โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เรื่องสั้น

เทพสงครามสายเลือดมังกร (ปลดตอนฟรีวันละ 1 ตอน)

นิยาย Dek-D

อัพเดต 25 พ.ค. 2567 เวลา 09.55 น. • เผยแพร่ 25 พ.ค. 2567 เวลา 09.55 น. • Novel Kingdom
เขาจำต้องแบกรับและสานต่อภารกิจอันยิ่งใหญ่ของบิดา เด็กหนุ่มหลงเฉินค่อยๆค้นพบปริศนาแห่งการสูญพันธุ์ของเผ่าของมังกร ….จนในที่สุดก็ได้กลายเป็น ‘นักรบมังกร’ คนแรกในรอบหนึ่งร้อยล้านปี!

ข้อมูลเบื้องต้น

โปรย
ในยุคโบราณที่ทั้งสวรรค์และโลกอุบัติขึ้นเป็นครั้งแรก เผ่ามังกรถือเป็นผู้ปกครองแห่งทวีปมังกรอุทิศ

แต่บัดนี้มังกรได้สูญพันธุ์ไปแล้ว และหายนะอันลึกลับก็กำลังคืบคลานเข้ามาอีกครั้ง --โลกนี้กำลังตกอยู่ในอันตราย

‘หลงเฉิน’ เด็กหนุ่มไม่เอาไหนแห่งเมืองพฤกษาหมอก

เป็นเพราะมีบิดาไม่ได้เรื่องและมารดาก็ไม่เคยเหลียวแล ทำให้เขาไม่สามารถแม้แต่จะทะลวงผ่านเส้นชีพจรมังกรเส้นแรกได้

ทว่า…ในตอนที่บิดาของเขาตาย หลงเฉินก็ได้รู้ความจริงว่าบิดาเคยเป็นยอดฝีมือที่มีพรสวรรค์มากมาก่อน

--แต่พลังยุทธ์ทั้งหมดได้ถูกหยกมังกรลึกลับดูดกลืนไป!--

‘ตระกูลหลงเคยเป็นตระกูลที่ยิ่งใหญ่ในโลกนี้จริงๆหรือ?’

ด้วยหยกมังกรลึกลับที่บิดาทิ้งไว้ให้ เขาจำต้องแบกรับและสานต่อภารกิจอันยิ่งใหญ่ของบิดา

เด็กหนุ่มหลงเฉินค่อยๆค้นพบปริศนาแห่งการสูญพันธุ์ของเผ่าของมังกร

….จนในที่สุดก็ได้กลายเป็น ‘นักรบมังกร’ คนแรกในรอบหนึ่งร้อยล้านปี!

--------------------เจ้าของลิขสิทธิ์ฉบับจีน: 17k
เจ้าของลิขสิทธิ์ฉบับภาษาไทย: Novel Kingdom
-----------------
ผู้แปล: Frozen Lily
ติดตามนิยายเรื่องอื่น ๆ ของเราได้โดยการคลิกเลือกเรื่องที่ชอบด้านล่างได้เลยจ้า

แฟนเพจสำนักพิมพ์:https://www.facebook.com/NovelkingdomNK

หากสนใจ Ebook สามารถซื้อได้ที่ลิงก์ด้านล่าง

จี้หยกลายมังกร

“นายน้อย ! บิดาของท่านเสียแล้ว” เสียงโหวกเหวกดังแหวกความเงียบ…

ในเช้าอันแสนสงบไร้ซึ่งเสียงจ๊อกแจ๊กจอแจของผู้คนในเมือง ทุกอย่างดูปกติธรรมดา ผู้คนไม่ว่าจะเป็นครอบครัวหรือตัวคนเดียวต่างใช้ชีวิตประจำวันไปพร้อมกับเวลาที่ดำเนินไป หยางเฉินนั่งอยู่ในโรงเตี๊ยมแห่งหนึ่งของเมืองพฤกษาหมอก เขากำลังเพลิดเพลินกับชีวิตที่แสนสุขของตัวเองทว่าจู่ ๆ ก็เกิดเสียงประตูดังขึ้น

ปั้ง !

ข้ารับใช้ของเขาวิ่งกรูกันเข้ามาหาเขาจากข้างนอกโดยที่แต่ละคนแย่งกันส่งเสียงตะโกนเรียกหยางเฉินด้วยน้ำเสียงที่เศร้าโศก…

“เอะอะโวยวายอะไรกัน” หยางเฉินหยิกหูข้ารับใช้คนหนึ่งของเขาและเอ่ยถามเสียงเครียด

“หนะ… นายน้อย บิดาของท่าน สะ… เสีย… เสียแล้ว”

และแล้ว… เขาก็ได้ยินคำพูดนั้นอย่างชัดเจน

ข้ารับใช้ผู้นี้ของหยางเฉินมีชื่อว่า ‘เซี่ยวฮวง’ เขาเป็นคนที่หยางเฉินไว้ใจมากที่สุดเพราะคอยดูแลรับใช้หยางเฉินและตระกูลของเขามาเป็นเวลากว่าครึ่งศตวรรษ เป็นไปไม่ได้อย่างแน่นอนที่เขาจะกล่าววาจาเหลวไหลเช่นนี้

ทันใดนั้นเองใบหน้าของหยางเฉินก็เต็มไปด้วยความเศร้าโศกเสียใจทว่ามันก็คงอยู่บนใบหน้าเขาเพียงชั่วครู่เดียวเพราะหลังจากนั้นไม่นานเขาก็เก็บความรู้สึกไว้แต่เพียงในใจ เขาถกแขนเสื้อของตัวเองก่อนยืนขึ้นและรีบออกจากที่นั่นในทันควันส่วนข้ารับใช้ถูกทิ้งไว้เบื้องหลังเนื่องจากไม่สามารถตามความเร็วอันเต็มไปด้วยความโศกเศร้าและอดกลั้นนั้นได้

ขณะที่เขาเดินไปตามทาง หยางเฉินก็ได้แต่คิดกับตัวเอง ‘ถึงตาเฒ่านั่นจะขี้เหล้ากว่าข้าสิบเท่าก็เถอะ แต่อายุของเขาก็ยังไม่ทันจะถึงสี่สิบเลยด้วยซ้ำ คนที่ดูแล้วน่าจะอยู่ได้อีกเป็นสิบๆปีเช่นนั้นจะมาตายได้อย่างไร?!…’

เขาเร่งฝีเท้าให้เร็วขึ้นเพื่อรีบกลับไปยังเขตของตระกูลหยางอย่างรวดเร็ว

……

เมืองพฤกษาหมอกมีสองตระกูลใหญ่ที่เป็นตระกูลมหาอำนาจนั่นก็คือ ตระกูลไป๋ และ ตระกูลหยาง สำหรับตระกูลหยางนั้นครอบครองพื้นที่และทรัพยากรเกือบครึ่งหนึ่งของเมืองพฤกษาหมอก ทั้งยังมีการปกครองด้วยความชอบธรรมจนถือเป็นตระกูลที่กุมอำนาจสูงสุดในถิ่นนี้

การได้เกิดมาในตระกูลเช่นนี้นับว่าเป็นผู้ที่มีบุญวาสนาและเพียบพร้อมในตัวเป็นอันมาก อย่างไรก็ตาม ทั้งหมดนั้นไม่ใช่กรณีของหยางเฉินเลย

เมื่อกาลครั้งก่อน บรรพบุรุษของตระกูลหยางยังเป็นที่รู้จักและยอมรับ ด้วยพรสวรรค์และปัญญาที่มีมาแต่กำเนิดรวมถึงฝีมือการต่อสู้อันเกิดจากการมานะฝึกฝนอย่างหมั่นเพียรทำให้บรรพบุรุษของเขาก่อตั้งรากฐานในเมืองพฤกษาหมอกได้สำเร็จ พวกเขาขยายขอบเขตและขยายสาขาตระกูลจนแตกย่อยออกไปอย่างรวดเร็วและนั่นทำให้มีบุตรหลานถือกำเนิดขึ้นในตระกูลหยางอย่างรวดเร็วเช่นเดียวกัน ใช้เวลาเพียงไม่นานพวกเขาก็ก้าวเข้าไปจนกลายเป็นหนึ่งในตระกูลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในเมือง

มารดาของหยางเฉินเป็นหญิงสาวที่มีสายเลือดของตระกูลหลัก นางเป็นบุตรสาวคนที่สาม ผู้ซึ่งมีพรสวรรค์มากเสียจนคนในเมืองต่างก็รู้จักนางเป็นอย่างดีทว่าบิดาของหยางเฉินนั้นกลับเป็นคนนอกตระกูลที่มาอาศัยอยู่กับตระกูลสาขา หยางเฉินไม่รู้เลยว่าบิดาของเขาเป็นคนอย่างไรเมื่อครั้งยังเยาว์วัย ตั้งแต่จำความได้ บิดาของเขาก็เอาแต่ดื่มเหล้าเพื่อบรรเทาทุกข์ด้วยสุราทุกวัน เขาพาตัวเองให้ดำเนินไปถึงจุดที่ว่าอยู่ในสภาพมอมแมมและถูกทอดทิ้งไว้ในกระท่อมหลังเล็ก ๆ ให้ใช้ชีวิตอย่างโดดเดี่ยวรอวันตาย

เพราะบิดาของเขาเป็นชายที่ไร้ประโยชน์ในตระกูลใหญ่จึงทำให้บุตรชายเช่นเขาโดนตราหน้าและถูกคนอื่น ๆ ดูถูกดูแคลนไปทั่ว ด้วยเหตุนี้ทำให้หยางเฉินไร้ซึ่งความสำคัญใด ๆ ในตระกูลหยาง ชีวิตของเขาได้รับแต่ความเย็นชาและท่าทีรังเกียจ แม้แต่มารดาของเขาเองยังแกล้งทำเป็นว่านางไม่ได้เป็นผู้ให้กำเนิดเขาขึ้นมา ดั้งนั้นเขาจึงไม่ได้รับการดูแลและสั่งสอนอย่างที่ควรจะเป็น แน่นอนว่านี่ทำให้เขาเติบโตขึ้นโดยใช้ชีวิตอย่างผิด ๆ และเอาแต่เที่ยวเล่นสนุกสนานเตร็ดเตร่ไปเรื่อย

เมื่อการรีบรุดของเขาสิ้นสุดลงและหยางเฉินมาถึงประตูเมืองพฤกษาหมอกในที่สุด เขาก็ไม่สนใจสายตาอันเย็นชาของผู้เฝ้าประตูเมืองเลยแม้แต่น้อย เขายังคงตรงเข้าไปยังที่พักของตระกูลหยางและผ่านประตูด้านข้างไปด้วยความเร็ว

ที่พักของตระกูลหยางนั้นเต็มไปด้วยสิ่งก่อสร้างโดยมีลานกว้างที่เต็มไปด้วยดอกไม้และพืชพันธุ์ที่สวยงาม มันเป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นถึงความสง่างาม เฟื่องฟู และเบื้องหลังความยิ่งใหญ่ของตระกูลหยางทว่าห่างไปไม่กี่ก้าว มีคนสอง คนเดินเข้ามาจากฝั่งตรงข้าม คนแรกเป็นชายสูงดูสง่างามที่สวมชุดผ้าไหมสีขาว เขานั้นไม่ใช่ใครอื่นแต่เป็นลูกพี่ลูกน้องของหยางเฉินผู้มีนามว่า ‘หยางฉาน’

ด้านหลังของหยางฉานคือญาติห่าง ๆ ของเขาผู้มีนามว่า ‘เฉินหลิว’ เขามีปากที่แหลม แก้มเหมือนลิง และยังมีหลังค่อมที่ดูตลก ๆ โดยทั่วไปแล้วเขาผู้นี้ค่อนข้างน่ารำคาญเพราะมักจะชอบพูดเอาใจหยางฉานอยู่เป็นประจำ

เมื่อพวกเขาเดินมาเผชิญหน้ากับหยางเฉิน แทบจะในทันใดพวกเขาก็จงใจมาบังเส้นทางของหยางเฉินในทันที

และหยางฉานก็ไม่รอช้า คำพูดร้ายกาจของเขาพ่นออกมาอย่างรวดเร็ว “เศษขยะไร้ประโยชน์อย่างไอ้แก่พ่อของเจ้า ในที่สุดก็ตายแล้วรึ ? ฮ่า ๆ ๆ น่าขบขันเสียจริงนะว่าไหม” หยางฉานหัวเราะ รอยยิ้มที่เขาเผยอออกมาเต็มไปด้วยสีหน้าดูถูก เขามั่นใจในตัวเองเป็นอย่างมากเพราะตัวเขาเป็นผู้มีชื่อเสียงในเมืองพฤกษาหมอก เมื่อครั้งที่เขาอายุสิบเจ็ด เขาได้ทะลวงพลังเข้าสู่ขั้นสี่ของขอบเขตชีพจรมังกรได้สำเร็จ ซึ่งจากการกระทำนี้ทำให้เขาได้รับเสียงชื่นชมอย่างล้นหลาม คนอื่น ๆ มักพูดถึงเขาด้วยความชื่นชมเช่นว่า ‘อายุแค่สิบเจ็ดปีก็สามารถทะลวงพลังเข้าสู่ขั้นสี่ของขอบเขตชีพจรมังกรได้แล้ว สำเร็จขั้นที่สี่ของขอบเขตชีพจรมังกรได้นี่ถือเป็นเรื่องที่น่าอัศจรรย์ใจมาก’

เมื่อเปรียบเทียบหยางเฉินกับลูกหลานตระกูลหยางทั้งหมด เขานั้นไม่เหมือนคนอื่น ๆ เลยเพราะไม่เคยได้รับการฝึกฝนให้เกิดทักษะใด ๆ ที่คนอื่นในตระกูลเขามีกัน

พี่น้องหรือเครือญาติคนอื่น ๆ ของเขาเหล่านี้ล้วนได้รับการเลี้ยงดูด้วยทรัพยากรมากมายนับไม่ถ้วนตั้งแต่ครั้งที่พวกเขายังเยาว์วัย ไม่ว่าจะเป็น ‘การฝึก’ รวมไปถึง ‘คัมภีร์ลับ’ ของตระกูล ทว่าหยางเฉินไม่เคยได้รับสิ่งเหล่านี้เลย

จะไม่เป็นเช่นนั้นได้อย่างไรในเมื่อมารดาของเขาไม่เคยสนใจเกี่ยวกับเขาแม้แต่น้อย แล้วนับประสาอะไรกับคนอื่น ๆ พวกนั้นไม่เคยเห็นค่าในตัวของหยางเฉินด้วยซ้ำ ในครั้งที่เขายังเด็ก เขาเคยเข้าร่วมการแข่งขันกับเด็กคนอื่น ๆ ในตระกูลแต่เนื่องจากเขาไม่มีคนคอยหนุนหลังหรือมีทรัพยากรใด ๆ ย่อมแน่นอนว่าสภาพจิตใจของเขาที่มีต่อทุก ๆ อย่างต้องทำให้เขาหมดกำลังใจในการฝึกยุทธ์แน่อยู่แล้ว และเมื่อเป็นเช่นนั้น ในที่สุดเขาก็ไม่สามารถทะลวงพลังเข้าสู่ขั้นแรกของขอบเขตชีพจรมังกรได้

ไม่ใช่ว่าหยางเฉินไม่เคยทำอะไรเลย เขาเองก็เคยฝึกซ้อมด้วยตัวเองอย่างลับ ๆ เช่นกันแต่ด้วยเพราะเขาขาดประสบการณ์และคำภีร์ต่าง ๆ รวมถึงไม่มีใครสอนเขา เขาจึงไม่ได้รับคำชี้แนะใด ๆ ดังนั้นมันจึงเป็นเรื่องที่ยากลำบากบนเส้นทางที่จะฝึกยุทธ์

“เจ้า เหตุใดถึงเงียบไปล่ะ ? ข้าบอกว่าพ่อของเจ้าเป็นเศษขยะไร้ประโยชน์ นั่นมันไม่จริงหรอกหรือ…”

หยางฉานยืนเผชิญหน้ากับหยางเฉินและพูดดูถูกด้วยสีหน้าที่เย้ยหยัน การดูถูกกลั่นแกล้งเช่นนี้ใช่ว่าหยางเฉินจะไม่เคยเจอมาก่อน ถึงแม้ว่าเขาจะเป็นที่รู้จักของคนในเมือง แต่กระนั้นเมื่อเขากลับมายังตระกูลหยาง ตัวเขาก็เปรียบเสมือนเป็นสุนัขเพียงตัวหนึ่ง เขารู้อยู่แก่ใจว่าเขาไม่มีค่าอะไรในตระกูลของเขาเลยจึงต้องอดทนอดกลั้นความเกลียดชังนี้เอาไว้แล้วพยายามปล่อยให้มันผ่านไป

ทว่านี่ ! ในวันนี้ ! เป็นวันที่การตายของบิดาของเขามาถึงทำให้เขารู้สึกหงุดหงิดแม้ว่าเขาจะดูสงบอยู่มากก็ตาม เขาไม่ต้องการให้ความรู้สึกในใจของตัวเองระเบิดออกมาเพื่อแสดงให้คนภายนอกเห็นจึงต้องเก็บความรู้สึกเหล่านี้เอาไว้แต่เพียงในใจ

“หลีกไป อย่ามาขวางทางข้า !” หยางเฉินพูดอย่างสงบเยือกเย็น เขาสูดหายใจเข้าลึก ๆ เพื่อพยายามสะกดอารมณ์เดือดพล่านเอาไว้และเงยหน้ามองหยางฉาน

“เจ้าน้องชาย ทำไมเจ้าถึงใช้น้ำเสียงเช่นนั้นพูดกับพี่ใหญ่อย่างข้ากัน นี่เจ้าไม่พอใจข้างั้นหรือ ? เจ้าไม่ได้เรียนรู้อะไรเลยและทำให้ชื่อเสียงของตระกูลหยางต้องเสื่อมเสีย มันเป็นเรื่องธรรมดาที่ข้าจะต้องสอนบทเรียนให้กับเจ้า ? หรือเจ้าว่าไม่จริง ?” หยางฉานหัวเราะและไม่ให้โอกาสหยางเฉินได้โต้เถียงเลยแม้แต่น้อย ทันใดนั้นเขาก็ต่อยเข้าที่หน้าท้องของหยางเฉินก่อนจะเดินจากไปในขณะที่คราบของความเย้ยหยันยังปรากฏอยู่บนใบหน้า

หยางเฉินคำราม เขาทั้งรู้สึกเจ็บปวดและโกรธเคืองขณะปล่อยให้ตัวเองล้มลงไปกับพื้น

เมื่อหยางฉานเดินจากไป เฉินหลิวก็รีบตามไปในทันที ขณะที่ทั้งสองเดินผ่านหยางเฉินที่นอนเจ็บปวดอยู่บนพื้นนั้น เฉินหลิวก็หันมองไปรอบ ๆ แล้วถ่มน้ำลายใส่หยางเฉินอย่างดูถูกทว่าหยางเฉินพลิกตัวหลบได้ทัน

“ไอ้หย๋า เจ้าหลบมันได้ ! หมาในตระกูลอย่างเจ้าค่อนข้างไวเหมือนกันนา…” หลังจากที่เยาะเย้ยทับถมหยางเฉินแล้ว เขาก็รีบเร่งฝีเท้าตามหยางฉานไปอย่างรวดเร็ว

แม้ว่าข้ารับใช้ที่อยู่แถวนั้นต่างก็เห็นเหตุการณ์นี้ทั้งหมดทว่ากลับไม่มีใครแปลกใจเลย ไม่มีใครเลยสักคนที่จะเห็นใจหรือสนใจหยางเฉิน พวกเขาเพียงแค่เห็นเป็นเรื่องตลกขบขันกันเท่านั้น

หยางเฉินทุรนทุรายลุกขึ้นมาจากพื้น เขาเอามือปาดปากเพื่อเช็ดเลือดที่ไหลออกมาก่อนหันมองพวกที่กำลังเดินจากไปอย่างโกรธแค้น

“หึ ! หากข้าเป็นนักสู้ หากข้าฝึกฝนได้สำเร็จ หากวันใดข้าเข้าสู่ขอบเขตชีพจรมังกรได้ ข้าจะแก้แค้นพวกเจ้าอย่างสาสม ! จำไว้เถอะไอ้หยางฉานและไอ้หมารับใช้เฉินหลิว ข้าจะจดจำความแค้นนี้และฝังเอาไว้ในใจ หากข้ามีโอกาส… ข้าจะทำให้พวกเจ้าตายอย่างน่าสังเวชในเร็ววัน” เขากำหมัดแน่นและพยายามรวบรวมสติก่อนออกเดินไปยังที่ที่บิดาของเขาอาศัยอยู่

หลายสิบปีที่ผ่านมา เขาจำได้อย่างดีว่าใครบ้างที่ดูถูกและทับถมกลั่นแกล้งเขา เมื่อใดที่เขาประสบความสำเร็จ เขาจะทำให้ผู้คนเหล่านั้นไม่ได้พบกับความสงบสุขอีกต่อไป เขาแน่ใจ !

และนี่คือตัวตนที่แท้จริงของเขา ในหมู่เพื่อนต่างขนานนามเขาว่า --หมาป่าซ่อนเขี้ยว--

บิดาของหยางเฉินนั้นมีนามว่า ‘หลงฉิงหลาน’ ชื่อของเขาเป็นชื่อที่เปี่ยมไปด้วยความน่าลุ่มหลงและเขาก็เป็นชายที่มากความเจ้าชู้เมื่อครั้งยังวัยเยาว์

เมื่อหยางเฉินเดินเข้าไปในห้องของบิดา เขาก็เห็นร่างของบิดาถูกล้อมรอบไปด้วยกลุ่มข้ารับใช้สาว บริเวณนั้นเต็มไปด้วยกลิ่นเหม็นของเหล้าและอุจจาระผสมเข้าด้วยกันจนทำให้เขาต้องย่นจมูกเพราะกลิ่นเหม็นที่คลุ้งโชย

“เขาอยู่ที่นี่…”

เมื่อพวกนางเห็นเขาเข้ามา กลุ่มสาวใช้ก็หลีกทางให้กับเขา มันเสมือนว่าพวกนางทำหน้าที่ที่พวกนางได้รับเสร็จสมบูรณ์แล้วจึงพากันถอยออกไป

เขาค่อย ๆ ก้าวเข้าไปหาบิดาของเขาช้า ๆ ก่อนก้มลงมองใบหน้าที่ดำสนิทไร้วิญญาณนั้น…

“ท่านเป็นคนเช่นไรกันแน่ ?” เขาพึมพำ “เวลาสิบหกปี ที่ผ่านมาข้าไม่เคยเข้าใจท่านเลยและท่านก็ไม่เคยให้ข้าได้เข้าใจในตัวท่าน ที่น่าเศร้าคือที่ข้ายืนอยู่ ณ ที่นี้ เราเหมือนไม่เคยรู้จักกันมาก่อน มันเหมือนกับว่าข้าและท่านต่างเป็นคนแปลกหน้าต่อกัน ท่านพ่อ ท่านพ่อ… ดูเหมือนข้าจะเป็นลูกอกตัญญู ขนาดท่านจากไปแล้วข้ายังไม่สามารถแม้แต่จะหลั่งน้ำตาออกมาได้เลย…”

เดิมทีเขาคิดว่าตัวของเขาเองใจร้ายแต่ตอนนี้เขารู้สึกขมขื่นในจิตใจที่ปวดร้าว เขาจมอยู่กับความเศร้าโศกตรงหน้าบิดาอยู่พักหนึ่ง ไม่นานนัก หยางเฉินก็สงบสติอารมณ์ได้และเมื่อเงยหน้าขึ้น เขาก็เห็นหญิงสาวรูปงามสวมชุดสีแดงอ่อน ผูกผมรวบรัดอย่างเป็นพิธีเดินผ่านผู้คนที่ล้อมรอบเข้ามาทางเขา นางจ้องมองมาที่ศพของหลงฉิงหลานแล้วถอนหายใจออกมาอย่างแผ่วเบาก่อนจะเอ่ยขึ้นมา “ชะตากรรมที่เลวร้ายของชีวิตนี้ได้จบสิ้นลงแล้ว… หยางเฉิน เขาเป็นพ่อของเจ้า…”

เมื่อพูดจบนางก็เดินจากไปโดยไม่รอให้หยางเฉินถามหรือกล่าววาจาใด ๆ

หยางเฉินหัวเราะและคิดว่ามันเป็นเรื่องปกติที่เขาคุ้นเคย เขามองไปที่ร่างของบิดาก่อนเอ่ยเสียงเบา “ท่านพ่อ ทั้งรูปลักษณ์และเครื่องหน้าของท่านช่างดูดีเสียจริง เมื่อครั้งท่านยังเยาว์วัย ชื่อเสียงความงามของท่านแผ่กว้างขวางไปทั่วทุกสารทิศจนหญิงสาวโฉมงามนับไม่ถ้วนต่างก็ตกเป็นของท่าน ใครจะคิดล่ะว่าหลังจากที่ท่านเสียชีวิตลงแล้ว บรรดาหญิงสาวของท่านก็ยังจะมาแลดูช่วงการตายของท่านให้อีก…” ในใจของเขารู้สึกหดหู่อย่างมากแต่เขาก็พยายามกดมันเอาไว้ไม่แสดงออกมาผ่านสีหน้าหรือท่าทาง

ทว่าจู่ ๆ เขาก็ไม่สนใจอะไรทั้งนั้นและเอื้อมไปแบกร่างของบิดาขึ้นไว้บนหลังโดยไม่สนสายตาที่มองมาอย่างแปลกใจขณะที่เดินออกจากที่พักตระกูลหยาง และเมื่อออกมาถึงหน้าที่พัก เขาก็ได้รับรถม้าและคำสั่งว่าต้องเป็นคนทำทุกอย่างเอง

และแล้ว เขาก็นำศพของบิดาออกจากเมือง…

ในขณะที่หยางเฉินตระเวนไปรอบ ๆ เขาก็ได้พบสถานที่แห่งหนึ่งซึ่งเต็มไปด้วยธรรมชาติอันละลานตา

“ข้าคิดว่าที่แห่งนี้คงมีวิญญาณหญิงสาวสิงสถิตอยู่ไม่น้อย หากท่านยังเจ้าชู้เช่นเดิมแม้จะตายไปแล้ว เช่นนั้นท่านก็หาแม่คนที่สองหรือสามให้ข้าเลยแล้วกัน ยังไงซะ สภาพแวดล้อมที่นี่ก็สวยงามข้าจึงเห็นว่านี่น่าจะเป็นสถานที่ที่สมบูรณ์แบบสำหรับให้ท่านไว้ใช้หลับไหลไปชั่วนิรันดร์… อ้อ และข้าอยากให้ท่านรู้ไว้ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ข้า ‘หยางเฉิน’ ก็เป็นบุตรชายของท่าน เลือดเนื้อครึ่งหนึ่งของข้าก็ได้รับมาจากท่าน เวลานี้ธรรมชาติได้พรากท่านไปแล้วซึ่งมันเร็วเกินไป ข้ายังไม่ได้ตอบแทนบุญคุณของท่านเลย สิ่งที่ข้าจะทำให้ท่านได้จึงมีแต่การฝังท่านไว้ในที่แห่งนี้ หากท่านมีอำนาจหรือพลังวิเศษใด ๆ เมื่อท่านกลายเป็นวิญญาณ ได้โปรดคุ้มครองข้า ปกป้องข้า ให้พรข้า เพื่อให้ข้ายังสามารถมีชีวิตอยู่ต่อไปได้…”

เขาบรรจงวางร่างบิดาของตนเองไว้บนผืนดินเบา ๆ ขณะที่ก้มลงมองใบหน้าดำสนิทที่มัวหมองของบิดาเป็นครั้งสุดท้าย ทันใดนั้นเขาก็ต้องตกใจและอึ้งไปชั่วขณะเพราะเห็นน้ำตาใส ๆ ไหลรินอาบแก้มของผู้เป็นบิดา

หยางเฉินรีบเช็ดน้ำตาบนใบหน้าของบิดาโดยปราศจากคำพูดใด ๆ จากนั้นก็ลงมือขุดหลุมฝังศพอยู่เงียบ ๆ เพียงลำพัง แม้ว่าเขาจะไม่เคยเรียนรู้หรือฝึกฝนการต่อสู้มาก่อนแต่เขาก็มีพรสวรรค์ที่อยู่ในตัวเอง หลังจากที่เขาฝึกฝนร่างกายในหลายปีที่ผ่านมา แม้จะไม่ได้รับการฝึกอย่างถูกวิธีตามตำราต่าง ๆ แต่เขาก็ไม่เคยย่อท้อ นั่นทำให้เขาไม่ได้อ่อนแอเลย แน่นอนว่าการขุดหลุมขนาดใหญ่ในครั้งนี้ย่อมไม่ได้เป็นอุปสรรคใด ๆ ต่อเขา

และขณะที่เขากำลังจะนำร่างของบิดาฝังลงไปในหลุมนั้น จู่ ๆ หลงฉิงหลานก็ลืมตาขึ้นมา !

“เฮ้ย !…” หยางเฉินร้องเสียงหลงออกมาด้วยความตกใจ แวบหนึ่งเขาคิดว่าบิดาของตัวเองอาจจะยังไม่ตายแต่ด้วยความตื่นตระหนกระคนหวาดกลัว แม้จะเป็นบิดา เขาก็ยังผลักร่างนั้นลงไปในหลุมทันที

หยางเฉินมองไปยังร่างที่กลิ้งลงไปในหลุมโดยยังอยู่ในอาการตื่นตระหนกตกใจ เขาลุกลี้ลุกลนมากทว่าก็ยังรวบรวมความกล้าเอ่ยขึ้นมาได้ “ทะ… ท่านพ่อ ข้าไม่ได้พูดอะไรให้ร้ายหรือกล่าวหาท่านในทางไม่ดีเลย และวันนี้ข้าได้ขุดหลุงฝังศพให้ท่าน พาท่านออกมาจากที่ที่ไม่ต้องการเพื่อให้ท่านได้พักผ่อนอย่างสงบสุขตลอดกาล…”

ทว่าร่างของหลงฉิงหลานพลิกตัวกลับและตะโกนว่ากึ่งสาปแช่ง !! “ข้าคือบรรพชนรุ่นที่สิบแปดของเจ้า ข้ายังไม่ทันจะตายสนิทแต่เจ้าต้องการจะฝังข้าอย่างนั้นรึ ? ไอ้เด็กเวร เหตุผลที่ข้าต้องฟื้นคืนมามีชีวิตก็เพื่อให้ข้าได้บอกเจ้าเรื่องหนึ่ง ข้ามีจี้หยกมังกรอยู่ในจุดตันเถียน หลังจากที่ข้าตาย ให้เจ้าเปิดจุดตันเถียนของข้าและเอาจี้หยกรูปมังกรไป หากทำเช่นนั้นข้าจะได้เป็นอิสระจากชีวิตนี้สักที !”

.

.

.

ติดตามข่าวสาร&ตอนใหม่ๆก่อนใครได้ที่: เทพสงครามสายเลือดมังกร

หลงเฉิน

หลังจากทุ่มเทแรงกายไปอย่างมหาศาล ในที่สุดหยางเฉินก็สามารถย้ายร่างของหลงฉิงหลานไปพิงต้นไม้ได้สำเร็จ

“ตาแก่นี่แกล้งตายมาตลอด!”

หลังจากที่สังเกตอยู่ดูครู่หนึ่ง หยางเฉินก็พบว่าหลงฉิงหลานไม่ได้เป็นอะไรเลย เรื่องนี้ทำให้เขาเกิดโทสะขึ้นมาจนอยากจะพุ่งหมัดใส่บิดาของเขาสักสามสี่หมัด

หลงฉิงหลานจ้องมองบุตรชายแล้วกล่าวขึ้น “แม้ว่าตอนนี้ข้าจะฟื้นกลับมาได้ แต่ก็อย่าคิดว่าข้าจะรอดชีวิต เหตุผลหลักที่ข้าต้องฟื้นขึ้นมาก็เพื่อจะฝากฝังเจ้าในบางเรื่อง เจ้าจงตั้งใจฟังสิ่งที่ข้าจะพูดต่อไปนี้ให้ดี ไม่เช่นนั้นต่อให้ข้ากลายเป็นผี ข้าก็จะไม่ยกโทษให้เจ้าแน่”

หยางเฉินกลอกตา ในอดีตที่ผ่านมา เขาไม่เคยได้ยินคนผู้นี้พูดเลยด้วยซ้ำ เมื่อมาได้ยินในตอนนี้ เขาก็พบว่าทั้งตัวเขาและบิดามีวิธีการพูดที่คล้ายคลึงกันมาก นี่จะต้องเป็นสิ่งที่ถ่ายทอดมาทางสายเลือดอย่างแน่นอน

“ก็ได้ ข้าก็ไม่รู้หรอกว่าเกิดอะไรขึ้นกับท่าน แต่ดูเหมือนว่าท่านกำลังจะ ‘กลับบ้านเก่า’ในไม่ช้านี้ งั้นมีอะไรก็รีบพูดออกมา ”

หลงฉิงหลานระเบิดเสียงหัวเราะออกมาก่อนจะกล่าวว่า “ที่ผ่านมาข้าเคยเห็นเจ้าแค่ไม่กี่ครั้ง เจ้าลูกหมา เจ้านี่ไม่ต่างจากข้าในสมัยหนุ่มๆเลยนะ งั้นข้าจะพูดให้สั้นที่สุด หลังจากที่ข้าตาย สิ่งแรกที่เจ้าต้องทำก็คือเอาจี้หยกรูปมังกรออกมาจากจุดตันเถียนของข้า”

หลังจากที่ได้ยินเกี่ยวกับเรื่องหยกมังกรอีกครั้ง แววตาของหยางเฉินก็เต็มไปด้วยความว่างเปล่า เขากล่าว “พ่อ ท่านคิดว่าข้าโง่เหรอ? ถ้าในตันเถียนของท่านมีจี้หยกชิ้นนั้นอยู่ แล้วท่านจะมีชีวิตอยู่อย่างสบายมาจนถึงตอนนี้ได้อย่างไร?”

“บัดซบ! นี่เจ้าถึงกับกล้าใช้คำว่า ‘อย่างสบาย’ งั้นรึ? ตอนข้าอายุสิบแปด ข้าได้มาที่เมืองพฤกษาหมอก ในบรรดาคนรุ่นเดียวกันมีแค่มารดาของเจ้าเท่านั้นที่คู่ควรกับข้า ถ้าไม่ใช่เพราะข้ามีพรสวรรค์ แล้วคนอย่างแม่ของเจ้าจะยอมมานอนเตียงเดียวกับข้าอย่างนั้นรึ?…แต่ทว่า ตั้งแต่ที่ข้าได้หยกชิ้นนี้มา พลังลมปราณขอบเขตชีพจรมังกรขั้นแปดของข้าก็ถูกดูดไปจนหมดในเวลาเพียงครึ่งปี ทำให้ข้าต้องตกมาอยู่ในสภาพที่ไร้ประโยชน์เช่นนี้!”

เรื่องนี้จะเป็นเรื่องจริงหรือไม่นั้นหยางเฉินยอมรับว่าเขาไม่แน่ใจ แต่เมื่อมองดูแววตาและอารมณ์ของผู้เป็นบิดา เรื่องนี้ไม่น่าจะเป็นเรื่องโกหกได้เลย หากเป็นเช่นนั้น หยกมังกรชิ้นนี้มันคืออะไรกันแน่?มันสามารถดูดพลังลมปราณจนหายไปทั้งหมดได้อย่างไรกัน?

และที่สำคัญยิ่งกว่านั้น ตาแก่ผู้นี้ครั้งหนึ่งเคยเป็นถึงยอดฝีมือขอบเขตชีพจรมังกรขั้นแปดเชียวรึ? ถ้าแค่อายุสิบแปดยังประสบความสำเร็จถึงขั้นนั้น แล้วอนาคตของเขาจะรุ่งเรืองเพียงใดกัน?

ตามตำนานที่สืบต่อกันมา เผ่าพันธุ์มนุษย์แท้จริงแล้วสืบสายเลือดมาจากมังกรศักดิ์สิทธิ์โบราณ ด้วยเหตุนี้ทำให้เส้นชีพจรหลักทั้งเก้าเส้นของมนุษย์ซึ่งเป็นที่สำหรับไหลเวียนโลหิตถูกเรียกว่า‘เส้นชีพจรมังกร’เมื่อมนุษย์ฝึกฝนร่างกายและจิตใจจนถึงระดับหนึ่ง พวกเขาจะสัมผัสได้ถึงพลังแห่งฟ้าดินและสามารถดูดซับพลังเหล่านั้นมาสะสมอยู่ในรูปของพลังลมปราณ’ได้ หากผู้ใดสามารถไหลเวียนพลังลมปราณผ่านเส้นชีพจรมังกรครบทั้งเก้าเส้นได้ คนผู้นั้นจะถือเป็นยอดฝีมือ ด้วยการที่เส้นชีพจรมังกรของมนุษย์มีอยู่ด้วยกันทั้งหมดเก้าเส้น ทำให้ ‘ขอบเขตชีพจรมังกร’ ซึ่งเป็นขอบเขตแรกของการฝึกยุทธ์จะมีอยู่ด้วยกันทั้งหมดเก้าขั้น

ตามความรู้ของหยางเฉิน คนที่แข็งแกร่งที่สุดในเมืองพฤกษาหมอกซึ่งก็คือท่านตาของเขาอ้างว่าตนเป็นยอดฝีมือที่ไร้เทียมทาน ทว่าบุคคลระดับนั้นก็ยังเป็นเพียงแค่ยอดฝีมือขอบเขตชีพจรมังกรขั้นเก้าเท่านั้น

หลงฉิงหลานไม่สนใจสีหน้าแววตาที่คล้ายกลับไม่อยากเชื่อของหยางเฉิน เขากล่าวต่ออย่างจริงจัง “นี่คือเรื่องแรกซึ่งข้าอธิบายไปอย่างละเอียดแล้ว เรื่องที่สองก็คือ…เปลี่ยนชื่อของเจ้าซะ ตั้งแต่วันนี้ ชื่อของเจ้าก็คือ ‘หลงเฉิน’ ตระกูลหลงของเราคือตระกูลของผู้ยิ่งใหญ่ที่สุด ในฐานะลูกหลานของเขา พวกเราไม่สามารถใช้แซ่อื่นได้อย่างเด็ดขาด!”

*龙 หลงแปลว่ามังกร

“ผู้ยิ่งใหญ่ที่สุด? หลอกเด็กยังพอว่า แต่อย่ามาหลอกข้าให้ยาก…ส่วนเรื่องเปลี่ยนแซ่…ถ้าท่านอยากให้เป็นเช่นนั้น งั้นต่อไปนี้ แซ่ของข้าก็คือหลง”

หยางเฉินตกอยู่ในภวังค์ไปวูบหนึ่งหลังจากที่ได้ฟังบิดาของเขาพูด เขาไม่คิดเลยว่าตาแก่ผู้นี้จะกล้ามากล่าววาจาเหลวไหลต่อหน้าเขา อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมาเขาไม่เคยอยากจะใช้แซ่หยางอยู่แล้ว ต่อให้บิดาของเขาไม่ยกเรื่องนี้ขึ้นมา เขาก็อยากจะหาแซ่อื่นใช้เต็มที่แล้ว

--หลงเฉิน-- นี่ก็คือนามใหม่ของเขา

เขาท่องชื่อของตัวเองอยู่หลายครั้ง หลงเฉินรู้สึกดีกับชื่อใหม่นี้ไม่น้อย โดยเฉพาะเมื่อมองดูใบหน้าที่ยิ้มแย้มของปีศาจเฒ่าที่อยู่ตรงหน้า หลงเฉินก็รู้สึกว่าวันนี้เป็นหนึ่งในวันที่เขามีความสุขที่สุด

เขานั่งลงข้างๆหลงฉิงหลานโดยเอียงกายพิงไหล่ของบิดา

“เจ้าคือลูกชายของข้า หากข้าเรียกเจ้าว่าเฉินเอ๋อคงไม่ถือว่าเกินไป ข้าเที่ยวหาเรื่องใส่ตัวมาตลอดชีวิต ข้าท่องไปทุกทิศในทวีป ข้าไม่เคยคิดว่าจะต้องมาตายในเมืองพฤกษาหมอกดินแดนแห่งสุนัขเช่นนี้ โชคชะตานั้นยากจะคาดเดา ทำให้มนุษย์เราหลั่งน้ำตาได้”

“วันนี้สมองของท่านมีปัญหาหรือไงกัน? ท่านทำตัวเหลวไหลมาทั้งชีวิต ข้ารู้จักท่านดี อย่ามาเพ้อต่อหน้าข้า! จริงสิ พวกเราไม่ต้องกลับไปที่ตระกูลหยางอีกแล้วเป็นอย่างไร? ด้วยความสามารถของข้า ต่อให้อยู่ที่อื่น ข้าก็คงหาเลี้ยงคนขี้เมาอย่างท่านได้สบาย ”

กล่าวจบหลงเฉินก็มองทิวทัศน์ที่อยู่ไกลออกไปเพื่อรอคอยคำตอบจากบิดา ทว่าแม้จะผ่านไปนานหลายลมหายใจก็ยังไม่มีการตอบสนองจากผู้เป็นพ่อ เขารู้สึกถึงความเย็นที่ไหลผ่านร่างกายของตน จนต้องรีบหันกลับไปมองและเห็นเพียงใบหน้าที่เต็มไปด้วยหยาดน้ำตาของหลงฉิงหลาน ทว่าชายชรากลับไม่เคลื่อนไหวใดๆ

“ตาแก่เกิดอะไรขึ้น….?”

เมื่อเห็นบิดาอยู่ในสภาพนี้ หลงเฉินก็ทำตัวไม่ถูก แม้ว่าปกติเขาจะเป็นคนปากร้าย ทว่าคนที่อยู่ตรงหน้านี้อย่างไรเสียก็คือบิดาบังเกิดเกล้าของเขา

“เฉินเอ๋อ…”

“…ท่านพ่อ?”

หลงฉิงหลานเงยหน้าขึ้นมาแล้วกล่าว “ข้าไม่ใช่พ่อที่ดี ข้าไม่เคยทำหน้าที่ที่พ่อทั่วๆไปควรจะทำ ถึงได้ทำให้เจ้าหลงเดินในทางที่ผิด มีหลายสิ่งที่เจ้าจะต้องเผชิญในภายภาคหน้า ข้าจะไม่บอกเจ้าในตอนนี้ หากว่าเจ้าไปถึงระดับนั้นเจ้าก็จะเข้าใจเอง

มีสิ่งสุดท้ายที่ข้าอยากจะบอกเจ้า เจ้าจงตั้งใจฟังทุกคำของข้าอย่าได้ตกหล่น: ในโลกที่โหดร้ายเช่นนี้ พลังถือเป็นทุกสิ่งทุกอย่าง คนที่ไม่มีพลังก็มีค่าไม่ต่างจากสุนัขตัวหนึ่ง!

หลังจากที่ข้าตายแล้ว ข้าปรารถนาอยากให้เจ้าแข็งแกร่งขึ้น เจ้าต้องจำคำของพ่อไว้และถือมันเป็นเป้าหมายหลักในการดำเนินชีวิต เรื่องนี้เคยเป็นความปรารถนาสูงสุดในชีวิตข้า แต่โชคชะตามันช่างเล่นตลกกับข้า…”

หลังจากได้รับฟังคำสั่งเสียของบิดาที่กล่าวออกมาอย่างเคร่งขรึมจริงจัง หลงเฉินก็ตกอยู่ในห้วงความคิด

หลงฉิงหลานใช้มือข้างหนึ่งลูบศีรษะของบุตรชาย ขณะที่ใช้มืออีกข้างโอบไหล่ไว้ก่อนจะกล่าวด้วยรอยยิ้ม “ข้าได้พูดเรื่องที่อยากพูดไปแล้ว สุดท้ายข้ายังอยากจะขอเจ้าอีกเรื่องหนึ่ง เร็วๆนี้จะมีการแข่งขันภายในตระกูลหยาง คนรุ่นเยาว์ทั้งหมดในตระกูลจะต้องแข่งขันกัน ผู้ชนะจะได้รับคัมภีร์ทักษะยุทธ์ระดับสูงของตระกูล—[ผนึกมังกร] ผนึกมังกรที่ว่านี้ก็คือกุญแจสำคัญที่จะทำให้เจ้ากลายเป็น ‘นักรบมังกร’ ไม่ว่าจะต้องทำยังไงก็ตาม เจ้าจะต้องเอาผนึกมังกรมาให้ได้ จงอย่าลืม อย่าลืมเด็ดขาด…

การแข่งขันของตระกูลหลงเฉินเองก็เคยได้ยินมันมาบ้างทว่าก็ไม่เคยให้ความสนใจ

“ด้วยความสามารถในตอนนี้ของข้าหากให้ต่อยตีกับนักเลงข้างถนนย่อมไม่ใช่ปัญหา แต่จะให้เข้าร่วมการแข่งขันเห็นทีว่าข้าคงจะทำให้ท่านขายหน้าแน่ ว่าแต่ตาแก่ นักรบมังกรที่ท่านว่ามันคืออะไร?”

“นักรบมังกร…มันก็คือตำนานที่สูญหายไปนานของทวีปมังกรอุทิศ…..”

หลังจากจบประโยคนี้ ใบหน้าของหลงฉิงหลานก็เต็มไปด้วยรอยยิ้ม แววตาของเขาเต็มไปด้วยความโหยหา ทันใดนั้นมือของเขาที่วางอยู่บนไหล่ของหลงเฉินก็ค่อยๆตกลงมา และเป็นเวลาเดียวกับที่ลมหายใจสุดท้ายของเขาหมดลงไป

หลงเฉินกำลังจะถามเกี่ยวกับทวีปมังกรอุทิศ ทว่าเมื่อเห็นมือที่ไร้เรี่ยวแรงของหลงฉิงหลานทิ้งตัวลงไป หัวใจของเขาก็เต้นผิดจังหวะ เขารีบพยุงร่างที่กำลังจะล้มลงของหลงฉิงหลานเอาไว้

แม้ว่าดวงตาของเขาจะเปิดอยู่ ใบหน้าจะเต็มไปด้วยรอยยิ้ม หลงเฉินก็ทราบดีว่าบิดาของเขานามว่าหลงฉิงหลานนั้นได้จากโลกนี้ไปแล้ว

จิตใจของหลงเฉินตกต่ำลงมาในฉับพลัน

หากเป็นบิดาคนเมื่อวานของตนตายไป เขาก็ยังพอจะรับได้ ทว่าบิดาของเขาในวันนี้ต่างออกไปโดยสิ้นเชิง ทันทีที่หลงเฉินรู้สึกว่าเขาสามารถเรียกหลงฉิงหลานว่า ‘ท่านพ่อ’ ได้อย่างเต็มปาก เขาก็กลับถูกทิ้งเอาไว้ในโลกนี้อย่างเดียวดาย

ศีรษะของหลงเฉินก้มลงมาด้วยความโศกเศร้า

‘เจ้าจงฟังให้ดี หากว่าเจ้าพลาดไป ต่อให้ข้ากลายเป็นผี ข้าก็จะไม่ยกโทษให้เจ้าแน่’

‘ข้าไม่ใช่พ่อที่ดี ข้าไม่เคยทำหน้าที่ที่พ่อทั่วๆไปควรจะทำ’

‘ในโลกที่โหดร้ายนี้ พลังคือทุกสิ่งทุกอย่าง คนที่ไม่มีพลังก็ไม่ต่างจากสุนัขตัวหนึ่ง!’

‘หลังจากที่ข้าตาย ข้าปรารถนาอยากให้เจ้าแข็งแกร่งขึ้น ขอให้เจ้าตั้งเรื่องนี้ไว้เป็นเป้าหมาย’

คำพูดของหลงฉิงหลานยังคงก้องอยู่ในหูเขา

หลงเฉินไม่เคยคิดเลยว่า วันหนึ่งเขาจะต้องมาเจอกับประสบการณ์ความเจ็บปวดจากการลาจากเช่นนี้ พ่อของเขาก็จากไปได้สักพักแล้ว ทว่าความเจ็บปวดกลับยังคงอยู่โดยไม่ได้ลดน้อยลงไปเลย ความเจ็บปวดพวกนี้มันมาจากไหนกัน?

หลังจากรอคอยถึงกลางดึกจนมั่นใจแล้วว่าบิดาของตนคงไม่ตื่นขึ้นมาอีกแน่ หลงเฉินก็นำร่างของหลงฉิงหลานวางลงในหลุมศพ

เมื่อก้มลงมองใบหน้าที่ซูบผอมในหลุมศพ หลงเฉินก็ทำได้เพียงกำหมัดแน่นอย่างเงียบๆ

“……”

“ตาแก่ ทุกอย่างที่ท่านได้บอกกับข้าเอาไว้ ข้าจะจดจำมันและปฏิบัติตาม เรื่องที่ท่านได้สั่งเสียไว้ ตราบใดที่ข้ายังมีลมหายใจ ข้าจะต้องทำมันให้สำเร็จให้จงได้ เรื่องเปลี่ยนแซ่ข้าก็ทำแล้ว เรื่องผนึกมังกร ข้าจะค่อยๆทำมันให้สำเร็จ ปัญหามันอยู่ที่ความแข็งแกร่งซึ่งข้าไม่สามารถทำมันได้ในวันสองวัน…”

ในตอนนั้นหลงเฉินก็นึกถึงคำสั่งเสียของหลงฉิงหลานที่ขอให้เอาจี้หยกรูปมังกรออกมาจากตันเถียนของเขา

‘เขาก็ตายไปแล้ว ถ้าข้าทำลายศพของเขา มันจะเป็นบาปที่ยากจะให้อภัย…’

เมื่อคิดได้เช่นนี้ เขาก็อยากจะยอมแพ้ ทว่าทันใดนั้นเขาก็ฉุกคิดได้เรื่องหนึ่ง

‘ไม่ ไม่ถูกต้อง ตาแก่บอกว่าหยกมังกรกำลังทรมานร่างกายของเขาอยู่ และเขายังย้ำเรื่องนี้กับข้าเอาไว้ หยกนี้จะต้องมีความลับอะไรอยู่แน่’

หลงเฉินไม่ใช่คนขวัญอ่อน เมื่อคิดได้เช่นนี้เขาก็ควักมีดออกมา เขามองหลงฉิงหลานอีกครั้ง ก่อนจะสูดลมหายใจเข้าลึกและใช้มีดตัดเข้าไปที่จุดตันเถียนของบิดา

เป็นจริงดั่งคำกล่าวของหลงฉิงหลาน มีจี้หยกสีดำชิ้นหนึ่งอยู่จริงๆ

หลงเฉินวางจี้หยกไว้บนพื้น ก่อนจะใช้ดินฝังกลบร่างบิดาและสร้างป้ายหลุมศพเอาไว้ หลังจากที่เคารพศพเสร็จ เขาก็นั่งอยู่ข้างๆหลุมศพพลางมองลงไปยังจี้หยกในมือ

นี่คือหยกมังกรที่หลงฉิงหลานกล่าวถึง

“เป็นเจ้าเองหรือ ที่ดูดพลังลมปราณของตาแก่จนเหือดแห้งและทำลายชีวิตของเขา?”

หยกลึกลับชิ้นนี้เป็นหยกรูปมังกรที่เต็มไปด้วยลวดลายแปลกๆ ตัวหยกมีสีดำทั้งชิ้น วัสดุที่ใช้ดูธรรมดา หากว่ามันไม่ได้มีสภาพที่เก่าเช่นนี้ หลงเฉินก็แทบจินตนาการไม่ออกเลยว่ามันสามารถทำลายชีวิตของหลงฉิงหลานได้อย่างไร

ตอนนี้เป็นเวลาดึกมากแล้ว แสงจันทร์อันอ่อนโยนสาดส่องลงมายังผืนดิน หมอกค่อยๆแทรกซึมผ่านมวลไม้ หยกมังกรที่อยู่ในมือของหลงเฉินเริ่มเปร่งแสงสลัวๆออกมา และทันใดนั้นมันก็หายไปต่อหน้าต่อตาเขา ทำให้หลงเฉินเกิดความประหลาดใจที่แฝงไปด้วยความตระหนกขึ้น

“เกิดอะไรขึ้น?”

ยังไม่ทันจะหายจากอาการตกใจ หลงเฉินก็รู้สึกว่าได้ยินเสียงคำรามอยู่ภายในหัว และเขาก็พบว่าจิตสำนึกของตัวเองมาปรากฏอยู่ในกลุ่มหมอกสีเทาๆ ที่มีอาณาบริเวณกว้าง หมอกเหล่านี้ไหลตามสายลมไปข้างหน้าเป็นลูกคลื่น หลงเฉินรู้สึกราวกับว่าตัวเองสูญเสียสัมผัสทั้งหมดไป หลงเหลือเพียงสัมผัสด้านการมองเห็นเท่านั้น เขาหันไปรอบๆด้วยความประหลาดใจ

“นี่เป็นสิ่งที่บรรยายไว้ในหนังสือ มันคือห้วงจิตซึ่งเป็นที่อยู่ของจิตวิญญาณ มีแค่คนที่เป็นจอมยุทธ์เท่านั้นที่จะเปิดห้วงจิตออกได้ ข้าสามารถมองเห็นห้วงจิตได้ นี่มันเกิดอะไรขึ้น?”

แม้ว่าจะเต็มไปด้วยความประหลาดใจ หลงเฉินก็ยังเดินสำรวจภายในทะเลแห่งหมอกนี้ เขารู้สึกว่าต่อให้ตัวเองวิ่งไปตลอดกาลก็ไม่สามารถหนีออกไปจากทะเลหมอกอันไร้ขอบเขตนี้ได้

ทันใดนั้น หลงเฉินก็มองเห็นหยกสีดำรูปมังกรชิ้นหนึ่งกำลังลอยตัวอยู่เหนือทะเลหมอกพร้อมกับปลดปล่อยแสงบางๆออกมา

แววตาของหลงเฉินเต็มไปด้วยความประหลาดใจและไม่อยากเชื่อ

“หยกมังกรมาปรากฏตัวในห้วงจิตของข้า เช่นนี้แล้วมันจะดูดซับพลังลมปราณของข้าหรือไม่?”

หลงเฉินตกใจกลัวขึ้นมา

“ไม่ เรื่องนั้นเป็นไปไม่ได้ ข้าไม่มีพลังลมปราณเลยด้วยซ้ำ”

ในตอนนั้นเอง กระแสพลังอันแข็งแกร่งก็หลั่งไหลออกมาจากหยกมังกร ก่อนจะตัดผ่านเขตแดนระหว่างจิตวิญญาณและร่างกายของหลงเฉินและมาปรากฏอยู่ภายในตันเถียนของเขา

ความอบอุ่นที่เกิดจากการไหลของพลังนี้ทำให้ทั้งร่างของหลงเฉินรู้สึกสดชื่น

“พลังลมปราณ?”

.

.

.

ติดตามข่าวสาร&ตอนใหม่ๆก่อนใครได้ที่: เทพสงครามสายเลือดมังกร

ตอนที่ 3 ชีพจรมังกร (1/2)

ขณะที่หลงเฉินกำลังยืนงุนงงอยู่นั้น พลังลมปราณก็ไหลทะลักออกมาจากหยกลึกลับที่อยู่ภายในจุดตันเถียนของเขา

“ลมปราณพวกนี้มาจากไหนกัน? หรือว่าหยกมังกรจะดูดซับพวกมันมาจากร่างกายของตาแก่?!”

แม้ว่าหลงเฉินจะฝึกฝนร่างกายมาอย่างดี แต่พลังลมปราณอันมหาศาลในตอนนี้มันเกินกว่าที่ร่างกายของเขาจะรับไหวและอาจจะก่อให้เกิดอันตรายได้พลังที่ปะทุขึ้นมาไหลไปตามแขนและขาก่อให้เกิดเป็นระลอกคลื่นกระจายออกไปตามผืนดิน

คลื่นความร้อนแผ่ซ่านอยู่ในอกทำให้หลงเฉินร้องครวญครางออกมาด้วยความเจ็บปวดทรมาน เขากัดฟันขณะที่ร่างกายชุ่มโชกไปด้วยเหงื่อ

พลังลมปราณภายในจุดตันเถียนของเขาปั่นปวนขึ้นมาอย่างรุนแรงราวกับว่าจะระเบิดออกมาทุกเมื่อ หากยังเป็นเช่นนี้ต่อไป เขาก็อาจจะถึงตายจากการที่ร่างระเบิดได้ ดวงตาของหลงเฉินเปลี่ยนเป็นสีแดงเมื่อคิดถึงความตายที่กำลังก้าวเข้ามามันเป็นความตายที่ไม่หลงเหลือแม้แต่ซากศพเสียด้วยสิ

“ข้าไม่ใช่คนที่จะมาตายง่ายๆ! ชีพจรมังกรรึ? ข้าจะทะลวงผ่านมันซะ!”

หลังจากที่ฝึกฝนทั้งร่างกายและจิตใจมาได้ในระดับหนึ่ง ร่างกายของมนุษย์จะสามารถก่อรวมพลังลมปราณขึ้นมาได้ หากรวบรวมพลังลมปราณได้อย่างเพียงพอจะสามารถใช้มันเพื่อทะลวงผ่านเส้นชีพจรมังกรได้ มีแต่พลังลมปราณที่ไหลผ่านเส้นชีพจรมังกรเท่านั้นจึงจะเรียกได้ว่าเป็นพลังลมปราณที่แท้จริงหรือลมปราณมังกรได้ และตอนนี้ปริมาณพลังลมปราณของหลงเฉินมันยิ่งกว่าคำว่าเพียงพอเสียอีก

“ทะลวง!”

หลงเฉินกัดฟันทน หยาดเหงื่อหลั่งไหลสู่ผืนพสุธา เขาส่งเสียงคำรามออกมา หลังจากพยายามอยู่นานในที่สุดพลังลมปราณภายในจุดต้นเถียนของเขาก็พุ่งทะยานราวกับมังกร เขาตัดสินใจชักนำพลังลมปราณที่กำลังเดือดดาลให้ทะลวงผ่านเข้าสู่เส้นชีพจรมังกร

*ปัง*

เกิดเสียงดังซึ่งเป็นสัญญาณที่แสดงให้เห็นว่าเส้นชีพจรมังกรถูกเปิดออกแล้ว พลังลมปราณอันมหาศาลไหลอย่างเกรี้ยวกราดราวกับน้ำหลากผ่านเส้นชีพจรมังกร เส้นชีพจรมังกรแต่เดิมที่เคยปิดอยู่ตอนนี้ค่อยๆขยายออกไปทีละชุ่นตลอดทั้งกระบวนการนี้ลมปราณมังกรของหลงเฉินไหลเวียนอย่างบ้าคลั่ง

(* 1 ชุ่น = 1 นิ้ว)

หลังจากที่เส้นชีพจรมังกรเส้นแรกถูกเปิดออกมาแล้ว ภายในเวลาหนึ่งก้านธูป ลมปราณมังกรของหลงเฉินก็ไหลเวียนผ่านเส้นชีพจรมังกรไปแล้วหลายต่อหลายรอบก่อนจะกลับมาที่จุดตันเถียน อย่างไรก็ตาม พลังลมปราณที่กลับมาที่จุดตันเถียนในเวลานี้ยังคงอาละวาดอย่างไม่หยุดยั้งพลังลมปราณอันเหลือล้นกำลังสร้างความอึดอัดให้กับหลงเฉินอยู่ในขณะนี้

“หลังจากที่เบิกชีพจรมังกรเส้นแรกตอนนี้เท่ากับว่าข้าเป็นผู้ฝึกยุทธ์ในขอบเขตชีพจรมังกรขั้นแรกแล้ว! ทว่าพลังลมปราณในจุดตันเถียนของข้ายังคงเติบโตอย่างรวดเร็วและรุนแรง ขอบเขตชีพจรมังกรขั้นที่สองอย่างนั้นรึ? ข้าจะลองทะลวงผ่านมันให้ได้ในวันนี้!”

หลงเฉินทราบดีว่าการทะลวงผ่านชีพจรมังกรเส้นแรกของเขานั้นไม่ได้ใช้ความพยายามเท่าไหร่นัก ในขณะที่พลังลมปราณยังคงมีพละกำลังล้นเหลือ เขาจะต้องอาศัยจังหวะนี้ในการทะลวงสู่ขั้นถัดไป เขาจะไม่ยอมปล่อยให้โอกาสเช่นนี้หลุดลอยไป ขณะที่นั่งอยู่ตรงป้ายหลุมศพของบิดา หลงเฉินกัดฟันและเริ่มกระบวนการทะลวงผ่านเส้นชีพจรมังกรเส้นที่สอง

ยิ่งเป็นเส้นชีพจรมังกรเส้นหลังๆก็จะยิ่งทะลวงได้ยากและยังต้องการปริมาณพลังลมปราณที่มากขึ้นไปด้วย ถ้าเปรียบเทียบกับเส้นแรกแล้ว เส้นที่สองจะใช้พลังลมปราณที่มากกว่าเก่าหลายเท่า ด้วยเหตุนี้ทำให้การฝึกฝนภายในขอบเขตชีพจรมังกรทำได้ยากยิ่ง ภายในเมืองพฤกษาหมอกแม้ว่าคนมากมายจะทุ่มเททั้งแรงกายแรงใจตลอดจนทรัพยากรไปอย่างมหาศาล แต่ก็ยังหาได้ยากนักที่จะมีคนที่ฝึกจนถึงขั้นที่เหนือกว่าขอบเขตชีพจรมังกรได้

เป็นอีกครั้งที่พลังลมปราณของเขาเริ่มหลั่งไหลเข้าสู่เส้นชีพจรมังกรเส้นที่สองอย่างดุเดือด วันนี้ต่อหน้าหลุมศพของหลงฉิงหลาน หลงเฉินตั้งใจไว้แล้วว่าจะต้องทะลวงเส้นชีพจรมังกรให้ได้มากที่สุดเท่าที่ทำได้ แม้ว่าจะเป็นเรื่องที่อันตรายถึงชีวิตก็ตาม เขาบังคับให้พลังลมปราณอันมหาศาลหลั่งไหลเข้าสู่เส้นชีพจรมังกรเส้นทีสองทีละนิดๆ การเปิดเส้นชีพจรมังกรเส้นที่สองยากกว่าเส้นแรกมาก ถ้าล้มเหลว เขาก็จะต้องเริ่มต้นใหม่ทั้งหมด

หลังเวลาผ่านไปหนึ่งก้านธูป หลงเฉินเปิดมันออกได้เพียงแค่สี่ชุ่นเท่านั้น แต่แค่นี้เขาก็รู้สึกอ่อนล้ามากแล้ว อย่างไรก็ตาม เมื่อเขานึกถึงคำสั่งเสียของบิดาและน้ำตาของเขาในยามที่กำลังจะตาย หลงเฉินก็รู้สึกเจ็บปวดขึ้นมาเป็นอย่างมาก ความเจ็บปวดจากการทะลวงพลังในตอนนี้มันเทียบไม่ได้เลยด้วยซ้ำ

“ท่านพ่ออยากให้ข้าแข็งแกร่งขึ้น และข้าก็ตอบรับคำสั่งเสียของเขาไปแล้ว นี่ถือเป็นความรับผิดชอบของข้า แม้ว่าข้าจะต้องตาย ข้าก็จะทำงานนี้ให้สำเร็จ วันนี้ข้าจะทะลวงผ่านเส้นชีพจรมังกรเส้นที่สองให้จงได้ และข้าจะทำให้ท่านได้มองเห็นหลงเฉินคนใหม่!”

ในเวลาเดียวกัน เขาก็คิดถึงกลุ่มคนที่ค่อยดูถูกเหยียดหยามเขา มันยิ่งทำให้เขามีแรงฮึดขึ้นมาอีกครั้ง

“ลืมมันไปก่อน ข้าไม่ใช่ทั้งคนเลือดเย็นและโหดเหี้ยม เจ้าพวกที่มันมาเหยียดหยามข้า รอให้ข้าแข็งแกร่งกว่าพวกเจ้าก่อนเถอะ ข้าจะตอบแทนให้อย่างสาสม!”

*ปัง!*

หลังจากผ่านไปหนึ่งชั่วยาม ในที่สุดเส้นชีพจรมังกรเส้นที่สองก็ถูกทะลวงผ่านได้สำเร็จ ลมปราณมังกรที่ทรงพลังทั้งสองสายไหลผ่านเส้นชีพจรมังกรและกระจายไปทั่วร่างทำให้ร่างกายของเขาแข็งแกร่งขึ้นในทันที พลังลมปราณมังกรอันมหาศาลไหลกลับไปที่จุดตันเถียนและพักอยู่ที่นั่น

เมื่อลมปราณไหลเข้าสู่ทวารทั้งเจ็ดของเขา เขาก็รู้สึกว่าสัมผัสต่างๆของเขาเฉียบคมมากขึ้น แม้แต่ในเวลากลางคืน เขาก็ยังมองเห็นพื้นที่โดยรอบได้ชัดเจนและหากตั้งใจฟังดี ๆ เขาสามารถได้ยินเสียงนกหรือแมลงรอบ ๆ ตัวเขาอย่างแจ่มชัด

เมื่อเข้าสู่ขอบเขตชีพจรมังกรแล้ว มันราวกับว่าทุกอย่างในร่างกายของเขาเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ ตอนนี้เขารู้สึกได้ว่าแม้จะแค่การกลืนน้ำลายเบาๆก็ยังมีพลังมหาศาลถึงหนึ่งพันชั่ง

หลงเฉินลุกขึ้นยืน เขารู้สึกได้ถึงความสดชื่นและเต็มเปี่ยมไปด้วยพละกำลัง ใบหน้าของเขามีรอยยิ้มปรากฏขึ้นมา

ตอนนี้เขาเข้าสู่ขอบเขตชีพจรมังกรขั้นที่สองเรียบร้อยแล้ว หากใช้พลังลมปราณการจะชกต้นไม้ให้แหลกได้ก็ไม่ใช่เรื่องที่ยากเกินไปสำหรับเขา

และตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ในที่สุดเขาก็จะถูกนับว่าเป็นผู้ฝึกยุทธ์เต็มตัวแล้ว!

เมื่อมองไปที่ป้ายหลุมศพของหลงฉิงหลาน หลงเฉินก็คุกเข่าลงและทำการเคารพศพอีกหลายครั้ง

“ความสำเร็จทั้งหมดของข้าในค่ำคืนนี้มาจากท่าน แต่ก่อนข้าเคยเกลียดท่าน เพราะท่านไม่เคยเหลียวแลข้าเลย แต่วันนี้ข้ารู้ว่าตัวเองคิดผิด ท่านเป็นพ่อที่ดี”

จากนั้นหลงเฉินก็ลุกขึ้นและมุ่งหน้ากลับเข้าเมืองพฤกษาหมอก

“มีบางอย่างไม่ถูกต้อง…” หลงเฉินขมวดคิ้ว

“หยกมังกรแต่เดิมเคยอยู่ในจุดตันเถียนของพ่อข้า ตอนแรกข้าคิดว่าการที่มันมาปรากฏภายในห้วงจิตของข้าถือเป็นเรื่องที่ผิดปกติ แต่พอมาคิดดูอีกที มันมีโอกาสมากกว่าแปดส่วนที่ตาแก่จะรู้เรื่องนี้อยู่ก่อนแล้ว ด้วยเหตุนั้นเขาเลยกระตุ้นให้ข้ารีบเอามันออกมาจากจุดตันเถียนของเขา คำพูดของตาแก่ก็ดูคลุมเครือเป็นอย่างมาก เขาเอ่ยถึงทวีปมังกรอุทิศและยังพูดถึงขุมกำลังที่ทรงอำนาจ หรือว่าตาแก่จะมีภูมิหลังที่ไม่ธรรมดา?

ต้องไม่ผิดแน่ นั่นเป็นเหตุว่าทำไมตอนที่เขามาที่เมืองพฤกษาหมอกถึงไม่มีใครรู้เรื่องอดีตของเขาเลย”

หลงเฉินขมวดคิ้วก่อนจะเอ่ยต่อ “สิ่งที่สำคัญที่สุดคือตาแก่รู้อย่างแน่นอนว่าหยกมังกรมีความเป็นมาอย่างไร แต่เขากลับยังปล่อยให้มันดูดซับพลังลมปราณจนตาย และตอนนี้เขายังขอให้ข้ารับมันมาอีก นี่เป็นปริศนาที่ข้าต้องหาคำตอบ อะไรกันที่เป็นเหตุผลที่เขาต้องทำเช่นนี้?”

เมื่อเขาลองเพ่งสมาธิและนำเอาจิตกลับเข้ามาในห้วงจิตอีกครั้ง หยกมังกรลึกลับก็ยังคงลอยโดดเด่นอยู่ภายในห้วงจิตของเขา ต่อให้หลงเฉินมีพรสวรรค์ที่ฉลาดกว่าคนทั่วไปเป็นสิบเท่า เขาก็ไม่สามารถอธิบายได้ว่ามันมาปรากฏอยู่ที่นี่ได้อย่างไร

ห้วงจิตเป็นมิติพิเศษที่แยกออกมาจากโลก ถึงเขาจะเอาเรื่องนี้ไปบอกคนอื่นก็คงไม่มีใครยอมเชื่อเขาแน่ เพราะนอกจากเขาแล้วผู้อื่นไม่สามารถเข้ามาดูในห้วงจิตของเขาได้

ด้วยความลึกลับของหยกมังกรนี้ก็แสดงให้เห็นว่ามันต้องมีเบื้องหลังที่ไม่ธรรมดาอย่างแน่นอน

อย่างไรก็ตามในเวลานี้ หลงเฉินต้องประหลาดใจที่พบว่าพลังลมปราณยังคงหลั่งไหลออกมาจากหยกมังกรนี้เพื่อเข้าสู่จุดตันเถียนของเขาอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าจะไม่มากเท่าก่อนหน้านี้ก็ตาม

เมื่อเห็นเช่นนี้รอยยิ้มก็ปรากฏบนใบหน้าของเขา

“พลังลมปราณของข้าค่อยๆเพิ่มอยู่ตลอดเวลา ฉะนั้นความเร็วในการฝึกยุทธ์ของข้าย่อมเหนือกว่าคนทั่วไป ด้วยความเร็วนี้ การจะไล่ตามคนอื่นให้ทันคงไม่ใช่เรื่องที่ยากเกินไปนัก”

ก่อนหน้านี้หลงเฉินรู้สึกหมดหวังในเส้นทางฝึกยุทธ์จนต้องหันไปใช้ชีวิตปกติเช่นสามัญชน แต่ตอนนี้ในที่สุดเขาก็เห็นแสงแห่งความหวังอีกครั้ง

เมื่อมองไปยังเมืองพฤกษาหมอกที่อยู่เบื้องหน้า หลงเฉินก็นึกถึงงานที่หลงฉิงหลานได้มอบหมายไว้ให้

“ในการแข่งจะมีคนรุ่นเยาว์ที่โดดเด่นของตระกูลหยางมาเข้าร่วมกันหลายคน… พวกเขาทั้งหมดล้วนเป็นยอดฝีมือและเป็นอัจฉริยะ แม้แต่หยางฉาน ข้ายังเอาชนะไม่ได้ เช่นนั้นก็ไม่ต้องพูดถึงคนอื่น ตาแก่ต้องการให้ข้าเป็นผู้ชนะและเอาตราประทับมังกรมา งานนี้มันยากยิ่งกว่าเข็นครกขึ้นสวรรค์ซะอีก…การจะเป็นนักรบมังกรมันสำคัญขนาดนั้นเลยหรือ?”

ติดตามข่าวสาร&ตอนใหม่ๆก่อนใครได้ที่: เทพสงครามสายเลือดมังกร

อ่านต่อนิยายเรื่องนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...