โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

วิกฤตอัตลักษณ์ชาวไทลื้อในสิบสองปันนา

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 20 ก.ย 2568 เวลา 09.01 น. • เผยแพร่ 20 ก.ย 2568 เวลา 08.47 น.
วัดป่าเจ เชียงรุ่ง สิบสองปันนา ประเทศจีน ถ่ายภาพโดย 刀令达

วิกฤตอัตลักษณ์ชาวไทลื้อในสิบสองปันนา

สิบสองปันนา เป็นเมืองที่อยู่ในมณฑลยูนานทางตอนใต้ของประเทศจีน ในอดีต “สิบสองปันนา” หรือสิบสองพันนา หมายถึงอาณาจักรที่เกิดขึ้นจากการรวมพื้นที่นาของชาวไทลื้อหลายๆ หมู่บ้านรวมกันได้ 1 พันนาก็ตั้งเป็น 1 เมือง รวมทั้งสิ้น 12 พันนา จึงเท่ากับ 12 เมือง เมืองหลวงคือ เชียงรุ้ง มีแม่น้ำโขงไหลผ่าน เป็นศูนย์กลางของอาณาจักร

อาณาจักรสิบสองปันนามีพระเจ้าแผ่นดินปกครองอาณาจักรมายาวนานถึง 45 พระองค์ มีพระมหากษัตริย์ผู้ปรีชายิ่ง คือ พญาเจืองหาน แห่งราชวงศ์เชียงรุ้ง ที่ปกครองเมืองเชียงรุ้งให้เป็นเอกภาพมีความร่มเย็นผาสุขมาโดยตลอด

แต่แล้วเมื่อสายลมแห่งอำนาจเปลี่ยนทิศใน ค.ศ. 1949 ได้เกิดการเปลี่ยนแปลงการปกครองเปลี่ยนชื่อเรียกอาณาจักรจีนมาเป็นสาธารณรัฐประชาชนจีน โดยเหมาเจ๋อตุง ซึ่งมีความมุ่งหวังที่จะปกครองประเทศจีนให้อยู่ภายใต้การปกครองแบบคอมมิวนิสต์ และรวมรวบประเทศจีนให้ยิ่งใหญ่

อาณาจักร “สิบสองปันนา” จึงถูกรวมให้เป็นส่วนหนึ่งของสาธารณรัฐประชาชนจีน ถูกตั้งให้เป็นเขตการปกครองตนเองภายใต้ระบบคอมมูน กล่าวคือ ที่นาที่เคยเป็นของชาวไทลื้อถูกยึดให้เป็นของรัฐบาล เป็นระบบนารวม ให้ประชากรชาวไทลื้อเป็นสมาชิกใช้แรงงานทำงานให้รัฐบาล แลกกับสวัสดิการต่างๆ ที่รัฐบาลเป็นผู้จัดสรรให้กับประชากร

รวมไปถึงการล้มราชวงศ์ไทลื้อ ที่เป็นผู้ปกครองแผ่นดินสิบสองปันนามายาวนาน พระราชวังที่เวียงผาครางถูกเผาทำลาย ซึ่งในปัจจุบันได้สร้างเป็นศูนย์การค้าแห่งใหม่ของสิบสองปันนา ผลจากการเปลี่ยนแปลงทั้งเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองทำให้การใช้ชีวิตของชาวไทลื้อในสิบสองปันนาเปลี่ยนแปลงไป

กษัตริย์องค์สุดท้าย คือเจ้าหม่อมคำลือ แห่งราชวงศ์เชียงรุ้ง ในสิบสองปันนา ถูกปลดเป็นสามัญชน และทำงานให้กับรัฐบาลจีนใหม่ ในฐานะผู้เชี่ยวชาญประจำสถาบันชนชาติส่วนน้อยแห่งมณฑลยูนาน และมีชื่อใหม่เป็นภาษาจีนในฐานะพลเมืองของประเทศจีน ว่า “เตาซือชิน” และเชื้อพระวงศ์คนอื่นๆ ก็ถูกเปลี่ยนชื่อให้เป็นภาษาจีน โดยให้ใช้แซ่ “เตา” เป็นคำนำหน้าชื่อ [ธีรภาพ โลหิตกุล, กว่าจะรู้ค่าคนไทในอุษาคเนย์ (กรุงเทพ ; สำนักพิมพ์ประพันธ์สาส์น,2544),หน้า 40.]

ชาวไทลื้อในสิบสองปันนาใช้ชีวิตอยู่อย่างจำกัด ถูกกีดกันเรื่องการนับถือศาสนา กล่าวคือไม่ให้นับถือศาสนาพุทธ สำหรับชาวไทลื้อแล้ว ศาสนาพุทธเป็นสิ่งที่ชาวไทลื้อให้ความสำคัญควบคู่ไปกับสถาบันพระมหากษัตริย์ ทำให้ชาวไทลื้อจะยึดมั่นในองค์พระมหากษัตริย์ของตนเองและศรัทธาในพระพุทธศาสนา แต่ขบวนการเรดการ์ดมองว่าเป็นสิ่งที่ล้าหลัง จึงได้ทำการเผาทำลายวัดวาอารามไปทั่วทั้งแผ่นดินสิบสองปันนา เพราะต้องการที่จะลบล้างคติความเชื่อแบบเก่าของชาวไทลื้อ และมีความพยายามสร้างความเป็นจีนให้กับชาวไทลื้อ

นอกจากชาวไทลื้อจะถูกปิดกั้นไม่ให้นับถือศาสนาพุทธ ยังถูกห้ามไม่ให้จัดกิจกรรม หรือทำพิธีกรรมต่างๆที่มีมาแต่โบราณ อย่างเช่นการจัดพิธีสงกรานต์ การทำบุญตักบาตร และพิธีที่เกี่ยวข้องกับศาสนา ทำให้วัฒนธรรมอันดีงามเหล่านั้นค่อยๆ เลือนหายไป

หลังจากที่ผ่านพ้นเหตุการณ์ช่วงการปฏิวัติวัฒนธรรม ระบบคอมมูนถูกยกเลิก ชาวไทลื้อได้สิทธิ์ที่นากลับมาเป็นของตนเอง และสามารถจัดกิจกรรมทางศาสนาและพิธีกรรมต่างๆ ได้ ชาวไทลื้อที่ถูกกดขี่ในช่วงเวลานั้นก็ได้กลับมาส่งเสริมและฟื้นฟูวัฒนธรรมไทลื้ออีกครั้ง

จากสิ่งที่ข้าพเจ้าได้พบเห็นการใช้ชีวิตของคนไทลื้อในสิบสองปันนาในปัจจุบัน คนไทลื้อรุ่นใหม่ดำรงชีวิตประจำวันแบบชาวจีนเป็นส่วนใหญ่ บางคนก็พูดภาษาไทลื้อไม่เป็น ใช้ภาษาจีนในการสื่อสารกัน จากเดิมที่เคยใช้ภาษาไทลื้อในการสื่อสาร แต่คนไทลื้อรุ่นใหม่ ส่วนใหญ่ไม่สามารถพูดภาษาพื้นถิ่นของตนเองได้ การสร้างบ้านที่อยู่อาศัยแบบจีน

แต่สิ่งที่ไม่เลือนหายไปจากความเป็นไทลื้อคือการนับถือศาสนาพุทธ ในทุกๆ ปี สิบสองปันนา จะมีการประเพณีสงกรานต์ เป็นการฟื้นฟูประเพณีดั้งเดิม มีการแห่น้ำเพื่อเข้ามาสรงน้ำพระที่วัด ทำบุญตักบาตร เป็นต้น นอกจากนั้นยังได้รับเงินทุนงบประมาณจากรัฐบาลจีนในการส่งเสริมการท่องเที่ยวในสิบสองปันนา สร้างแหล่งท่องเที่ยวที่ชื่อว่า 9 จอม 12 เจียง เพื่อให้เป็นย่านแหล่งท่องเที่ยวแห่งใหม่ในสิบสองปันนา และใช้เป็นสถานที่จัดงานเพื่อส่งเสริมวัฒนธรรมไทลื้อ

มีการออกร้านขายของแบบถนนคนเดิน มีการแสดงของชาวไทลื้อจากที่ต่างๆ อย่างเช่นตัวแทนชาวไทลื้อจากประเทศไทย ชาวไทลื้อทั้ง 7 จังหวัดภาคเหนือ ได้แก่ จังหวัด เชียงใหม่ แพร่ น่าน พะเยา ลำพูน ลำปาง เชียงราย ก็ได้มีโอกาสไปแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมที่สิบสองปันนาในวันที่ 27-31 มกราคม 2017 ด้วย

แม้ว่าผลของการเปลี่ยนแปลงจากสองเหตุการณ์นี้ จะทำให้ชาวไทลื้อได้ปรับเปลี่ยนการใช้ชีวิตเพื่อให้เข้ากับความเป็นจีน นับว่าเป็นความสำเร็จที่สามารถทำให้ชาวไทลื้อรู้สึกถึงความเป็นคนจีน แต่วัฒนธรรมที่มีมาแต่โบราณของชาวไทลื้อแห่ง “สิบสองปันนา” บางส่วนก็ยังไม่เลือนหายไป

อ่านเพิ่มเติม :

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่

อ้างอิง :

ธีรภาพ โลหิตกุล, กว่าจะรู้ค่าคนไทในอุษาคเนย์. (กรุงเทพ : สำนักพิมพ์ประพันธ์สาส์น, 2544) .

วีระชัย โชคมุกดา, ประวัติศาสตร์ มหาอำนาจผู้กุมชะตาโลกจากโบราณถึงปัจจุบัน. (กรุงเทพฯ : ยิปซี, 2557) .

召孟罕泐、刀世勋, สมเด็จพญาเจืองหานมหาราช, (แผ่นพับ).

ตาลคำ รอดเจริญ (เจ้าหม่อมตาลคำ ณ เชียงรุ้ง), สัมภาษณ์ วันที่ 3 ธันวาคม 2559.

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 27 กุมภาพันธ์ 2560

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : วิกฤตอัตลักษณ์ชาวไทลื้อในสิบสองปันนา

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.silpa-mag.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...