โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

โตยมาหมู่สู เฮาจะปาไปผ่อฝรั่ง : แรกเมื่อคณะมิชชันนารี "ชนผิวขาว" ถึงเชียงใหม่ สมัยร.4

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 14 พ.ย. 2565 เวลา 03.26 น. • เผยแพร่ 11 พ.ย. 2565 เวลา 17.54 น.
(ซ้าย) ศ. ดร. แมคกิลวารี, (ขวา)โซเฟีย แบรดเลย์ ลูกสาวคนโตของหมอแบรดเลย์ หรือหมอบลัดเลย์ และเธอยังเป็นภรรยาของ ดร. แมคกิลวารี ที่ได้ร่วมกันเดินทางไปเผยแพร่ศาสนาคริสต์ที่เชียงใหม่ (ภาพจาก A half century among the Siamese and the Lao : an autobiography)

ชาวต่างชาติที่เดินทางเข้ามาในสยามนับตั้งแต่สมัยอยุธยาเรื่อยมา มักบันทึกถึงสิ่งที่พบเห็นต่าง ๆ ในดินแดนแถบนี้ไว้ หนึ่งในนั้นคือ ศ. ดร. แมคกิลวารี มิชชันนารีชาวอเมริกันที่เข้ามาเผยแผ่คริสต์ศาสนาสมัยรัชกาลที่ 4 มีตอนหนึ่งที่ท่านได้เดินทางไปเชียงใหม่ เมื่อแรกชาวเชียงใหม่เห็น “ชนผิวขาว” ก็สร้างความตื่นตาตื่นใจ เรียกกระแสฮือฮาในยุคนั้นได้ไม่น้อย

ศ. ดร. แมคกิลวารี พร้อมคณะมิชชันนารีเดินทางถึงเชียงใหม่เมื่อวันที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2410 เมื่อมาถึงคณะมิชชันนารีจำต้องไปพักที่ศาลาแห่งหนึ่งเป็นการชั่วคราวในระหว่างรอเจ้าหลวงเชียงใหม่ที่เสด็จออกไปทำสงคราม ศาลาแห่งนี้ตั้งอยู่ด้านนอกทางประตูเมืองทิศตะวันออก เป็นศาลาชั่วคราวสร้างไว้เป็นที่ทำบุญ สร้างโดยข้าราชการจากเมืองระแหง (Rahêng) เป็นศาลาที่แข็งแรง ปูพื้นด้วยไม้สัก และมุงหลังคาด้วยกระเบื้อง มีผนัง 3 ด้าน ด้านหน้ามีชานกว้าง 6 ฟุต และมีห้อง 1 ห้อง ขนาดประมาณ 12X20 ฟุต ต่อมาภายหลังเรียกศาลาแห่งนี้ว่า “ศาลาย่าแสงคำมา”

คณะมิชชันนารีใช้ห้อง ๆ เดียวนี้เป็นทั้งที่เก็บสัมภาระ ห้องนอน ห้องรับแขก ห้องรับประทานอาหาร และใช้สำหรับสอนหนังสือ ในห้องมีของครบครัน ทั้งโต๊ะ เก้าอี้ เตียงนอน หีบ รวมถึงออร์แกน ส่วนห้องครัวและห้องน้ำนั้นนั้นอยู่บริเวณลานศาลา เป็นอาคารก่อสร้างแบบง่าย ๆ สร้างด้วยไม้ไผ่ ซึ่งคณะมิชชันนารีต้องอาศัยอยู่ที่ศาลาแห่งนี้นานมากกว่า 1 ปี กว่าจะได้ย้ายไปอยู่ในที่พำนักแห่งใหม่ที่เจ้าหลวงจัดหาให้

คณะมิชชันนารีคณะนี้ไม่ใช่คณะแรกที่มาถึงเชียงใหม่ เพราะก่อนหน้านี้มีคณะมิชชันนารีเดินทางมาเชียงใหม่หลายครั้งแล้ว แต่ตอนที่ ศ. ดร. แมคกิลวารี และคณะมาถึงเชียงใหม่ก็ยังได้รับความสนใจจากชาวเมืองเชียงใหม่อย่างมาก เพราะพวกฝรั่งยังไม่เป็นที่คุ้นเคยของชาวเมือง ต่างพากันมาดูคณะมิชชันนารีด้วยความตื่นเต้น

ศ. ดร. แมคกิลวารี บันทึกว่า “The news of the arrival of white foreigners soon spread far and wide” ซึ่งแสดงให้เห็นว่าชาวเชียงใหม่ตื่นตัวมากเมื่อเห็นพวก “ชนผิวขาว” เข้ามาในเชียงใหม่ จนเกิดการพูดปากต่อปาก เกิดกระแสข่าวเล่าลือกันไปว่า “There is a white woman and children! We must go and see them” ชาวเชียงใหม่รีบแห่กันมาดูคณะมิชชันนารีเพื่อให้ได้เห็นกับตาตนเองสักครั้ง โดยพวกเขาเรียกชนผิวขาวว่า“กุลวาขาว”ชาวเชียงใหม่ที่แหกันมานั้นทุกคนเป็นคนป่า (backwoodsman) หรือพวกบ้านนอก และทุกคนล้วนอ้างว่าต้องการมาชมผิวขาวเพราะพวกตนเป็นคนป่าคนบ้านนอก ไม่เคยเห็นสิ่งแปลกใหม่จึงรีบมาดูไว้ก่อน

ชาวเชียงใหม่แห่มาที่ศาลาแห่งนี้จำนวนมาก ถึงขนาดที่แห่กันมาจนแน่นชานศาลาลามไปถึงบริเวณลานนอกศาลา ศ. ดร. แมคกิลวารี บันทึกไว้ว่า หากวันนี้คนแน่นมากจนบดบังวิสัยที่จะมองเห็นคณะมิชชันนารีได้ชัด วันพรุ่งนี้พวกเขาเดินทางมาใหม่ มุ่งมั่นจะต้องมาดูคณะมิชชันนารีให้เห็นอย่างชัดเจน ในช่วงแรกชาวเชียงใหม่ถามคณะมิชชันนารีว่า เป็นใคร? มาทำอะไรที่นี่?

ช่วงเวลาที่ชาวเชียงใหม่ชอบมาดูคณะมิชชันนารีมากที่สุดคือเวลารับประทานอาหาร พวกเขาใคร่รู้ว่าชนผิวขาวรับประทานอาหารชนิดใด และรับประทานอาหารแบบใด จนทำให้คณะมิชชันนารีไม่มีเวลารับประทานอาหารกลางวันอย่างเงียบ ๆ โดยไม่มีคนมานั่งจ้องพวกเขาอยู่ได้เลย

พวกเขามักจะหยิบมีด ส้อม และขนมปังขึ้นมาสอบถามว่าสิ่งนั้นคืออะไร สิ่งนี้คืออะไร ถามไปต่าง ๆ นานา เพราะล้วนแต่เป็นสิ่งแปลกใหม่สำหรับชาวเชียงใหม่เสียทั้งหมด และมีคำกล่าวตามที่ ศ. ดร. แมคกิลวารี บันทึกไว้ว่า

“They don’t sit on the floor to eat, nor use their fingers, as we do!”

“สูเขาบ่นั่งปื้นกิ๋นข้าว บ่ใจ้มือกิ๋นข้าวเหมือนหมู่เฮา!”

อ่านเพิ่มเติม :

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่

อ้างอิง :

Daniel McGilvary. (1912). A half century among the Siamese and the Lao : an autobiography. New York ; Chicago [etc.] : Fleming H. Revell Company.

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 23 กรกฎาคม 2562

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...