โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

"ระบำโป๊" ความบันเทิงยามสงคราม เปิด "หวอ" ท่ามกลางเสียง "หวอ"

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 02 ก.ค. 2566 เวลา 06.37 น. • เผยแพร่ 02 ก.ค. 2566 เวลา 05.58 น.
คณะนางระบำของตึกไพบูลย์สมบัติ หรือตึก 9 ชั้น (ภาพจากหนังสือพิมพ์สยามราษฎร์ 17 มิถุนายน 2474 - อ้างใน หนังสือ กรุงเทพฯ ยามราตรี)

“ระบำโป๊” ความบันเทิงยามสงคราม เปิด “หวอ” ท่ามกลางเสียง “หวอ”

หลังไทยเข้าสู่สงครามโลกครั้งที่ 2 ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของคนกรุง ประการแรก คือ การอพยพออกจากเมือง เพราะกรุงเทพฯ ไม่ได้เป็นพื้นที่ปลอดภัยอีกต่อไป การที่มีทหารญี่ปุ่นประจำการ จึงตกเป็นเป้าหมายของการทิ้งระเบิดจากฝ่ายสัมพันธมิตร ตามด้วยเศรษฐกิจที่ย่ำแย่ และการขาดแคลนสินค้าต่าง ๆ

เมื่อมีการทิ้งระเบิดเป็นครั้งแรกนับแต่วันที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2485 คนกรุงออกไปใช้ชีวิตยามค่ำคืนน้อยลง สถานบันเทิงต่าง ๆ ที่เคยเฟื่องฟูกลับเงียบเหงาซบเซาลง ดังที่ ยศ วัชรเสถียร เล่าสภาพชีวิตยามค่ำคืนของกรุงเทพฯ ในพื้นที่ถนนราชวงศ์ว่า

“ร้านตำบลถนนราชวงศ์ได้เฟื่องฟูอย่างสูงเรื่อยมาจนกระทั่งสงครามโลกครั้งที่สองลุกลามมาถึงเมืองไทย อันทำให้หาคนไปกินเหล้าและอาหารว่าง ตลอดจนอาหารหนักที่นั่นได้ยากในเวลาค่ำคืน เพราะกลัวเครื่องบินฝ่ายข้าศึกมาทิ้งระเบิดใส่ และส่วนมากผู้คนในพระนครก็อพยพย้ายที่หลับที่นอนไปอยู่นอกเขตพระนคร ทำให้พระนครในเวลาค่ำคืนมีภาวะเป็นนครร้าง…”

แม้ชีวิตยามค่ำคืนของกรุงเทพฯ จะเงียบเหงาสักเพียงไหน แต่ไม่ใช่สำหรับพื้นที่ของความบันเทิงทางกามารมณ์อย่างการแสดงเต้นรำ กระทั่งพัฒนาต่อมาเป็น “ระบำโป๊” หรือ “จ้ำบ๊ะ”

ย้อนกลับไปดูการพัฒนาของการแสดงเต้นรำในสถานเริงรมณ์ พบว่า เฟื่องฟูมาตั้งแต่ทศวรรษ 2470-2480 โดยโรงเต้นรำแบบคาบาเรต์แห่งแรกของกรุงเทพฯ สันนิษฐานว่าเป็น โรสฮอลล์ ถนนสุรวงศ์ และยังมีสถานเริงรมณ์ประเภทนี้อีกหลายที่ เช่น ตึก 9 ชั้น หรือตึกไพบูลย์สมบัติ ถนนเยาวราช, ซ่วนหลีบาร์ ย่านสะพานหัน, ศรีอาทิตย์สถาน ย่านนางเลิ้ง, สถานเขษมสุข หลังตลาดมิ่งเมือง, ตึกทิฆัมพรหรือตึก 4 ชั้น ถนนเจริญกรุง, ตึกดำรงพาณิชย์หรือตึก 7 ชั้น และสยามโฮเต็ล ย่านวังบูรพา เป็นต้น

การเต้นรำรูปแบบหนึ่งที่สร้างความตื่นตาตื่นใจ คือ ระบำเปลือยกาย โดยเฉพาะจากคณะของนายหรั่ง เรืองนาม ที่มีชื่อเสียงโด่งดังรู้จักกันในนาม “ระบำนายหรั่งหัวแดง” “ระบำมหาสเน่ห์” หรือ “ระบำโป๊”

ระบำโป๊คณะของนายหรั่งเดินสายทำกาารแสดงตามงานวัด จนถูกตำรวจจับและเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์มาก กระนั้นก็ดี คณะของนายหรั่งเปิดทำการแสดงต่อไป ปรากฏว่า โฆษณาในยุคนั้นเชิญชวนคนให้มาชมระบำโป๊คณะนี้ว่า “เชิญท่านมาชมระบำของนายหรั่งผู้เรืองนาม ท่านจะรู้สึกตื่นตาตื่นใจ มีเพียงคณะเดียวเท่านั้นที่แสดงได้อย่างพิศวงงงงวย ชมแล้วชุ่มชื่นหัวใจ มีนางสาวทุกวัยคอยต้อนรับท่านเยอะแยะ”

ถึงปี 2476 นอกจากจะมีระบำโป๊คณะของนายหรั่งแล้วก็ยังมีคณะระบำใหม่เกิดขึ้นใช้ชื่อว่า “ระบำจ้ำบ๊ะ” ซึ่งเปิดแสดงเป็นครั้งแรกในงานออกร้านที่วัดชนะสงคราม เก็บค่าเข้าชมคนละ 1 บาท

จนกระทั่งเข้าสู่ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 สถานเริงรมณ์ทั้งหลายซบเซา ส่งผลให้คณะระบำโป๊ปิดตัวไปเกือบทั้งหมด แต่คณะของนายหรั่งกลับยืนหยัดอยู่ได้ แม้จะได้รับผลกระทบจากภัยสงครามและวิถีชีวิตยามค่ำคืนของชาวกรุงที่แปรเปลี่ยนไปบ้าง นายหรั่งเปิดทำการแสดงที่ตึก 7 ชั้น และตึก 9 ชั้น ขณะที่กรุงเทพฯ ทั้งเมืองปิดไฟจนมืดมิด พรางตัวจากการทิ้งระเบิด เปิดเสียงหวอเตือนสนั่น ทำให้บางครั้งต้องหยุดทำการแสดงกลางคัน จนเมื่อเครื่องบินทิ้งระเบิดกลับไปแล้วจึงทำการแสดงต่อไป

แม้ว่าการแสดงระบำโป๊คณะของนายหรั่งต้องเสี่ยงภัยจากระเบิดทุกวัน ทว่ากลับได้รับความนิยมอย่างมากจากทั้งผู้ชมชาวไทยและทหารญี่ปุ่น ทั้งนี้ เนื่องจากนายหรั่งได้รับการร้องขอจากกองทัพญี่ปุ่นให้เปิดการแสดงเป็นพิเศษ นายทหารและพลทหารญี่ปุ่นแทบทุกคนจะมีแผนที่กรุงเทพฯ ซึ่งระบุที่ตั้งของตึก 9 ชั้น อันเป็นโรงเต้นรำเปิดทำการแสดงระบำโป๊ พร้อมด้วยคําอธิบายเป็นภาษาญี่ปุ่นปรากฏอย่างชัดเจน

นอกจากคณะของนายหรั่งแล้ว ยังมีคณะเล็ก ๆ ที่ตระเวนแสดงในงานเทศกาลหรืองานวัด พยายามแสดงระบำที่เน้นความโป๊เปลือยยิ่งกว่าคณะของนายหรั่งอีกด้วย โดยเจ้าของคณะจะใช้นักเต้นรำสาวที่ทําอาชีพเป็นโสเภณี ซึ่งกล้าเปิดเผยเรือนร่างมากกว่า

ช่วงปลายสงครามโลกครั้งที่ 2 ด้วยสภาพเศรษฐกิจที่ย่ำแย่ ระบำโป๊คณะของนายหรั่งจึงย้ายจากตึก 9 ชั้นไปเปิดการแสดงที่ตลาดบําเพ็ญบุญ ตรงข้ามโรงภาพยนตร์ศาลาเฉลิมกรุง เปิดทำการแสดงบริเวณชั้นลอยตรงกลางตลาด และเปลี่ยนชื่อเป็น “คณะละคอนสารพัดศิลป”

คณะของนายหรั่งเปิดแสดงเป็นรอบ ๆ เริ่มตั้งแต่หัวค่ำไปจนถึงดึก ก่อนเปิดการแสดงแต่ละรอบ จะมีการเปิด “หวอ” ล่อตาผู้ชม โดยนายหรั่งจะแต่งกายด้วยชุดนายพลเรือชาติตะวันตก มาปรากฏตัวที่หน้าโรงเต้นรำ พร้อมด้วยนักเต้นรำสาวผิวขาว รูปร่างอวบตามรสนิยมของยุคสมัยนั้นประมาณ 3-4 คน แต่งกายวาบหวิว นุ่งสั้นวับ ๆ แวม ๆ แล้วเต้นเข้ากับจังหวะเสียงกลองด้วยท่าทางลีลายั่วยวน เพื่อเรียกน้ำย่อยจากผู้ชม

เมื่อปลุกเร้าความสนใจได้พอสมควรแล้ว นายหรั่งจะตะเบ๊ะให้กับผู้ชมแล้วพานักเต้นรำสาวกลับเข้าไป จากนั้นโฆษกจะประกาศเชิญชวนให้ผู้ชมตีตั๋วเข้าชมระบำของจริงในโรงซึ่งโป๊มากยิ่งกว่า ผู้ชมโดยเฉพาะผู้ชายที่ทนไม่ไหวก็จะยอมจ่ายค่าชมคนละ 1-2 บาท

ภายในโรงเต้นรำมีเก้าอี้ตั้งเป็นแถว บางครั้งก็ไม่มีเก้าอี้ มีแต่ลานให้ยืนดู เมื่อการแสดงเริ่มขึ้น นักเต้นรำสาวหน้าตาสะสวย ทาปากแดงจัด นุ่งสั้นเปิดเผยสัดส่วนร่างกาย ออกมาเต้นตามจังหวะเพลง แล้วค่อย ๆ เปลื้องผ้าออกทีละชิ้น ทำท่าจะโยนเสื้อผ้าที่ถอดออกให้ผู้ชม แต่กลับโยนไปหลังเวทีแทน จนในที่สุดก็เปลือยเปล่า มีเพียงการปกปิดหัวนมทั้งสองข้างกับปิดอวัยวะเพศเหมือนใส่จับปิ้ง

ผู้ชมที่ได้เห็นของสงวนของนักเต้นรำสาวต่างพากันตื่นเต้นฮือฮา แต่ที่จริงแล้วอวัยวะส่วนนั้นพอกแป้ง หรือดินสอพองไว้จนขาวโพลน บางครั้งก็มีผู้หญิงสวมเสื้อคลุมอาบน้ำเดินออกมายืนกลางเวที แล้วเปิดเสื้อคลุมซ้ายทีขวาที จนท้ายที่สุดเปิดเสื้อคลุมทั้งสองข้าง แต่กลับมีดอกเฟื่องฟ้ามัดเป็นช่อผูกบั้นเอวปิดบังอวัยวะเพศเอาไว้

นอกจากนี้ นายหรั่งเองยังเข้าร่วมแสดงด้วย เช่น เมื่อนักเต้นรำสาวนอนราบกลางเวทีแล้วยกขาสลับกัน นายหรั่งจะเข้าไปนั่งทําท่าดมกลิ่นบริเวณของสงวนของนักเต้นรำสาว แล้วทำท่าโบกมือไปมา เพื่อสื่อให้รู้ว่าเป็นกลิ่นไม่พึงประสงค์ และอีกหนึ่งการแสดงที่เรียกเสียงเฮฮาจากผู้ชมคือ การที่นักเต้นรำสาวแต่ละคนเปิด “หวอ” ของตนแล้วเอามาชนกับ “หวอ” ของนักเต้นรำสาวอีกคน เรียกกันอย่างสนุก ๆ ว่า “ทํายุทธหัตถี”

คงปฏิเสธไม่ได้ว่าการแสดงระบําโป๊คณะของนายหรั่งนั้นเป็นความบันเทิงเชิงกามารมณ์ที่ทำให้ผู้ชมแทบลืมเสียง “หวอ” จากการทิ้งระเบิดไปชั่วขณะหนึ่งเลยทีเดียว เพราะมัวเอาแต่จับจ้องสนใจอยู่กับการเปิด “หวอ” ของนักเต้นรำสาวนั่นเอง

ภายหลังจากสงครามโลกครั้งที่ 2 ยุติ ฝ่ายสัมพันธมิตรได้เข้ามาประเทศไทยเพื่อปลดอาวุธกองทัพญี่ปุ่น ปรากฏว่า ระบําโป๊คณะของนายหรั่งก็ถูกร้องขอจากทหารฝ่ายสัมพันธมิตรให้เปิดการแสดงเป็นพิเศษอีกด้วย กระทั่งเมื่อเข้าสู่ภาวะสงบแล้ว คณะของนายหรั่งได้ทำการแสดงระบำโป๊อยู่ที่ตลาดบำเพ็ญบุญอย่างถาวร

นี่คืออีกหนึ่งสีสันของชีวิตยามค่ำคืนของกรุงเทพฯ ความบันเทิงท่ามกลางสงครามโลกครั้งที่ 2

อ่านเพิ่มเติม :

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่

อ้างอิง :

วีระยุทธ ปีสาลี. (2557). กรุงเทพฯ ยามราตรี. กรุงเทพฯ : มติชน.

พีรพล แสงสว่าง และอาชญาสิทธิ์ ศรีสุวรรณ. (มิถุนายน 2558 – พฤษภาคม 2559). จ้ำบ๊ะ. เมื่อคราวระเบิดลง : ความบันเทิงเชิงกามารมณ์ในกรุงเทพฯ ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2. จุลสารหอจดหมายเหตุธรรมศาสตร์. ฉบับที่ 19

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 29 มีนาคม 2564

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...