โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไอที ธุรกิจ

“Conservative Allocation” กองผสมเสี่ยงต่ำ...ตอบโจทย์คนรับความเสี่ยงได้น้อย !!!

Wealthy Thai

อัพเดต 10 ส.ค. 2566 เวลา 04.12 น. • เผยแพร่ 19 พ.ค. 2564 เวลา 15.32 น. • กฤษฎิ์ รัตนธีระธาดา

Conservative Allocation” อีกหนึ่งกองทุนรวมผสมที่อยู่ในกลุ่มเดียวกันกับกองทุนผสมประเภท Allocationเพียงแต่ว่ากองทุนดังกล่าวนั้นมีสัดส่วนในลงทุนในหุ้นที่ค่อนข้างต่ำกว่าประเภทอื่น โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชี ‘ไม่เกิน 25%’ ของ NAV
จึงเป็นกองทุนที่มีความเสี่ยงในเรื่องความผันผวนค่อนข้างต่ำ แต่ด้วยสัดส่วนการลงทุนในหุ้นที่ไม่สูงมากนัก ก็ทำให้ไม่ได้รับความน่าสนใจจากนักลงทุนมากนัก
เพราะผลตอบแทนเมื่อกับในกลุ่มเดียวกันนั้น คงต้องยอมรับว่าไม่ได้มีความโดดเด่นหรือความเซ็กซี่นัก จึงทำให้ไม่ได้ถูกนักงลงทุนคัดเลือกเป็นทางเลือกแรกๆ
แต่ในช่วง “ดอกเบี้ยต่ำติดดิน” และ “ตลาดหุ้นผันผวน” เช่นนี้ ก็มีเม็ดเงินจำนวนไม่น้อยไหลเข้ากลุ่มดังกล่าว ด้วยความกังวลของนักลงทุนที่มีตลาดจึงทำให้ถูกหยิบยกเป็นตัวเลือกขึ้นมาอีกครั้ง
ในวันนี้ทาง ‘Wealthy Thai’ จึงได้รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับผลการดำเนินงานของกอง “Conservative Allocation”ตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบัน มาแชร์ให้แก่ผู้ที่สนใจและคนอ่านกันในครั้งนี้

“กอง FCF” แชมป์กลุ่ม ‘Conservative Allocation’ โชว์ผลตอบแทนตั้งแต่ต้นปี 11.93%

สำหรับ Conservative Allocation” เหมาะกับนักลงทุนที่ไม่ต้องการรับความเสี่ยงในหุ้นมากนัก เพราะจำกัดไว้เฉลี่ยในรอบปีบัญชี ‘ไม่เกิน 25%’ ของ NAV อยู่แล้ว และอยากได้ผลตอบแทนที่ดีขึ้นกว่าดอกเบี้ยเงินฝาก ก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่น่าสนใจเลยทีเดียว
สำหรับกองทุนที่มีผลการดำเนินงานที่โดดเด่นที่สุด มีชื่อว่า“กองทุนเปิด เฟลกซิเบิ้ล คอร์ปอเรท” หรือ FCF” จาก ‘บลจ.วรรณ’ ด้วยผลตอบแทนตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบัน (ข้อมูล ณ วันที่ 17 พ.ค. 64) ที่ 11.93%
“ซึ่งตัวนโยบายของกองทุนนั้น จะลงทุนในหรือมีไว้ซึ่งตราสารแห่งหนี้ ตราสารกึ่งหนี้กึ่งทุน ตราสารแห่งทุน หรือเงินฝาก ทั้งภาครัฐบาล รัฐวิสาหกิจ หรือภาคเอกชนที่ให้ผลตอบแทนเหมาะสม ตลอดจนหลักทรัพย์หรือทรัพย์สินอื่น หรือการหาดอกผลโดยวิธีอื่นอย่างใดอย่างหนึ่งหรือหลายอย่าง ตามที่สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์กำหนด”
โดยกองทุนจะมีสัดส่วนในการลงทุนในตราสารแห่งหนี้ ตราสารกึ่งหนี้กึ่งทุน ตราสารแห่งทุน สำหรับแต่ละประเภทในสัดส่วนตั้งแต่ 0 ถึง 100 % ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน ซึ่งการลงทุนดังกล่าวพิจารณาถึงความจำเป็นของการจัดหาหรือเลือกสรรวิธีการป้องกันความเสี่ยงอันเกิดจากความผันผวนในอัตราแลกเปลี่ยนและอัตราดอกเบี้ยให้เหมาะสมกับสภาวการณ์ในแต่ละขณะ ทั้งนี้เพื่อผลตอบแทนที่ดีเป็นหลัก
อันดับถัดมาจาก ‘บลจ.เอ็มเอฟซี’ ที่มีชื่อว่า “กองทุนเปิดเอ็มเอฟซี แฮปปี้ อินคัม พลัส(MIPLUS)” ด้วยผลตอบแทน 7.95%
“ซึ่งกองทุนมีนโยบายการลงทุนตั้งแต่ตราสารทุน (หุ้น) ตราสารหนี้ ตราสารกึ่งหนี้กึ่งทุน เงินฝาก หน่วยลงทุนของกองทุนรวมกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ ทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ กองทุนโครงสร้างพื้นฐาน ตลอดนหลักทรัพย์หรือทรัพย์สินอื่นทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยสัดส่วนจะมีตั้งแต่ 0 ถึง 100%ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน ซึ่งสัดส่วนการลงทุนดังกล่าวจะขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของบริษัทจัดการ ตามความเหมาะสมของสภาวการณ์ในแต่ละขณะ”

โดยกองทุนอาจลงทุนในหลักทรัพย์หรือทรัพย์สินที่เสนอขายในต่างประเทศและเสนอขายในรูปสกุลเงินตราต่างประเทศในสัดส่วนไม่เกิน 79% ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุนรวมไปถึงกองทุนจะลงทุนในหน่วยลงทุนของกองทุนรวม กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ ทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ กองทุนโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งอยู่ภายใต้การจัดการของบริษัทจัดการ ในสัดส่วนไม่เกิน 25% ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน โดยการลงทุนในหน่วยลงทุนดังกล่าวต้องอยู่ภายใต้กรอบนโยบายการลงทุนของกองทุน
ทั้งนี้ กองทุนปลายทางไม่สามารถลงทุนย้อนกลับในกองทุนต้นทาง (circle investment) และกองทุนปลายทางไม่สามารถลงทุนต่อในกองทุนอื่นภายใต้ บลจ.เดียวกันอีก (cascade investment)
อันดับที่ 3 เป็นอีกหนึ่งกองทุนที่มาจาก ‘บลจ.เอ็มเอฟซี’ ในชื่อกองว่า“กองทุนเปิดเอ็มเอฟซี เกษียณทวีสุข เพื่อการเลี้ยงชีพ (M-TWSUK RMF)” ด้วยผลตอบแทน 5.63%
“กองทุนมีนโยบายจะลงทุนใน ตราสารหนี้ ตราสารทุน เงินฝาก ตราสารกึ่งหนี้กึ่งทุน กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ หน่วยทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ (REITs) กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน ตลอดจนหลักทรัพย์หรือทรัพย์สินอื่นหรือการหาดอกผลโดยวิธีอื่นอย่างใดอย่างหนึ่งหรือหลายอย่าง โดยกองทุนจะลงทุนในตราสารทุนกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ หน่วยทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ (REITs) กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานโดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่เกิน 30%ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน”
ทั้งนี้ กองทุนอาจลงทุนในตราสารทุนที่ไม่ได้จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ (Unlisted securities) แต่กองทุนจะไม่ลงทุนในหรือมีไว้ซึ่งสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (Derivatives) ตราสารที่มีลักษณะของสัญญาซื้อขายล่วงหน้าแฝง(Structured note) ตราสารหนี้ที่มีอันดับความน่าเชื่อถือต่ำกว่าที่สามารถลงทุนได้ (Non-investment grade)และตราสารหนี้ที่ไม่ได้รับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือ (Unrated securities)
“อนึ่ง กองทุนอาจมีไว้ซึ่งตราสารหนี้ที่มีอันดับความน่าเชื่อถือต่ำกว่าที่สามารถลงทุนได้ (Non-investment grade)เฉพาะกรณีที่ตราสารหนี้นั้นได้รับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือในอันดับที่สามารถลงทุนได้ (Investment grade)ขณะกองทุนลงทุนเท่านั้น”
อันดับต่อมา “กองทุนเปิดเค ไลฟ์สไตล์ 2520” หรือ K-2520” จาก ‘บลจ.กสิกรไทย’ ด้วยผลตอบแทน 5.16%
“กองทุนมีนโยบายที่กระจายการลงทุนในหุ้น ตราสารกึ่งหนี้กึ่งทุน ตราสารแห่งหนี้ และหรือเงินฝาก โดยจะลงทุนในหุ้นไม่เกิน 45% ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุนลงทุนในต่างประเทศไม่เกิน 25% ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน โดยป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนตามดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน ทั้งนี้ กองทุนอาจลงทุนในสัญญาซื้อขายล่วงหน้าเพื่อการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารการลงทุน (Efficient Portfolio Management) และตราสารที่มีสัญญาซื้อขายล่วงหน้าแฝง (Structured Notes)รวมไปถึงอาจลงทุนในหน่วยลงทุนของกองทุนรวมภายใต้บริษัทจัดการเดียวกันได้ไม่จำกัดอัตราส่วน”
สุดท้ายอีกหนึ่งกองทุนจาก ‘บลจ.กสิกรไทย’ ที่มีชื่อว่า “กองทุนเปิดเค บาลานซ์เพื่อการเลี้ยงชีพ” หรือ KBLRMF” ด้วยผลตอบแทน 4.81%
“ซึ่งเป็นกองทุน RMF ที่ลงทุนในหุ้นและตราสารหนี้ โดยลงทุนในหุ้นไม่เกิน 40% ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน ที่จะอาจลงทุนในสัญญาซื้อขายล่วงหน้าเพื่อการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารการลงทุน (Efficient Portfolio Management)รวมไปถึงลงทุนในหน่วยลงทุนของกองทุนรวมภายใต้บริษัทจัดการเดียวกันได้ไม่จำกัดอัตราส่วน”
“นักลงทุนที่อาจจะกลัวเรื่องความเสี่ยงอย่างการลงทุนกระจุกตัว กองทุนผสมเองก็ถือเป็นทางเลือกที่ดีแม้ว่าผลตอบแทนอาจจะไม่ได้หวือหวามานัก แต่หากต้องการจะลดความเสี่ยงการลงทุนก็เป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่ตอบโจทย์ได้ดี โดยเฉพาะกลุ่ม ‘Conservative Allocation’ ที่ถือว่ามีความเสี่ยงต่ำสุดในกลุ่มกองทุนผสมด้วย จึงเหมาะที่จะเป็นทางเลือกสำหรับคนไม่ชอบเสี่ยงมาก แต่ก็ต้องการผลตอบแทนที่ดีกว่าเงินฝากได้ไม่มากก็น้อย”

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...