหากสิ่งนั้นไม่ประสบความสำเร็จยังพอหาทางออกไปทำอย่างอื่นได้

โดยในช่วงเริ่มต้นหลังจากที่ลาออกจากงานประจำ ตนเองกลับมายึดอาชีพขายเสื้อผ้าวินเทจออนไลน์ก่อน ซึ่งเป็นอาชีพเสริมที่ทำควบคู่กับงานประจำอยู่แล้ว แต่การขายเสื้อผ้าออนไลน์จะมีช่วงเวลาว่าง จึงคิดอยากหาอย่างอื่นทำเพิ่มเติม แล้วนึกขึ้นได้ว่าที่บ้านพ่อกับแม่ปลูกกล้วยน้ำว้าไว้ 1 ไร่ ด้วยเป็นคนชอบค้าขายอยู่แล้ว จึงอาศัยทักษะด้านนี้มาปรับใช้ด้วยการทดลองนำกล้วยน้ำว้าของที่บ้านมาแปรรูปทำกล้วยตาก แล้วสร้างแบรนด์ของตัวเอง พร้อมกับสร้างบรรจุภัณฑ์ให้ทันสมัย สะดวกกับผู้บริโภค พร้อมกับการพัฒนาสูตรเรื่อยๆ จนกล้วยตากที่ทำเริ่มติดตลาด ใช้เวลา 1 ปี การทำกล้วยตากกลายเป็นรายได้หลัก ผลผลิตที่มีอยู่ไม่เพียงพอนำไปสู่การสร้างรายได้สู่ชุมชนด้วยการรับซื้อกล้วยจากสมาชิกในเครือข่ายพร้อมกับทำประกันราคาตลอดทั้งปี

“ทุกอย่างที่เกิดขึ้นเราเริ่มจากจุดเล็กๆ ก่อน คือเริ่มจากตัวเรา พอความต้องการของตลาดมีมากขึ้น เราก็เริ่มวิ่งหาเกษตรกรเพื่อที่จะมาเป็นเครือข่ายของเรา เราก็รับซื้อผลผลิตอีกทีหนึ่ง โดยที่เราจะมีการประกันราคาผลผลิต รับราคาเดียวตลอดทั้งปี ต่อให้ในช่วงนั้นกล้วยจะราคาถูกเหลือกิโลกรัมละ 4 บาท เราก็รับซื้อในราคากิโลกรัมละ 10 บาท แต่มีข้อแม้ว่าเกษตรกรจะต้องตัดกล้วยแก่ให้เรา” คุณโอ๋ กล่าวถึงช่วงเริ่มต้นชีวิตการเป็นเกษตรกร

**นิยามการทำเกษตร

เดินทีละก้าว อย่างมั่นคง**

หลังจากที่เริ่มต้นสเต็ปแรกอย่างมั่นคงแล้ว คุณโอ๋ บอกว่า การก้าวเดินในสเต็ปที่สองก็ยังคงเดินช้าๆ อย่างมั่นคง เหมือนเดิม คือเมื่อกล้วยตากอยู่ตัวมีระบบการจัดการที่ดีแล้ว ก็มีการขยับขยายมาปลูกผักสลัด ที่มีจุดเริ่มต้นมาจากที่มองไปพื้นที่หน้าบ้านแล้วรู้สึกว่าพื้นที่ยังว่าง ไอเดียการปลูกสลัดจึงผุดขึ้นมาในหัว และเริ่มลงมือปลูกจากแปลงเล็กๆ ไว้กินเองก่อน ปลูกทั้งๆ ที่ไม่มีความรู้เรื่องการเกษตรเลยด้วยซ้ำ อาศัยขอความรู้จากพี่ๆ ที่รู้จักกันในเฟซบุ๊ก คอยช่วยสอนเทคนิคต่างๆ ก็ทำตามมาเรื่อยๆ จนปลูกผักได้สำเร็จ และด้วยความที่เป็นคนติดโซเชียลอยู่แล้ว ก็ใช้โอกาสตรงนี้ถ่ายรูปผักสลัดที่ปลูกเองลงอวดเพื่อนในเฟซบุ๊ก แล้วปรากฏว่ามีหลายคนสนใจทักเข้ามาสอบถามซื้อผักสลัดที่เราปลูก ก็เริ่มจากจุดนี้ จุดที่เราชอบ แล้วทำรายได้ให้เราด้วย แถมยังได้ความสวยงามจากสีสันที่หลากหลายของผักสลัดอีกด้วย ถือเป็นการแต่งบ้านไปในตัว จึงเริ่มมองเห็นโอกาสสร้างรายได้ในสเต็ปที่สองคือการขยายแปลงปลูกจาก 1 แปลง เป็น 9 แปลง และปลูกเป็นผักอินทรีย์เท่านั้น

“พอเริ่มปลูกผักสลัด ตอนนี้ปลูกอยู่ 9 แปลง บนพื้นที่ 1 งาน ด้วยความที่เราทำเองไม่ได้จ้างลูกน้อง แล้วทำเป็นอินทรีย์ด้วย หากทำมากกว่านี้มันก็จะเกินกำลังเรา เราก็เปลี่ยนทัศนคติว่าไม่จำเป็นต้องทำเยอะแต่มาเน้นการผลิตของให้มีคุณภาพดีกว่า เพราะเมื่อสินค้าเรามีคุณภาพแล้ว เราก็สามารถขายได้ในราคาที่สูงขึ้น โดยที่ไม่ต้องปลูกเยอะๆ อย่างผักสลัดของที่อื่นในอ่างทองจะขายผักสลัดกิโลกรัมละ 80-100 บาท แต่สวนเราขายได้กิโลกรัมละ 150 บาท ถึงแม้ว่ากำลังการผลิตเราน้อยแต่เราขายได้ราคาสูง เพราะผักของเราคุณภาพดีจริงๆ”

จากนั้นสเต็ปถัดมาคือการเปิดคาเฟ่ คือช่วงหลังจากปลูกผักสลัดได้ 3 ปี ขายทั้งอาหารและเครื่องดื่ม ในส่วนของอาหารจะใช้ผักสลัดที่ปลูกเองมาเป็นส่วนประกอบในอาหาร และเสิร์ฟเป็นผักเคียง ส่วนเครื่องดื่มเน้นน้ำสมุนไพรและน้ำผลไม้ตามฤดูกาล รวมถึงเปิดพื้นที่ให้พี่น้องเกษตรกรนำสินค้าเกษตรมาฝากขายที่ร้านได้ด้วย

**พื้นที่ 1 ไร่ ทำเงินครึ่งหมื่นต่อวัน

ทำได้ ไม่เกินจริง**

คุณโอ๋ อธิบายว่า ปัจจุบันทำเกษตรบนพื้นที่ 1 ไร่ แบ่งเป็นพื้นที่สำหรับสร้างบ้าน 1 งาน พื้นที่สำหรับแปรรูปกล้วยตาก 1 งาน พื้นที่สำหรับทำคาเฟ่ 1 งาน และพื้นที่สำหรับปลูกผักสลัด 1 งาน รวมเป็น 1 ไร่พอดี

โดยส่วนของพื้นที่ปลูกผักสลัด 1 งาน ปลูกผักได้ทั้งหมด 9 แปลง แบ่งเป็นแปลงใหญ่ขนาดกว้าง 1.50 เมตร ยาว 9 เมตร จำนวน 6 แปลง และแปลงเล็กขนาดกว้าง 1.50 เมตร ยาว 3 เมตร อีกจำนวน 3 แปลง

เลือกปลูกผักตามฤดูกาลที่เหมาะสม ไม่ฝืนธรรมชาติ ผักสลัดจะเริ่มปลูกตั้งแต่เดือนตุลาคม-มีนาคม เพราะหลังจากนั้นเมื่อเริ่มเข้าสู่ฤดูร้อน การปลูกผักสลัดจะยากขึ้น และใช้ต้นทุนที่สูงขึ้น จึงเลือกที่จะเอาประโยชน์ของฤดูร้อนมาใช้ในการทำกล้วยตากแทน ซึ่งถือเป็นการพักปรับปรุงดินไปในตัวด้วย เนื่องจากผักสลัดไม่ควรปลูกซ้ำที่เดิมหลายครั้ง จะทำให้ดินเสื่อมสภาพและเกิดโรคง่าย จึงใช้โอกาสช่วงพักแปลงปลูกปอเทืองเพื่อบำรุงดินให้พร้อมสำหรับการปลูกในฤดูถัดไป

เทคนิคการปลูกผักสลัด เน้นฟอร์มสวย ผักกรอบ ไม่ขม เริ่มต้นจากการเตรียมดิน เน้นใช้วัตถุอินทรีย์ที่หาได้ง่ายตามท้องถิ่น อย่างอ่างทองเป็นเมืองข้าว ก็จะมีวัตถุดิบ เช่น แกลบ รำ ฟาง และมูลสัตว์เยอะ ทางสวนก็นำเอาวัตถุอินทรีย์เหล่านี้มาเป็นส่วนผสมในการปรุงดินทั้งหมดดังนี้ 1. แกลบดิบ 2. แกลบดำ 3. รำละเอียด 4. ใบก้ามปู 5. มูลวัว มาผสมคลุกเคล้ากับดินให้เข้ากัน เสร็จแล้วรดด้วยน้ำหมักจุลินทรีย์สังเคราะห์แสงกับน้ำหมักมะพร้าวเทียมที่สามารถทำใช้ได้เอง เนื่องจากปัจจุบันไม่สามารถหาน้ำมะพร้าวได้ในจำนวนมากๆ จึงต้องมีการทำน้ำมะพร้าวเทียมขึ้นมือ ดังนี้ 1. รำละเอียด 2. น้ำตาลทราย และน้ำเปล่า ผสมในอัตรา น้ำเปล่า 3 ส่วน รำละเอียด 1 ส่วน น้ำตาลทราย 1 ส่วน หมักทิ้งไว้ 7 วัน จะได้ออกมาเป็นน้ำมะพร้าวเทียม เอามาผสมใช้กับน้ำเปล่า ราดลงไปในแปลง เพื่อให้กระบวนการย่อยสลายเร็วขึ้น

ถัดมาหลังจากผสมดิน รดด้วยน้ำอีกรอบพอชุ่มๆ ทำการขึ้นแปลงปลูกเป็นหลังเต่า แล้วใช้ฟางคลุม เพื่อเก็บความชื้นได้ดีจุลินทรีย์จะได้อยู่รอด จากนั้นเจาะรูหยอดน้ำใส่ในแปลงที่หมักดินไว้ อาทิตย์ละ 2 ครั้ง จนครบ 1 เดือน สามารถปลูกผักได้แล้ว

การเพาะเมล็ด เป็นการเพาะด้วยวิธีควบแน่น ใช้พีทมอสเป็นวัสดุปลูก จากนั้นโรยเมล็ดพันธุ์ลงไปในกล่องปิดฝา แล้วแช่ตู้เย็นทิ้งไว้ 24 ชั่วโมง เพื่อให้เมล็ดแตกตัว วันที่ 2 เมล็ดเริ่มแตกคล้ายกับสปอร์สีขาว วันที่ 3 เปิดฝาออกเพื่อให้พืชรับแสงตอนเช้าได้เร็วที่สุด เพราะว่าผักสลัดต้องการแสงมาก ถ้ารับแสงไม่ทันต้นจะยื่นทำให้อ่อนแอ แล้วพรมน้ำตามปกติ อย่าให้ชุ่มหรือแห้งไป วันที่ 4 ย้ายกล้าลงถาดหลุม โดยกระบวนการย้ายกล้าลงถาดหลุมควรทำให้เสร็จภายใน 7 วัน นับจากวันหว่านเมล็ด หลังจากย้ายกล้าลงถาดหลุมเสร็จ นับไปอีก 2 อาทิตย์ รดน้ำเช้า-เย็น หรือถ้าวันไหนอากาศร้อนจัดต้องรดตอนกลางวันด้วย

หลังจากวันที่หว่านเมล็ดครั้งแรกนับไปอีก 18 วัน จะทำการเช็กรากว่ารากเดินเต็มหลุมแล้วหรือยัง ถ้ารากเดินดีแล้วไม่มีปัญหาอะไร จะเริ่มย้ายกล้าลงแปลงปลูกตั้งแต่อายุ 18 วัน แต่ไม่เกิน 21 วัน หลังจากย้ายกล้าลงแปลงปลูกนับไปอีก 30 วัน สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้

การดูแล หลังวันย้ายกล้า 3 วัน เริ่มบำรุงฉีดพ่นปุ๋ยหมักปลาน้ำจืด และจุลินทรีย์สังเคราะห์แสงเป็นหลัก ฉีดพ่นอาทิตย์ละ 2 ครั้ง เน้นฉีดพ่นในช่วงเย็น เท่านั้นเนื่องจากจุลินทรีย์จะไม่ค่อยชอบแสง ยกเว้นจุลินทรีย์สังเคราะห์แสงที่ชอบแดด ก่อนเก็บเกี่ยวผลผลิต 10 วัน งดการบำรุงทุกชนิด รดแค่น้ำอย่างเดียว

ระบบน้ำ สปริงเกลอร์หัวหมอกควบคุมด้วยระบบสมาร์ทฟาร์มมิ่งสั่งการจากมือถือ เปิดรดน้ำทุกวัน เช้า-กลางวัน-เย็น อย่าให้ขาดเพราะน้ำเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ผักหวาน กรอบ ไม่มีรสขม

การป้องกันกำจัดแมลงศัตรูพืช ด้วยวิธีแบบภูมิปัญญาชาวบ้านเป็นหลัก คือการนำเอาพริกแกง ที่เป็นวิธีที่ง่ายที่สุด หาซื้อได้ตามตลาดทั่วไปมาละลายผสมกับน้ำ แล้วนำมากรองเอาน้ำที่ได้ไปผสมกับน้ำเปล่าอีกที เนื่องจากต้องการแค่กลิ่นของพริกแกงในการไล่แมลง ใช้ฉีดพ่นตอนเย็น เพราะโดยนิสัยของแมลงศัตรูพืชส่วนใหญ่จะออกมาหลังจากพระอาทิตย์ตกดิน และมีการสลับใช้กับวิธีอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นสูตรเหล้าขาวผสมกับน้ำเปล่า หรือน้ำใช้น้ำส้มสายชู เพื่อไม่ให้แมลงดื้อยา ระยะเวลาในการฉีดพ่นหากเป็นหน้าหนาวจะไม่ค่อยมีแมลงจะฉีดพ่น 2 วันครั้ง หรือดูตามสถานการณ์ แต่ถ้าช่วงไหนระบาดหนักๆ สมุนไพรเอาไม่อยู่ก็จะใช้สารชีวภัณฑ์ในการป้องกัน

ปริมาณผลผลิต 120-150 กิโลกรัมต่อฤดูกาล ในกรณีที่ไม่ประสบปัญหาฝนฟ้าอากาศ โดยจะมีวิธีการจัดการว่าใน 1 วัน จะเก็บผักไม่เกิน 20 กิโลกรัม เนื่องจากทำคนเดียวเป็นหลัก ทั้งปลูกเอง แพ็กเอง ล้างผักเองทุกต้น จะเสียเวลาไปกับขั้นตอนนี้เยอะ หลังจากนั้นเมื่อแพ็กสินค้าเสร็จจะมีลูกค้าเข้ามารับสินค้าเองถึงสวน โดยจะมีการจัดคิวลูกค้า ลูกค้าส่วนใหญ่ต้องสั่งจองล่วงหน้าข้ามวัน หรือบางครั้งข้ามเดือนก็มี และมีกติกาว่าลูกค้าจะสั่งผักได้ไม่เกินคนละ 3 แพ็ก เพราะทำไม่ทัน จึงเป็นที่มาของชื่อฟาร์มว่า “บ้านเฉลี่ยสุข” คือให้เฉลี่ยผลผลิตให้ได้กินกันทุกคน

และพยายามจำกัดไม่ให้น้ำหนักเกินต้นละ 1-1.30 ขีดต่อต้น เทคนิคนี้สามารถทำได้จากการกำหนดระยะการปลูกที่เหมาะสมไม่ห่างหรือชิดกันจนเกินไป โดยสาเหตุที่ทำไมต้องจำกัดน้ำหนักของผักแต่ละต้น เนื่องจาก 1. ผักสลัดถ้าต้นใหญ่เกินไปจะไม่เป็นที่ต้องการของตลาด 2. หากขายผัก 1 กิโลกรัมแบบคละชนิด ถ้าน้ำหนักของผักต้นละ 2 ขีด แปลว่าผัก 1 กิโลกรัม ลูกค้าจะได้ผักแค่ 5 ต้น ซึ่งดูน้อยมาก แต่ถ้าเราจำกัดน้ำหนักผักให้ไม่เกินนี้ ที่สวนเรามีผักเกือบ 10 ชนิด ลูกค้าก็จะได้ผักครบเกือบ 10 ชนิด ในถุงเดียว และเป็นน้ำหนักที่กำลังดี ฟอร์มกำลังสวย 3. ผักที่ฟาร์มหวาน กรอบ ไม่ขม เก็บได้นาน หลังตัดผักจากแปลงใส่ถุงแช่ตู้เย็นโดยปิดปากถุงไว้ ผักของเราจะเก็บได้นานถึง 1 เดือน โดยที่ยังคงความสดเหมือนวันแรกที่เก็บ

การตลาดแบบปากต่อปาก สืบเนื่องจากเรามีฐานลูกค้าเดิมจากกล้วยตาก และการขายเสื้อผ้าออนไลน์อยู่แล้ว พอเรามาปลูกผัก และผักเป็นสินค้าที่เข้าถึงคนได้ง่ายมากๆ ไม่ว่าจะเป็นลูกค้าที่เคยซื้อกล้วยตาก หรือลูกค้าเสื้อผ้าวินเทจ ก็ต้องมีคนที่ชอบกินผักอยู่แล้ว ถือเป็นการต่อยอดการตลาดพอลูกค้าเห็นเราปลูกผัก ขายผัก ก็ทดลองซื้อไปกิน บางคนกินแล้วรีวิวให้ด้วยว่าผักของที่ฟาร์มเรารสชาติดียังไง ทีนี้พอลูกค้าคนอื่นเห็นก็กลับมาซื้อบ้าง ติดต่อมาจากสติ๊กเกอร์ที่แปะไว้บนถุงบ้าง ถือว่าเป็นการสร้างรายได้ที่พึงพอใจมากๆ เพราะอย่างที่กล่าวไปข้างต้นว่า “เราขายผักกิโลกรัมละ 150 บาท วันหนึ่งขายผักได้วันละ 20 กิโลกรัม ตีเป็นตัวเลขกลมๆ 3,000 บาท บวกกับการเปิดคาเฟ่ ขายอาหารและเครื่องดื่ม ถือเป็นรายได้ต่อวันไม่น้อย และภูมิใจมากๆ เนื่องจากเราอยู่ต่างจังหวัดเราแทบไม่มีค่าใช้จ่าย ไม่ต้องเสียค่าเช่าบ้าน ค่าครองชีพก็ไม่สูง ทำให้เรามีเงินเหลือเก็บได้ไม่ยาก”

เกษตรสร้างคน สร้างชาติ

เกษตรคือพื้นฐานสร้างชาติอยู่แล้ว ในความคิดของเรา อย่างสำหรับเราการทำเกษตรทำให้เราได้อยู่กับบ้านมากขึ้น ทำให้เรารู้จักธรรมชาติมากขึ้น ทำให้เรารู้จักการรอคอย ทำให้เรามีสติในการทำงานหลายๆ อย่าง เพราะเมื่อก่อนตอนเราทำงานประจำเราทำงานตามวงล้อของสังคม ตื่นมาทำงานชีวิตเร่งรีบ แต่พอมาทำเกษตร มันรีบไม่ได้ เราต้องมานั่งดึงสติตัวเองว่ารีบไม่ได้นะ ถ้ารีบแล้วทุกอย่างจะพัง ก็เลยรู้สึกว่าการทำเกษตร ทำให้เราเรียนรู้การใช้ชีวิต การปรับอารมณ์ ปรับทัศนคติที่ดีขึ้น รู้จักการรอคอย และรู้จักที่จะวางแผนชีวิตในแต่ละเดือน เข้าใจธรรมชาติที่มีอยู่ทุกวันนี้ เมื่อชีวิตเราดี เป็นเกษตรกรที่มีคุณภาพ ก็กลับไปสู่คำว่า เกษตรสร้างคน สร้างชาติ นั่นเอง” คุณพรนภา กล่าวทิ้งท้าย

สนใจสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เบอร์โทร. 085-422-2959 หรือติดต่อได้ที่เพจ : บ้านเฉลี่ยสุขฟาร์ม the farm house sharing happiness

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...