โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

“รัสเซีย-ยูเครน” ทุบซ้ำ ยอดจอง “โรงแรม” เดือนมีนาฯร่วง

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 06 เม.ย. 2565 เวลา 02.25 น. • เผยแพร่ 06 เม.ย. 2565 เวลา 02.25 น.

เป็นที่ชัดเจนว่าภาพรวมของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยในช่วงเดือนมีนาคม 2565 นอกจากจะยังคงเผชิญกับการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19แล้ว ปัญหาความขัดแย้งระหว่างรัสเซีย-ยูเครนเข้ามาเป็นปัจจัยลบซ้ำเติมอีกระลอก

จากข้อมูลของสมาคมโรงแรมไทย (THA) ระบุถึงผลการสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นผู้ประกอบการโรงแรม ที่พัก (Hotel Business Operator Sentiment Index) เดือนมีนาคม 2565 (ผู้ตอบแบบสำรวจจำนวน 127 แห่ง) ว่า โรงแรมเปิดกิจการปกติแล้ว 79% เพิ่มขึ้นจากเดือนกุมภาพันธ์ 2565 ที่มีสัดส่วนเปิดกิจการปกติ 72% ทั้งนี้ เป็นผลจากการผ่อนคลายมาตรการ Test & Go

ขณะเดียวกันยังมีโรงแรมที่ปิดกิจการชั่วคราวอยู่ประมาณ 2% ซึ่งในจำนวนนี้เป็นโรงแรมที่ปิดกิจการชั่วคราวมานานกว่า 1 ปี โดยกลุ่มนี้คาดว่าจะกลับมาเปิดอีกครั้งในช่วงครึ่งปีหลังนี้เป็นต้นไป ส่วนอีกประมาณ 19% ยังคงเปิดให้บริการเพียงแค่บางส่วน

โดยโรงแรมกลุ่มที่เปิดให้บริการปกติส่วนใหญ่มีรายได้อยู่ในระดับที่ต่ำใกล้เคียงกับเดือนกุมภาพันธ์กล่าวคือ โรงแรมมีรายได้ไม่เกิน 50% คิดเป็นสัดส่วน 80% และโรงแรมที่มีรายได้ไม่เกิน 30% คิดเป็นสัดส่วน 50% ขณะที่โรงแรมมีรายได้เกิน 50% มีสัดส่วนเพียง 19% เท่านั้น (เทียบรายได้กับช่วงเดียวกันของปี 2562)

ในด้านอัตราการเข้าพักนั้น พบว่าภาพรวมของเดือนมีนาคม 2565 โรงแรมทั่วประเทศมีอัตราการเข้าพักเฉลี่ยที่ 33% ใกล้เคียงกับเดือนกุมภาพันธ์ที่มีสัดส่วนเฉลี่ยที่ 34% ซึ่งเป็นผลจากแรงสนับสนุนของโครการ “เราเที่ยวด้วยกัน” เฟส 4 และการผ่อนคลายมาตรการ Test & Go รวมถึงสถานการณ์การแพร่ระบาดที่รุนแรงน้อยกว่าสายพันธุ์อื่น

อย่างไรก็ตาม ในช่วงดังกล่าวยังมีปัจจัยลบเรื่องของความขัดแย้งระหว่างรัสเซีย-ยูเครนที่ส่งผลต่อบรรยากาศการท่องเที่ยวในภาพรวมของประเทศ และส่งผลกระทบสำคัญในหลายประเด็น ได้แก่ นักท่องเที่ยวต่างชาติชะลอการเดินทาง (50%) ลูกค้ายกเลิกการจองห้องพัก (25%) ความไม่สะดวกในการรับชำระเงิน (11%) ลูกค้าหรือคู่ค้าค้างชำระค่าบริการ (1%) และอื่น ๆ อาทิ ต้นทุนวัตถุดิบและราคาสินค้าปรับตัวสูงขึ้น สายการบินยกเลิกเที่ยวบิน ฯลฯ (13%)

โดยโรงแรมในทุกภาคของประเทศกว่า 90% ให้ข้อมูลว่ามีลูกค้ายกเลิกการจองห้องพัก ยกเว้นโรงแรมในภาคตะวันออกฉียงเหนือที่ได้รับผลกระทบน้อย

อย่างไรก็ดี โรงแรมส่วนใหญ่ให้ข้อมูลว่าเป็นการยกเลิกการจองน้อยกว่า 25% ของยอดจองทั้งหมด และยังน้อยกว่าเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมาที่รัฐบาลประกาศระงับมาตรการ Test & Go ชั่วคราว

นอกจากนี้ ยังให้ข้อมูลด้วยว่าในเดือนมีนาคมที่ผ่านมาลูกค้าหลักของโรงแรมส่วนใหญ่เป็นกลุ่มนักท่องเที่ยวทั่วไป แบ่งเป็นลูกค้าท่องเที่ยวทั่วไปชาวไทย 65% และลูกค้าท่องเที่ยวทั่วไปชาวต่างชาติ 47% โดยอันดับ 1 เป็นนักท่องเที่ยวจากยุโรปตะวันตก (56%) รองลงมาคือ เอเชียและตะวันออกกลาง (46%) อเมริกา (29%)

ส่วนลูกค้ารัสเซียและยุโรปตะวันออก (12%) มีสัดส่วนลดลงเกือบ 50% เมื่อเทียบกับเดือนกุมภาพันธ์ และออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ (6%) ซึ่งเป็นผลกระทบจากความขัดแย้งระหว่างรัสเซีย-ยูเครนเป็นหลัก

อย่างไรก็ตาม ในเดือนมีนาคมที่ผ่านมาภาคธุรกิจโรงแรมมีการจ้างงานเฉลี่ยเพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้ามาอยู่ที่ 69.5% ของการจ้างงานเดิมก่อนเกิดการแพร่ระบาดของโควิด-19 (ปี 2562) โดยมีการจ้างงานเพิ่มขึ้นในทุกภูมิภาค สอดคล้องกับสัดส่วนโรงแรมที่กลับมาเปิดกิจการปกติมากขึ้น หลังมีการผ่อนคลายมาตรการ Test & Go และเตรียมรองรับเทศกาลสงกรานต์ในเดือนเมษายนนี้

“มาริสา สุโกศล หนุนภักดี” นายกสมาคมโรงแรมไทย (THA) กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ภาพรวมอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของไทยยังฟื้นกลับมาได้น้อยมาก จำนวนนักท่องเที่ยวที่เข้ามามีจำนวนไม่มากนัก อัตราการเข้าพักโรงแรมเฉลี่ยยังอยู่ที่ประมาณ 30% ซึ่งส่วนใหญ่ยังไม่ถึงจุดคุ้มทุนของการเปิดให้บริการ

“ที่ผ่านมานักท่องเที่ยวต่างชาติที่เข้ามาส่วนใหญ่จะอยู่ที่กรุงเทพฯและภูเก็ตเป็นหลัก ส่วนโลเกชั่นอื่นยังไม่ได้รับอานิสงส์มากนัก”

และย้ำว่า ปัจจัยสำคัญที่จะทำให้อุตสาหกรรมท่องเที่ยวของประเทศกลับมาฟื้นตัวในปีนี้ คือ การกลับมาของนักท่องเที่ยวต่างชาติ โดยรัฐบาลต้องยกเลิกมาตรการการเดินทางเข้าประเทศเช่นเดียวกับประเทศอื่น ๆ โดยเร่งด่วน

โดยปลดล็อกมาตรการทั้งการลงทะเบียนเข้าประเทศผ่านระบบ Thailand Pass การตรวจหาเชื้อโควิดแบบ RT-PCR เมื่อเดินทางมาถึง เหลือไว้เพียงแค่การตรวจแบบ ATK ครั้งเดียวในวันที่เดินทางมาถึงก็เพียงพอแล้ว เนื่องจากปัจจุบันหลายประเทศทั่วโลกผ่อนคลายกันไปหมดแล้ว

ทั้งนี้ เพื่อลดการสูญเสียรายได้จากการท่องเที่ยว และเพื่อเป็นการเพิ่มโอกาสด้านการแข่งขันของประเทศไทย

“มาริสา” บอกด้วยว่า สำหรับมาตรการช่วยเหลือที่กลุ่มธุรกิจโรงแรมต้องการให้รัฐบาลสนับสนุนนั้นส่วนใหญ่ยังเป็นมาตรการเดิม คือ สนับสนุนค่าจ้างงาน (copayment), มาตรการลดค่าสาธารณูปโภค เช่น ค่าไฟฟ้า เป็นต้น, มาตรการพักชำระหนี้ ฯลฯ

รวมถึงขยายเวลาลดภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง, เร่งรัดการเบิกจ่ายเงินในโครงการ “เราเที่ยวด้วยกัน” และให้ธนาคารของรัฐช่วยรับโอนสินเชื่อของโรงแรมที่ได้รับผลกระทบไปพักหนี้ไว้ 3-5 ปี โดยใช้เงินสนับสนุนจากภาครัฐ เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการธุรกิจโรงแรมสามารถพยุงการจ้างงาน และมีเงินหมุนเวียนเพียงพอสำหรับประคองธุรกิจให้เดินต่อไปได้ เพราะจากการสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นในเดือนมีนาคมที่ผ่านมาระบุชัดเจนว่า มีโรงแรมถึง 44% มีสภาพคล่องอยู่ต่อได้ไม่เกิน 3 เดือนนับจากนี้

“ไฮเน็คกี้” ชี้ถึงเวลาฟื้น ศก. จี้ยกเลิก Thailand Pass ด่วน !

นับเป็นนักธุรกิจที่เรียกร้องพร้อมเสนอแนวทางเปิดรับนักท่องเที่ยวต่างชาติควบคู่กับการควบคุมการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 มาโดยตลอดในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา สำหรับ “วิลเลี่ยม เอ็ลล์วู้ด ไฮเน็ค” หรือ “ไฮเน็คกี้” ประธานกรรมการ บริษัท ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) หรือ MINT

โดยนับตั้งแต่ต้นปี 2563 “ไฮเน็คกี้” ได้ส่งจดหมายเปิดผนึกถึงนายกฯ บิ๊กตู่ (พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา) ครั้งแล้วครั้งเล่า พร้อมเรียกร้องให้ประเทศไทยเปิดรับนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ได้รับการฉีดวัคซีนครบโดสแล้ว โดยไม่มีเงื่อนไข

พร้อมย้ำมาตลอดว่าการควบคุมการแพร่ระบาดของโควิดที่เข้มข้นเกินไปไม่ใช่คำตอบ และอาจส่งผลเสียต่อการดำเนินชีวิตของประชาชน และทำให้เกิดการหยุดชะงักของภาคอุตสาหกรรมท่องเที่ยว และกิจกรรมทางเศรษฐกิจ โดยล่าสุดได้เสนอให้รัฐบาลเร่งยกเลิก Thailand Pass ระบบลงทะเบียนเข้าประเทศของไทยโดยเร่งด่วน หลังจากที่รัฐบาลโดยกระทรวงการท่องเที่ยวฯออกมาให้ข้อมูลว่า จะเสนอให้ยกเลิกระบบดังกล่าวตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายนนี้ เป็นต้นไป

“ไฮเน็คกี้” บอกว่า ตามกระแสข่าวที่ว่าภาครัฐเตรียมยกเลิกการเดินทางเข้าประเทศแบบ Test & Go และ Thailand Pass ภายในเดือนมิถุนายน 2565 นั้น ตนประเมินว่าช้าเกินไป ตรงกันข้ามภาครัฐควรพิจารณาเปิดประเทศตั้งแต่ตอนนี้เป็นต้นไป เนื่องจากในหลายประเทศต่างปรับมาตรการการเดินทางเข้าประเทศกันไปแล้ว

พร้อมระบุว่า ก่อนหน้านี้ประเทศไทยเคยเป็นผู้นำในการปรับตัวเพื่อเข้ากับสถานการณ์ แต่ปัจจุบันประเทศไทยปรับตัวช้ากว่าประเทศอื่น ๆ ทำให้นักท่องเที่ยวที่ต้องการเดินทางเข้ามาประเทศไทยในช่วงเทศกาลสงกรานต์ แต่กลับต้องเจอความไม่สะดวกสบาย

“ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาประเทศไทยได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โควิด-19 อย่างหนัก ดังนั้น หากรัฐบาลยังไม่ยกเลิกมาตรการการเข้าประเทศทั้งหมดภายในเร็ววัน ทุกฝ่ายก็จะได้รับผลกระทบหนักมากขึ้นไปอีก ขณะนี้ถึงเวลาพลิกฟื้นเศรษฐกิจของประเทศไทยแล้ว” ไฮเน็คกี้ย้ำ และบอกอีกว่า ส่วนตัวเชื่อว่าหากประเทศไทยสามารถปลดล็อกมาตรการการเดินทางเข้าประเทศทุกอย่างได้ตั้งแต่ตอนนี้ อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทยจะสามารถฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็วภายใน1 ปี แม้ว่านักท่องเที่ยวชาวจีนยังไม่เดินทางเข้ามาก็ตาม

ทั้งนี้ เนื่องจากนักท่องเที่ยวที่เดินทางในช่วงนี้มีการใช้จ่ายในจำนวนเงินที่มากขึ้น เห็นได้จากกรณีตัวอย่างจากประเทศมัลดีฟส์ ที่ภาคการท่องเที่ยวฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็ว หลังลดมาตรการเข้าประเทศ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...