โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

อสังหาริมทรัพย์

1 ปี "รัชกาลที่ 9" สวรรคต "12,739,531 พสกนิกร" ร่วมกราบ 3,992,750 คนอุทิศตนเป็น "จิตอาสา"

มติชนสุดสัปดาห์

เผยแพร่ 14 ต.ค. 2560 เวลา 05.06 น.

แม้ผ่านไป 1 ปี

แต่ยังเป็นความแจ่มชัดในความทรงจำของพสกนิกรชาวไทย

เวลา 18.45 น. วันที่ 13 ตุลาคม 2559 สำนักพระราชวัง ออกประกาศ

“พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร สวรรคต”

ความว่า

“พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร เสด็จพระราชดำเนินไปประทับรักษาพระอาการประชวร ณ โรงพยาบาลศิริราช ตั้งแต่วันศุกร์ที่ 3 ตุลาคม พุทธศักราช 2557 ตามที่สำนักพระราชวังได้แถลงให้ทราบเป็นระยะแล้วนั้น

แม้คณะแพทย์ได้ถวายการรักษาอย่างใกล้ชิดจนสุดความสามารถ แต่พระอาการประชวรหาคลายไม่ ได้ทรุดหนักลงตามลำดับ

ถึงวันพฤหัสบดีที่ 13 ตุลาคม พุทธศักราช 2559 เวลา 15 นาฬิกา 52 นาที เสด็จสวรรคต ณ โรงพยาบาลศิริราช ด้วยพระอาการสงบ

สิริพระชนมพรรษาปีที่ 89 ทรงครองสิริราชสมบัติได้ 70 ปี”

ทั้งนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จฯ จากพระราชวังไกลกังวล อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ มาประทับ ณ โรงพยาบาลศิริราช ตั้งแต่เมื่อวันที่ 3 ตุลาคม 2557 เพื่อประทับรักษาพระอาการประชวร

ต่อมาสำนักพระราชวังได้ออกแถลงการณ์ ฉบับที่ 1 เมื่อวันที่ 4 ตุลาคม 2557 ระบุว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระปรอท (ไข้) สูง 38.2 องศาเซลเซียส ผลการตรวจพระโลหิตแสดงว่ามีภาวะติดเชื้อ มีการเปลี่ยนแปลงในความดันพระโลหิต และอัตราการเต้นของพระหทัยเร็วขึ้น คณะแพทย์จึงได้กราบบังคมทูลเชิญเสด็จพระราชดำเนินไปประทับ ณ โรงพยาบาลศิริราช เพื่อถวายการตรวจด้วยเครื่องมือพิเศษ

จากนั้นเมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2557 สำนักพระราชวังได้ออกแถลงการณ์ ฉบับที่ 12 คณะแพทย์ฯ ได้รายงานว่า พระอาการทั่วไปดีขึ้น และพระวรกายแข็งแรงเป็นลำดับ จึงเสด็จกลับพระตำหนักเปี่ยมสุข วังไกลกังวล อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์

แต่ในวันที่ 31 พฤษภาคม 2558 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จออกจากพระตำหนักเปี่ยมสุข วังไกลกังวล อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ ได้เสด็จกลับมาประทับที่โรงพยาบาลศิริราชอีกครั้ง

โดยมีแถลงการณ์ฉบับที่ 13 เป็นไปตามคำกราบบังคมทูลเชิญของคณะแพทย์ฯ เพื่อถวายตรวจพระสมองด้วยเครื่องเอ็กซเรย์คอมพิวเตอร์ เพื่อติดตามผลของการใส่สายระบายน้ำไขสันหลังจากช่องไขสันหลังเข้าสู่ช่องพระนาภี

จากนั้น พระองค์ก็ทรงประทับอยู่ที่โรงพยาบาลศิริราช ตลอดมา

กระทั่ง สวรรคต รวมระยะเวลา 502 วัน

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี แถลงผ่านโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย ว่า

“เป็นการสูญเสียและความวิปโยคยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตของปวงชนชาวไทยทั้งประเทศ นับแต่การเสด็จสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 8 เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน พุทธศักราช 2489

พี่น้องประชาชนชาวไทยทุกคน ได้ติดตามข่าวสารและรับทราบมาเป็นลำดับว่าในห้วงหลายปีที่ผ่านมา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระประชวรและได้เสด็จไปประทับที่โรงพยาบาลศิริราชเป็นระยะ

เมื่อพระอาการบรรเทาลงก็จะทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจตามปกติด้วยพระวิริยะอุตสาหะ เพื่อความผาสุกของพสกนิกร

ตลอดเวลาที่ผ่านมา คณะแพทย์ได้ถวายการรักษาอย่างใกล้ชิด พระอาการดีขึ้นเป็นลำดับ ยังความปลาบปลื้มแก่ประชาชนคนไทยทั้งชาติ

แต่ในที่สุดพระอาการประชวร หาคลายไม่

ประกอบกับพระชนมพรรษามาก พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จสวรรคต พระชนมพรรษาปีที่ 89 เสด็จดำรงสิริราชสมบัติ 70 พรรษา

วันที่ 13 ตุลาคม จะเป็นวันที่อยู่ในความทรงจำของประชาชนชาวไทยตลอดไปนานแสนนาน ดุจวันปิยมหาราช 23 ตุลาคม”

ตลอด 1 ปี ที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร สวรรคต

พสกนิกรชาวไทยจากทั่วสารทิศต่างมุ่งตรงมายังพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง ด้วยหัวใจหนึ่งเดียวกัน

คือ อยากถวายสักการะพระบรมศพ พระมหากษัตริย์ซึ่งเปี่ยมด้วยพระมหากรุณาธิคุณ

ทั้งนี้ สำนักพระราชวังได้แจ้งยอดประชาชนที่เข้ากราบพระบรมศพ ตั้งแต่วันที่ 28 ตุลาคม 2559 ถึงวันที่ 5 ตุลาคม 2560 รวม 337 วัน

ปรากฏว่า มีประชาชนเข้ากราบพระบรมศพทั้งสิ้น 12,739,531 คน

โดยเฉพาะวันที่ 5 ตุลาคม 2560 ซึ่งเป็นวันสุดท้ายที่สำนักพระราชวัง เปิดให้ถวายสักการะพระบรมศพ มีประชาชนเข้ากราบพระบรมศพถึง 110,889 คน ซึ่งถือว่าสูงที่สุด

ยอดเงินบริจาคเพื่อร่วมบำเพ็ญพระราชกุศลพระบรมศพ ทั้งสิ้น 889,545,100.01 บาท

การเปิดให้ประชาชนเข้ากราบพระบรมศพ ได้ก่อให้เกิดเรื่องราวประทับใจมากมาย บ้างมาเพื่อขอความอุ่นใจที่ได้ใกล้ชิดในหลวง ร.9 บ้างก็มาขอพร

ขณะที่หลายคนอุทิศตนเป็น “จิตอาสา” เพื่อทำประโยชน์แก่งสังคมและช่วยอำนวยความสะดวกให้กับประชาชนที่มากราบพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช

ทั้งนี้ ในเรื่อง “จิตอาสา” ดังกล่าว

เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 ทรงมีพระราชอนุสรณ์คำนึงถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช

ทรงเล็งเห็นและทรงรับรู้จากพระราชหฤทัยของพระองค์ถึงพลังแห่งคุณค่าของความรัก ความศรัทธาเทิดทูน และความจงรักภักดี ที่ปวงชนชาวไทยทุกหมู่เหล่าน้อมเกล้าน้อมกระหม่อมถวายแด่พระองค์

จึงได้พระราชทานพระมหากรุณาธิคุณให้ประชาชนทุกภาคส่วน ได้มีส่วนร่วมถวายความอาลัยรัก น้อมส่งเสด็จพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ในพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ ในห้วงเดือนตุลาคมนี้

เป็นการสานต่อพระราชดำริของโครงการจิตอาสา “เราทำความดี ด้วยหัวใจ”

สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจึงได้พระราชทานพระราชานุญาตให้จัดตั้ง “จิตอาสาเฉพาะกิจ งานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ” ขึ้น

เพื่อเป็นการรวมพลังความรัก และน้ำใจของปวงชนชาวไทยทุกหมู่เหล่าที่จะน้อมถวายแด่รัชกาลที่ 9 ก่อนเสด็จสู่สวรรคาลัย

ทั้งนี้ จิตอาสาเฉพาะกิจฯ เปิดให้ประชาชนลงทะเบียน 8 ประเภทงานตามความสมัครใจ

ได้แก่ งานดอกไม้จันทน์ งานประชาสัมพันธ์ งานโยธา งานขนส่งเพื่อความปลอดภัยของประชาชน งานบริการประชาชน งานแพทย์ งานรักษาความปลอดภัย และงานจราจร

ซึ่งผู้สมัคร ได้รับบัตรประชาชนจิตอาสาสีฟ้า และบัตรจิตอาสางานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ ซึ่งมีสีตามประเภทของงาน

และจะได้รับพระราชทานหมวกแก๊ป ผ้าพันคอ เสื้อโปโลสีดำ ปลอกแขน ด้วย

สำหรับยอดสมัครจิตอาสาเฉพาะกิจฯ ระหว่างวันที่ 1-30 กันยายน 2560

มียอดสูงถึง 3,992,750 คน

ถือเป็นความร่วมมือร่วมใจเพื่อในหลวง ทั้งรัชกาลที่ 9 และรัชกาลที่ 10

จิตอาสาเฉพาะกิจฯ เหล่านี้ จะมีส่วนสำคัญที่ทำให้พระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ดำเนินไปอย่างเรียบร้อยสมพระเกียรติ

ซึ่งขณะนี้พระเมรุมาศ มีความพร้อมสมบูรณ์ 98-99 เปอร์เซ็นต์แล้ว

ปรากฏว่ามีความยิ่งใหญ่ สมพระเกียรติ มีพื้นที่ทั้งหมด 150,000 ตาราเมตร สามารถบรรจุคนได้กว่า 200,000 คน

อย่างไรก็ตาม จะมีประชาชนเพียง 40,000 คน ที่อยู่ในพื้นที่รอบในได้เห็นริ้วขบวน ส่วนประชาชนที่เหลือได้ชมเพียงบรรยากาศรอบนอก

ดังนั้น สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จึงพระราชทานพระราชานุญาตให้รัฐบาลจัดสร้างพระเมรุมาศจำลองอย่างสมพระเกียรติเช่นเดียวกับพระเมรุมาศจริง และจัดซุ้มถวายดอกไม้จันทน์ในสถานที่ต่างๆ ทั้งในกรุงเทพฯ ต่างจังหวัด และต่างประเทศ

เพื่อให้ประชาชนชาวไทยทุกคน ไม่ว่าจะอยู่ ณ ที่แห่งใดสามารถร่วมพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ โดยถวายดอกไม้จันทน์และร่วมส่งเสด็จได้อย่างทั่วถึง

ส่วนหมายกำหนดการพระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลครบรอบ 1 ปี วันสวรรคตพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง ระหว่างวันที่ 13-14 ตุลาคม 2560 นั้น

วันที่ 13 ตุลาคม สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จะทรงวางพวงมาลาของส่วนพระองค์ และพวงมาลาของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9

กราบถวายบังคมพระบรมศพ พระสงฆ์ 30 รูปสวดพระพุทธมนต์

และสวดคาถาพิเศษ “ปรมินทมหาภูมิพละอตุลยะเตชะมหาราชัสสะ ปัตติทานคาถา”

ส่วนวันที่ 14 ตุลาคม 2560 สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จะกราบถวายบังคมพระบรมศพ และนิมนต์พระสงฆ์ 89 รูปเท่าพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร สวดมาติกา

เชื่อว่า พสกนิกรจะรวมใจเพื่อร่วมบำเพ็ญพระราชกุศลครบรอบ 1 ปี วันสวรรคตพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร โดยพร้อมเพรียงกันทั้งประเทศ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...