โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ฤๅมีราชการ(ลับ)ครั้งร.5 เสด็จประพาสยุโรปหน 2 มิได้แค่เพียงรักษาพระอาการประชวร

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 16 ม.ค. 2566 เวลา 03.43 น. • เผยแพร่ 14 ม.ค. 2566 เวลา 17.10 น.
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ฉายพระบรมฉายาลักษณ์ร่วมกับพระราชโอรสที่โรงเรียนอีตัน คราวเสด็จประพาสยุโรปครั้งที่ 2 พ.ศ. 2450

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 เสด็จประพาสยุโรปครั้งที่ 2 เมื่อ พ.ศ. 2450 เหตุการณ์ครั้งนี้ถูกมองว่ามีสาเหตุหลักเพื่อช่วยบรรเทารักษาพระอาการประชวรของรัชกาลที่ 5 จนในยุคนั้น มีบ้างที่ถึงกับวิจารณ์การเสด็จประพาส แต่ในอีกด้านหนึ่ง นักประวัติศาสตร์ส่วนหนึ่งเชื่อว่ามีเรื่องเกี่ยวกับ “ราชการ” อยู่ด้วย

การเสด็จประพาสยุโรปครั้งแรกของรัชกาลที่ 5 ใน พ.ศ. 2440 เป็นส่วนหนึ่งของพระราชวิเทโศบายเพื่อรักษาเอกราชของชาติท่ามกลางการรุกคืบของจักรวรรดินิยมตะวันตก ขณะที่วัตถุประสงค์สำคัญสำหรับการเสด็จประพาสยุโรปครั้งที่ 2 ใน พ.ศ. 2450 เป็นที่ทราบกันดีว่าเพื่อพักผ่อนพระวรกาย ฟื้นฟูพระพลานามัยและรักษาพระอาการประชวรซึ่งเป็นผลมาจากตรากตรำพระราชหฤทัย และพระวรกายอันเป็นผลสืบเนื่องจากการบริหารราชการบ้านเมือง โดยสภาพแวดล้อมในช่วงเวลานั้นดินแดนยังตกอยู่ภายใต้ภัยคุกคามจากจักรวรรดินิยมตะวันตก พระองค์ต้องทรงศึกษาเรื่องราวเหตุการณ์ และครุ่นคิดต่อเนื่องกันทั้งเวลาเสวย หรือบรรทม เป็นผลให้พระสุขภาพพลานามัยทรุดโทรม

ในพระราชนิพนธ์ “ไกลบ้าน” ปรากฏข้อมูลเกี่ยวกับการเสด็จประพาสยุโรปครั้งที่ 2 อย่างละเอียด ประกอบกับพระราชหัตถเลขาถึงสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้านิภานพดล ซึ่งโดยส่วนใหญ่แล้วเป็นข้อมูลในแง่เล่าเหตุการณ์วันต่อวันคล้ายกับบิดาเล่าสู่บุตร

อย่างไรก็ตาม การเสด็จประพาสครั้งที่ 2 ไม่ได้มีเพียงแค่การฟื้นฟูพระวรกายตามที่หลายคนเข้าใจ หากแต่ยังมีแง่มุมทางราชการด้วย ดังพระราชหัตถเลขาฉบับที่ 24 ขณะประทับอยู่ในกรุงปารีส ใจความส่วนหนึ่งว่า

“อันที่จริงก็ไม่ใช่จะเที่ยวอย่างเดียว เปนราชการอยู่บ้าง”

นอกจากนี้ ไกรฤกษ์ นานา คอลัมนิสต์อิสระที่ค้นคว้าเอกสารและหลักฐานทางประวัติศาสตร์ยังยกพระราชหัตถเลขาซึ่งรัชกาลที่ 5 ทรงปรึกษาเชิงปรับทุกข์กับสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ซึ่งมีเนื้อหาทำนองทรงมีความกังวลเรื่องข้อราชการบางอย่างเรื่อง “สัญญาฝรั่งเศส” หลังจากนั้น สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงขอพระบรมราชานุญาตจัดพิมพ์พระราชหัตถเลขารวมเป็นหนังสือชื่อ “ไกลบ้าน” ซึ่งรัชกาลที่ 5 ทรงตอบรับ แต่ยังทรงปรามไว้ว่าไม่ควรพิมพ์เนื้อหาทั้งหมด “ต้องตัดความซึ่งไม่ควรโฆษณาออกเสียบ้าง”

เนื้อหาส่วนที่ตัดไปนี้ไม่มีใครทราบแน่ชัดว่าเป็นเรื่องอะไรบ้าง แต่จากการสืบค้นของไกรฤกษ์ นานา ทำให้พบว่ามีเค้าลางอยู่บ้างจากรายละเอียดที่สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงนิพนธ์ในจดหมายเหตุประกอบเรื่องไกลบ้านตามสำนวนเดิมว่า

“ในเวลาเมื่อก่อนพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จไปยุโรปนั้น รัฐบาลไทยกับรัฐบาลฝรั่งเศสปฤกษาหาทางที่จะปรองดองระงับเหตุบาดหมางกันมาแต่ก่อน ด้วยเรื่องคนในบังคับฝรั่งเศส แลเรื่องเขตรแดน ได้ตกลงทำหนังสือสัญญากันเมื่อวันที่ 23 มีนาคม ร.ศ. 125 ฝ่ายไทยยอมยกเมืองพระตะบอง เสียมราฐ และศรีโสภณ อันเปนหัวเมืองเขมรให้แก่ฝรั่งเศส ฝ่ายฝรั่งเศสยอมให้คนชาวตะวันออกในบังคับฝรั่งเศสอยู่ในอำนาจศาลไทย และยอมคืนเมืองตราดให้แก่ไทย กับทั้งยอมถอนทหารที่ได้มาตั้งอยู่ในเมืองจันทบุรีถึง 12 ปีนั้นกลับไป หนังสือสัญญานี้ได้รับอนุมัติในปาลิเมนต์ฝรั่งเศสเมื่อวันที่ 21 มิถุนายน ร.ศ. 126 เวลาเมื่อตกลงกันแล้ว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จอยู่ในยุโรป จึงมีพระราชประสงค์จะใคร่เสด็จไปเยี่ยมเยือนทรงแสดงความยินดีต่อประชาชนชาวเมืองตราดและเมืองจันทบุรี”

กล่าวได้ว่า การเสด็จประพาสยุโรปครั้ง พ.ศ. 2450 ไม่ได้มีเพียงจุดหมายเพื่อบำรุงรักษาพระวรกายแค่ประการเดียว ยังมีสนธิสัญญาฉบับล่าสุดกับฝรั่งเศสเป็น “เดิมพัน” แต่เหตุการณ์นั้นทำให้การเผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับการเสด็จครั้งนี้แตกต่างจากการเสด็จประพาสครั้งแรก โดยครั้งหลังนั้นสยามกำลังอยู่ระหว่างเจรจาตกลงขั้นสุดท้ายกับฝรั่งเศส โดยมีอธิปไตยเป็นเดิมพัน และยังไม่รู้ว่าจะสำเร็จหรือไม่ อย่างไร การเปิดเผยข้อมูลออกมาอาจส่งผลได้ การเบี่ยงเบนประเด็นวัตถุประสงค์ของการเสด็จประพาสครั้งหลังจึงมีความจำเป็นไปเอ่ยถึงน้ำหนักเรื่องการเปลี่ยนอากาศมากกว่า

ผลจากสภาพการณ์ข้างต้นทำให้กลายเป็นช่องโหว่ให้คนพาลสามารถตีความหมายว่าเป็นการไปเที่ยว และใช้นำมาโจมตีพระองค์ อันเห็นได้จากเนื้อหาในบัตรสนเท่ห์ที่ถึงขั้นวิจารณ์การเสด็จอย่างรุนแรง แต่พระองค์ทรงนิ่งเฉยต่อความคิดเห็นนี้ และทรงนำเรื่องไปถ่ายทอดต่อเจ้าพระยายมราช (ปั้น สุขุม) ดังข้อความในพระราชหัตถเลขาตอนหนึ่งว่า

วันที่ 24 ตุลาคม ร.ศ. 126

ถึงพระยาสุขุม

…แต่เซนเตนส (หมายถึง “ประโยค”) ที่ลงโทษต่อไปข้างท้ายเหนว่าควรจะร้องอุทธรณ์ “เห็นจะไม่พ้นเปนขี้ค่าฝรั่งเปนแน่หรือจะเปนชะตาของบ้านเมือง จึงเปนได้ดังนี้” ความอันนี้อ่านไม่ออกว่าได้ทำอะไรซึ่งสมควรจะเป็นขี้ค่าฝรั่งก็ไม่ใช่ จะว่าเพราะใช้เงินพระคลังข้างที่มากจึ่งจะต้องเป็นขี้ค่าฝรั่งก็ไม่ใช่ … หรือไปทำหนังสือยอมอยู่ในโปรเตกชัน (เมืองขึ้น) หรือทำหนังสือยอมยกเมืองโดยวิลล์ (ด้วยความสมัครใจ) ให้แก่ประเทศหนึ่งประเทศใด ถ้าหากความเห็นของคนว่าข้าเปนเช่นนั้นได้แล้ว ไม่มีอย่างอื่นที่ควรยิ่งกว่า ให้ออกเสียจากราชสมบัติเพื่อรักษาแผ่นดินไว้…นี่จะนึกว่าเอาเจ้าแผ่นดินออกมาโชว์สักครั้งหนึ่งไม่ได้หรือ และได้กุศลทำให้อายุยืนยาวไป ดูไม่ควรจะดุร้ายถึงเพียงนี้ … รวมใจความว่าไม่มีความพอใจทั้งเจ้าแผ่นดิน และทั้งที่ประชุมเซนเซอร์การปกครองแผ่นดินสยามในเวลานี้…

ความคิดของข้าไม่เดือดร้อนอันใด เพราะพูดไม่มีที่จบอยู่เพียงไหนถ้าจะเอาเรโซลูชันเข้าก็จนเท่านั้น นี่เสียใจที่สิ่งซึ่งไม่คาดว่าจะเปนมาเปนขึ้น เปนของที่เปลื้องให้ลืมเสียได้ยากอย่างยิ่ง**

จุฬาลงกรณ์ ปร.
(หมายเหตุ : ข้อความบางตอนขาดหายไปจากต้นฉบับ)

พระราชดำรัสข้างท้ายในคำเรโซลูชัน (Resolution) หมายถึง “ความตั้งใจ” และมีเนื้อหาว่า ถ้าจะเอ่ยชี้แจงได้ก็จะทำให้ผู้กล่าวหาเข้าตาจนเท่านั้น ไกรฤกษ์ นานา สืบค้นข้อมูลเหตุการณ์และบริบทต่อไปพร้อมทั้งหยิบยกเหตุการณ์ในช่วงเวลาในช่วงไล่เลี่ยกับการเสด็จประพาสยุโรปครั้งที่ 2 ซึ่ง พ.ศ. 2447 อังกฤษกับฝรั่งเศสลงนามร่วมกันในความตกลงฉันมิตร (Anglo-French Entente 1904) ไกรฤกษ์ นานา แสดงความคิดเห็นว่า ข้อตกลงฉบับนี้เป็นปัจจัยภายนอกที่จะทำให้เกิดความเคลื่อนไหวครั้งใหม่ในราชสำนักสยาม และกลายเป็นอีกเหตุหนึ่งของการตัดสินพระทัยเสด็จไปรักษาพระองค์ในยุโรป

ความตกลงฉันมิตร (Anglo-French Entente 1904) เกิดขึ้นหลังจากทั้งสองมหาอำนาจเล็งเห็นว่าต่างฝ่ายต่างต้องสามัคคีกันเพื่อผลประโยชน์ของตัวเองแทนที่จะต้องเป็นคู่ตรงข้ามกัน และเป็นการรับรองให้ทั้ง 2 ฝ่ายมีสิทธิ์และผลประโยชน์เท่าเทียมกัน ประนีประนอมเพื่อขจัดข้อพิพาทอันสืบเนื่องจากปัญหาในอาณานิคมของตน

ไกรฤกษ์ นานา อธิบายรายละเอียดของข้อตกลงฉันมิตรว่า มีเนื้อหาระบุให้ดินแดนในครอบครองของสยามทางภาคตะวันออกและตะวันออกเฉียงใต้ของแม่น้ำเจ้าพระยา (ต่อจากนี้ไป) ให้ถือว่าอยู่ใต้อิทธิพลฝรั่งเศส ส่วนภาคตะวันตกของแม่น้ำเดียวกันและของอ่าวไทยอยู่ใต้อิทธิพลอังกฤษ ไกรฤกษ์ นานา มองนัยของข้อตกลงนี้ว่า เป็นการแบ่งสยามออกเป็น 3 เขต ใน 2 เขตคือที่กล่าวไปข้างต้น ส่วนภาคกลางให้เป็นเขตกลาง (Neutral Zone) 2 มหาอำนาจกระทำการได้อย่างเสรีในเขตอิทธิพลที่กำหนดไว้

แน่นอนว่าความตกลงนี้ไม่ได้เป็นไปเพื่อประโยชน์ของสยาม และแทบจะทำให้ผลของการเสด็จประพาสยุโรปครั้งแรก รวมถึงปฏิญญา ค.ศ. 1896 (ตั้งให้สยามเป็นรัฐกันชน) และอนุสัญญาสยาม-ฝรั่งเศส ค.ศ. 1904 เป็นหมัน

อย่างไรก็ตาม ความตกลงฉันมิตรนี้ปรากฏอยู่ในหน้าประวัติศาสตร์ไทยน้อยมาก พงศาวดารไทยก็ตัดเรื่องดังกล่าวออก จากนั้นกลับมีเรื่องสัญญาฝรั่งเศสโผล่ขึ้นมาซึ่ง “บังเอิญ” ตกลงกันได้ในขณะที่รัชกาลที่ 5 เสด็จประพาสกรุงปารีสพอดี

แต่ในทางตรงกันข้าม ไกรฤกษ์ นานา หยิบยกข้อความที่นายพันเอกหม่อมนเรนทรราชา ผู้ตามเสด็จคนหนึ่งได้เขียนเล่าเหตุการณ์วันที่ 18 มิถุนายน ร.ศ. 126 ว่า รัชกาลที่ 5 เสด็จโดยรถไฟถึงปารีส วันรุ่งขึ้น เสด็จไปยังทำเนียบที่พำนัก (เอลิเซ พาเลส์) ของมงสิเออฟาลิแยร์ ประธานาธิบดีฝรั่งเศส

“…การนี้พระเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานเครื่องราชอิศริยาภรณ์มหาจักรีบรมราชวงศ์ แด่ ม. ฟาลิแยร์ด้วย วันที่ 20 มิถุนายนจึงมีงานเลี้ยงใหญ่ที่ทำเนียบอีกครั้ง เพื่อฉลองสนธิสัญญาฉบับใหม่และถวายต้อนรับการเสด็จฯ อย่างเป็นทางการซึ่งคณะรัฐบาลฝรั่งเศสเป็นเจ้าภาพ การต้อนรับอย่างเอิกเกริกนี้ สร้างความขัดแย้งกับพระราชปรารภแต่แรกที่จะมาแบบธุดงค์หรือประพาสต้น หรือแม้แต่การมารักษาพระองค์ ก็ไม่มีใครพูดถึงอีกเลย”

อ่านเพิ่มเติม :

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่

อ้างอิง :

ไกรฤกษ์ นานา. การเมือง “นอกพงศาวดาร” รัชกาลที่ 5 เบื้องหลังพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จประพาสยุโรป. กรุงเทพฯ : มติชน, 2551. น. 483-493

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 16 ตุลาคม 2562

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...