โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หลวงประดิษฐไพเราะแต่งเพลง “แสนคำนึง” ระบายความรู้สึกต่อนโยบายชาตินิยมของ จอมพล ป.

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 08 มี.ค. 2565 เวลา 01.19 น. • เผยแพร่ 08 มี.ค. 2565 เวลา 01.00 น.
หลวงประดิษฐไพเราะ (ศร ศิลปบรรเลง)

ไม่เชื่อผู้นำ-เกิดแสนคำนึง เพลงสะท้อนปฏิกิริยานโยบายวัฒนธรรม หลังสงครามโลก

หลวงประดิษฐไพเราะ (ศร ศิลปบรรเลง) (6 สิงหาคม 2424 – 8 มีนาคม 2497) นอกจากจะเป็นนักดนตรีไทยฝีมือเยี่ยม เป็นดุริยกวีที่มีผลงานเป็นที่ยอมรับกันมากมายเกินจะกล่าว และเป็นครูดนตรีไทยที่อุทิศชีวิตจิตใจให้กับการพัฒนาดนตรีไทยอย่างเต็มที่มาโดยตลอดเวลาที่ท่านมีลมหายใจอยู่แล้ว

ในความเป็นสามัญชนที่มีเลือดเนื้อ มีอารมณ์ความรู้สึก และมีความอ่อนไหวต่อการเปลี่ยนแปลงของสังคมรอบด้าน ก็ได้รับการบันทึกถึงในตำนานเพลงของท่านตลอดมา

มีเพลงเถาเพลงหนึ่ง ที่นิยมร้องเล่นกันในกาลต่อมาแม้หลังจากที่ท่านถึงแก่กรรมไปนานแล้ว ชื่อว่า แสนคำนึง

ในยุคที่กระแสการเมือง “เชื่อผู้นำ ชาติพ้นภัย” และ “มาลานำไทยไปสู่มหาอำนาจ” อบอวลอยู่ในจิตสำนึกของคนไทยโดยทั่วไป การออกนโยบายปฏิวัติทางวัฒนธรรมหลายอย่างจากผู้นำประเทศในขณะนั้น ได้รับการตอบสนองจากบุคคลรอบด้าน มีการขานรับด้วยพฤติกรรมเอาอกเอาใจกันมากมาย ทั้งคำขวัญแบบเรียน นิยาย ละครและบทเพลง และในขณะเดียวกันก็เป็นผลสืบเนื่องไปยังปฏิกิริยา “ไม่เชื่อผู้นำ ชาติพ้นภัย (กว่า)” จากหลายคนที่รักชาติบ้านเมืองไม่แพ้กัน

แสนคำนึง เป็นทั้งบทเพลงไพเราะงดงาม มีการเรียบเรียงด้วยศิลปะการประพันธ์เพลงที่สละสลวย แต่ในขณะเดียวกัน ก็เป็นผลผลิตของแนวคิด “ไม่เชื่อผู้นำ” ที่ครูหลวงประดิษฐไพเราะได้สะท้อนออกมา

แม้เลยพ้นช่วงเวลานั้นไปนานแล้ว แต่เพลงแสนคำนึงก็ยังคงอยู่อย่างสง่าผ่าเผยในใจของคน และเป็นอุทาหรณ์ให้ใครก็ตามที่จะมาเป็นใหญ่เป็นโตของบ้านเมืองไทยฉุกคิดว่า อำนาจใด ๆ ที่มีอยู่แต่ไม่ใช้ในทางที่ถูกทำนองคลองธรรม ก็ย่อมเกิดปรากฏการณ์ที่สะท้อนกลับจากผู้รักความถูกต้อง เป็นบทเรียนให้ได้คิดถึงเหมือนดังชื่อเพลงนี้เอง

เบื้องหลังของเพลงแสนคำนึง ได้รับการบอกเล่าโดยทายาทของท่านเองคือ อาจารย์บรรเลง สาคริก หรือนางมหาเทพกษัตรสมุท บันทึกความหลังไว้ในหนังสืองานพระราชทานเพลิงศพ คุณหญิงชิ้น ศิลปบรรเลง ดังนี้

สงครามโลกครั้งที่ 2 ผ่านไป หลังจากที่ประเทศไทยเข้าร่วมกับสัมพันธมิตรคือญี่ปุ่นแล้ว ท่านผู้นำของประเทศไทยในสมัยนั้น ก็เร่งปรับปรุงสภาพของประชาชนไทยให้เทียมทันมิตรประเทศ อาทิ ความเป็นระเบียบเรียบร้อย ชายต้องแต่งกายสากลนิยม หญิงต้องนุ่งกระโปรงสวมหมวกทุกคน จึงจะเป็นสัญลักษณ์ว่า ไทยเป็นชาติมหาอำนาจเทียมทันมิตรประเทศเหล่านั้นเหมือนกัน

ต่อมา ท่านยังได้พิจารณาปรับปรุงอะไร ๆ อีกหลายอย่าง เช่น จัดให้ข้าราชการเดินทางไกล เพื่อแสดงว่าคนไทยเราแข็งแรงเข้มแข็ง ต้องมีการร่วมสังสันทน์จัดงานรื่นเริงบ่อย ๆ เพื่อแสดงว่าไทยเรา กล้าหาญร่าเริง ไม่ขลาดกลัวภัยสงคราม ทุก ๆ บ่ายวันพุธให้ข้าราชการหยุดทำงาน แต่ต้องมาร่วมชุมนุมกันเล่นกีฬา หรือรื่นเริงเล่นรำวงหรือเต้นรำ ถ้าใครไม่ร่วมมือ ไม่เล่นรำวง ไม่ขวนขวายที่จะหัดวงก็จะเป็นการไม่เหมาะสม

เท่านั้นยังไม่พอ ท่านหันมาพิจารณาเรื่องศิลปะ เห็นว่าการดนตรีของไทยนั้นคร่ำครึ ล้าสมัย ป่าเถื่อน เป็นที่น่าอับอายแก่มวลมหามิตร ท่านก็เลยออกคำสั่งเป็นทางราชการห้ามเล่นเครื่องดนตรีไทยบางชนิดทั่วประเทศ จะเล่นได้ก็แต่ดนตรีสากลเท่านั้น และท่านยังมีความคิดเห็นว่า เพลงไทยที่มีชื่อนำด้วยคำว่า ลาว, แขก, พม่า ฯลฯ นั้นก็ไม่ถูกวัฒนธรรมไทย เกรงว่าจะเป็นการไปลอกเลียนเอาทำนองเพลงของชาติเหล่านั้นมา จึงให้ตัดชื่อนำหน้าด้วยคำเหล่านั้นออกให้หมด

ในยุคนั้นมีการเปลี่ยนแปลงอะไรต่ออะไรตามใจท่านผู้นำอย่างมากมาย

การที่ทางการสั่งห้ามนักดนตรีไทยเล่นดนตรีไทยนั้นเป็นคำสั่งที่เด็ดขาด ขนาดที่จะแอบเล่นเองภายในบ้านก็ไม่ได้ เพราะถ้ามีเสียงดังลอดออกไปนอกบ้านอาจมีความผิด นักดนตรีไทยทุกคนรู้สึกเศร้าใจ ท้อใจ หมดกำลังใจ รู้สึกหมดอิสรภาพ ผู้ที่รักการดนตรีทั้งหลายหมดความสุขในชีวิต เสียดายอาลัยที่ศิลปะของชาติจะต้องสูญไป แต่จะทำอย่างไรได้ในเมื่อยุคนั้น “ทุกคนจะต้องเชื่อผู้นำ ชาติจึงจะพ้นภัย”

อันความคับอกคับใจนั้น เมื่อไม่สามารถระบายออกด้วยคำพูด หรือการกระทำ ก็อาจมีทางระบายได้ด้วยการคิดการเขียน

อ. บรรเลง เล่าว่า “คุณพ่อของข้าพเจ้า หลวงประดิษฐไพเราะ (ศร ศิลปบรรเลง) ท่านเป็นผู้หนึ่งที่รู้สึกโทมนัสในคำสั่งห้ามเล่นดนตรีไทยนี้มาก ท่านได้ระบายความรู้สึกของท่านออกมาด้วยการแต่งเพลงขึ้นเพลงหนึ่ง ชื่อเพลง ‘แสนคำนึง’ โดยท่านนำทำนองเพลงลาวเพลงหนึ่งซึ่งได้คิดแต่งไว้บ้างแล้วนำมาประดิษฐ์ใหม่ให้มีลีลาแผกไปจากเดิม แล้วก็แต่งเนื้อร้องระบายความเคียดแค้นที่ถูกห้ามเล่นดนตรีไทย บทร้องนั้นแต่งไว้ยาวหลายคำกลอน…”

“แต่ครั้นพอนำมาให้พี่สาวของข้าพเจ้า (คุณหญิงชิ้น ศิลปบรรเลง) อ่านเพื่อจะสอนให้ร้อง พี่สาวของข้าพเจ้าอ่านจบแล้วฉีกทิ้งทันที คุณพ่อเอาสองมือตบหน้าผากของท่านแล้วร้องว่า ‘ฉีกของพ่อทำไม’… พ่อจะให้ร้องให้ฟัง และเก็บเอาไว้อ่าน พี่สาวของข้าพเจ้าตอบว่า ‘ถ้าไม่ฉีกทิ้ง เดี๋ยวพลั้งเผลอ หรือใครมาค้นบ้านได้อ่านเข้า คุณพ่อจะติดตะราง’ เมื่อเป็นดังนั้น คุณพ่อเลยต้องหาเนื้อร้องใหม่ ได้เนื้อร้องจากเรื่อง ‘ขุนช้างขุนแผน’ ซึ่งพอจะมีความหมายเข้ากับชื่อเพลงที่ท่านเรียกว่า ‘แสนคำนึง’ ได้ เพลงนี้เมื่อภายหลังเลิกห้ามเล่นดนตรีไทย (เลิกไปเองโดยปริยายหลังสงคราม) ก็ได้นำออกสอนศิษย์ของท่านจนเป็นที่แพร่หลายมาจนทุกวันนี้”

“เพลงแสนคำนึงที่คุณพ่อประดิษฐ์ขึ้นใหม่นั้น ในตอนขึ้นต้น ครั้งแรก ท่านให้ระนาดเดี่ยวขึ้นนำก่อน แล้วจึงตามด้วยเครื่องดนตรีทั้งวง ต่อจากนั้นก็ทอดลงให้ร้อง นับว่าเป็นลีลาใหม่แปลกกว่าเพลงก่อน ๆ เพราะมีท่อนนำ ซึ่งอาจเปรียบได้กับ introduction เหมือนบางเพลงของฝรั่ง เมื่อร้องและบรรเลงจบทั้งเถาแล้วก็ให้เครื่องดนตรีต่าง ๆ แสดงฝีมือเดี่ยวรอบวงต่อท้ายอีกก่อนจะถึงลูกหมด ทั้งนี้อาจเป็นเพราะความรู้สึกที่ถูกกดดันไม่ให้บรรเลงดนตรีไทยมานาน เมื่อโอกาสเปิดให้ท่านจึงได้ให้เครื่องดนตรีต่าง ๆ แสดงฝีมือเสียให้สมใจ เพลงนี้จึงค่อนข้างยาวและมีหลายรส ทั้งเกรียวกราว คึกคัก เศร้าเสียดาย และแทรกเสียงธรรมชาติ เช่นเสียงน้ำ เสียงลม เอาไว้ด้วยท่วงทำนองที่ไพเราะ แล้วก็จบลงอย่างสนุกสนาน”

“การฟังเพลง ‘แสนคำนึง’ ให้ได้รสและบรรยากาศตามความคิดคำนึงของคุณพ่อโดยครบถ้วนนั้น ถ้าได้ฟังจากการบรรเลงปี่พาทย์ไม้แข็ง จะได้รสแห่งความไพเราะมากยิ่งกว่าฟังจากการบรรเลงด้วยเครื่องสายหรือมโหรี”

เพลงแสนคำนึงนี้ผู้เล่นควรต้องเป็นนักดนตรีที่มีฝีมือทุกคน เพราะมีท่อนเดี่ยว (Solo) เครื่องดนตรีแต่ละชิ้นจนครบทั้งวง เป็นการแสดงความสามารถเฉพาะตัวเพื่ออวดฝีมือของนักดนตรีที่ชำนาญในเครื่องดนตรีแต่ละชิ้น และสามารถเล่นผสมวงกันได้กลมกลืน พร้อมเพรียงกันอีกด้วย เพลงนี้จึงเป็นเพลงที่มีความไพเราะ สนุกสนานมากที่สุดเพลงหนึ่ง มีทุกรสอยู่ในเพลงเดียวกัน เป็นเพลงอมตะ เป็นอนุสรณ์ให้ระลึกถึงยุค “มาลานำไทย”

ผลจากความไม่เชื่อผู้นำ ด้วยความรักและห่วงใยในวัฒนธรรมดนตรีของแผ่นดินมากกว่า “ชาติ” ที่นิยมนิยามกันด้วยนโยบายการเมืองสวยหรู ฝันเฟื่อง

บทเพลงที่ออกมาจากความจริงใจของนักดนตรีสามัญชนคนหนึ่ง จึงยังคงความเป็นเพลงแห่งสัจธรรมมาจนทุกวันนี้ ชาติไทย ดนตรีไทย อยู่ได้ด้วยการกระทำมากกว่าคำพูด

 

หมายเหตุ : คัดเนื้อหาบางส่วนจากหนังสือ “หลวงประดิษฐไพเราะ (ศร ศิลปบรรเลง) มหาดุริยกวีลุ่มเจ้าพระยาแห่งอุษาคเนย์” โดย อานันท์ นาคคง, อัษฎาวุธ สาคริก และสุจิตต์ วงษ์เทศ บรรณาธิการ (พิมพ์ครั้งที่ 2 มีนาคม 2547, สำนักพิมพ์มติชน)

เผยแพร่เนื้อหาในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 25 เมษายน 2564

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...