โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ปรับ ครม.อีกบททดสอบใหม่ หรือแค่เรื่องวุ่นๆ ใน รบ.ประยุทธ์ สุดท้าย ไทยชนะ หรือใครชนะ...รู้กัน / เศรษฐกิจ

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 08 มี.ค. 2564 เวลา 03.30 น. • เผยแพร่ 08 มี.ค. 2564 เวลา 03.30 น.

เศรษฐกิจ

 

ปรับ ครม.อีกบททดสอบใหม่

หรือแค่เรื่องวุ่นๆ ใน รบ.ประยุทธ์

สุดท้าย ไทยชนะ หรือใครชนะ…รู้กัน

 

การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) รอบใหม่ เมื่อเดือนธันวาคม 2563 ที่คนส่วนใหญ่ของประเทศมองว่าเป็นความหละหลวมของรัฐบาลอันเนื่องมาจากปัญหาคอร์รัปชั่นของคนภาครัฐเอง ที่ปล่อยให้เกิดการลักลอบนำเข้าแรงงานจากประเทศเพื่อนบ้าน และหลับตาข้างหนึ่งปล่อยให้มีการรวมตัวของคนหมู่มากแอบเล่นการพนักในบ่อนที่ผิดกฎหมาย

ส่งผลกระทบให้คนส่วนใหญ่ของประเทศต้องได้รับความเดือดร้อนกันถ้วนหน้า!

วนกลับมาเหมือนฉายหนังซ้ำ หลายธุรกิจต้องหยุดชะงัก เกิดการเลิกจ้างงาน รัฐบาลจึงต้องเร่งออกมาตรการเยียวยา ช่วยเหลือ และดูแล ประเดิมด้วยโครงการ “เราชนะ” ที่ทุ่มงบประมาณกว่า 2 แสนล้านบาท จาก พ.ร.ก.เงินกู้ 1 ล้านล้านบาท เพื่อดูแลเป้าหมาย 31.1 ล้านคน โดยโอนเงินเข้ากระเป๋าประชาชน รายละ 7,000 บาท

ซึ่งยังไม่รวมการเยียวกลุ่มแรงงานในระบบ ประกันสังคม มาตรา 33 และกลุ่มข้าราชการ พนักงานราชการ รัฐวิสาหกิจ เตรียมคลอดโครงการตามออกมา

 

โครงการเยียวยา เราชนะ รัฐบาลคิดการใหญ่ ใช้เทคโนโลยีดิจิตอลเข้าช่วย เพื่อลดความเสี่ยงการแพร่ระบาดโควิด-19 และให้ประชาชนปรับตัวใช้เทคโนโลยี รองรับสังคมไร้เงินสดในอนาคต ตั้งแต่การลงทะเบียน การคัดกรองสิทธิโดยใช้ฐานข้อมูลที่มีอยู่ในระบบ ทั้งข้อมูลโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ และข้อมูลผู้ที่ใช้ระบบชําระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ของรัฐ (g-wallet) ในแอพพลิเคชั่นเป๋าตัง ผ่านโครงการเราเที่ยวด้วยกันและคนละครึ่ง ไม่ต้องลงทะเบียนใหม่ แต่ข้อมูลไม่ได้ครอบคลุมคนไทยทั้งประเทศ จึงยังต้องมีการลงทะเบียนสำหรับผู้ไม่มีฐานข้อมูลใดๆ

ส่วนรูปแบบการใช้จ่าย คือ การสแกนจ่ายผ่านแอพพ์เป๋าตัง ซึ่งผู้ที่เข้าร่วมโครงการจำเป็นจะต้องมีสมาร์ตโฟนที่ใช้งานแอพพ์ได้และมีแพ็กเกจอินเตอร์เน็ต

ซึ่งเงื่อนไขดังกล่าวทำให้ประชาชนบางส่วนเรียกร้องว่ากลุ่มที่ไม่มีสมาร์ตโฟนจะทำอย่างไร

แต่รัฐกลับมองว่า คนที่ไม่มีสมาร์ตโฟนนั้นน่าจะหมายถึงคนมีรายได้น้อย รัฐบาลมีโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ช่วยเหลือค่าใช้จ่ายผู้มีรายได้น้อยอยู่และได้รับสิทธิในโครงการเราชนะอัตโนมัติ

ดังนั้น ผู้ไม่มีสมาร์ตโฟนน่าจะมีเพียงไม่กี่แสนคน

แต่ในความเป็นจริง ไม่ใช่กลุ่มไม่ใช้สมาร์ตโฟน ไม่ได้หมายความจะอยู่ในระบบบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเสมอไป!

เมื่อเปิดลงทะเบียนให้กลุ่มนี้ ภาพที่ไม่เคยอยู่ในหัวของรัฐบาลมาก่อน ก็เกิดขึ้นเมื่อกลุ่มไม่ใช้สมาร์ตโฟนมีมากมายกว่าที่คาด จนเห็นภาพแห่ไปต่อคิวรอลงทะเบียนสาขาธนาคารกรุงไทย ที่ส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุ ผู้พิการ แบบไม่กลัวโควิด

เพราะกลัวอดตายมากกว่า

 

ภาพที่เห็น สะท้อนว่ายังมีคนเข้าไม่ถึงโครงการของรัฐอีกมาก

เดือดร้อนถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ออกโรงสั่งการด้วยตัวเอง ให้กระทรวงการคลังหาวิธีขยายและเพิ่มจุดรับลงทะเบียนเพื่อช่วยเหลือประชาชนให้ครอบคลุมที่สุดด้วย

การลงทะเบียนในช่วงวันที่ 15-21 กุมภาพันธ์ 2564 รวมเป็น 7 วัน ตัวเลขยอดเพิ่มขึ้นเรื่อย จนอยู่ที่ 5 แสนกว่าคน ซึ่งดูไม่สอดคล้องกับความคิดของรัฐบาลว่ากลุ่มไม่มีสมาร์ตโฟนมีเพียงไม่กี่แสนคน จนต้องขยายจุดลงทะเบียน โดยดึงธนาคารออมสิน ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) สำนักงานคลังจังหวัด สรรพสามิตพื้นที่ และสรรพากรพื้นที่ เปิดจุดบริการรับลงทะเบียน รวมแล้วมากกว่า 3,500 แห่งทั่วประเทศ

จาก 7 วันแรกเปิดลงทะเบียน มียอดคนขอใช้สิทธิร่วมครึ่งล้าน จนล่าสุด 1 มีนาคมที่ผ่านมา มีผู้ลงทะเบียนถึง 1.8 ล้านคน มากกว่าจำนวนที่รัฐบาลเคยคาดการณ์ไว้ สะท้อนให้เห็นถึงความเหลื่อมล้ำ มีกลุ่มที่ตกหล่น และยังไม่เข้าถึงการใช้สมาร์ตโฟนจำนวนมาก

กลายเป็นงานชิ้นใหญ่ที่รัฐบาลต้องทบทวนโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐอีกครั้ง หลังจากทำโครงการมาตั้งแต่ปี 2560 เพราะยังมีกลุ่มตกหล่นที่ยังไม่ได้รับการดูแล

 

นอกจากเป็นโครงการที่ผลักภาระให้ทุกคนจำเป็นต้องใช้เทคโนโลยีแล้ว โครงการยังมีช่องโหว่อีกมากมาย เทคโนโลยีกลายเป็นเครื่องมือที่เป็นดาบสองคม เมื่อไม่ให้เงินสด ก็มีคนคิดกลโกง รับแลกเงินสดกันสนุกมือ จนรัฐบาลต้องตามแก้ วิ่งไล่จับคนโกง เพิ่มงาน เพิ่มภาระ เพิ่มงบประมาณ รวมทั้งปัญหาที่ยังแก้ไม่ตก เรื่องแอพพ์ล่มที่เกิดขึ้นทุกวัน วนเวียนซ้ำซาก เพราะระบบยังพัฒนาไม่ถึงจุดที่จะรองรับคนทีเดียวพร้อมๆ กันนับสิบล้านคน

แม้ปัญหาจะรุมเร้าเข้ามา แต่ก็ยังมีความหวัง เมื่อทั่วโลกกำลังมีสัญญาณที่ดีขึ้น จากการเริ่มแจกจ่ายวัคซีนป้องกันโควิด-19 ซึ่งไทยเองการนำเข้าวัคซีนเมื่อสัปดาห์ที่ผ่าน ล็อตแรกแล้วจาก 2 แบรนด์ คือ ซิโนแวค และแอสตร้าเซนเนก้า มีแผนแจกจ่ายให้ประชาชนตลอดกลางปีนี้ คาดว่าจะส่งผลดีต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะภาคการท่องเที่ยว รายได้ส่วนสำคัญของประเทศให้เริ่มฟื้นตัว

กระทรวงการคลังประเมินว่า การที่นำเข้าวัคซีนโควิด-19 จะส่งผลให้ดัชนีความเชื่อมั่นของประชาชนเพิ่มขึ้น และกลับมาใช้จ่ายเงินมากขึ้น

รวมทั้งรัฐบาลได้เตรียมปรับประมาณการเศรษฐกิจรอบใหม่ในช่วงเดือนเมษายนนี้ไปในทิศทางที่ดีขึ้น

โดยรัฐบาลยังคงต้องออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ฟื้นตัวได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 

นอกจากนี้ สถานการณ์ทางการเมืองก็กำลังร้อนแรง หลังศาลมีคำพิพากษาคดีการชุมนุมของคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงปฏิรูปประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์แบบอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือกลุ่ม กปปส. ทำให้ 3 รัฐมนตรี ประกอบด้วย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และรัฐมนตรีช่วยว่ากระทรวงคมนาคม พ้นจากตำแหน่งทันที

หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ต้องปรับ ครม. หาคนมาทำหน้าที่รัฐมนตรีในตำแหน่งที่ว่าง ซึ่งคาดกันว่างานนี้มีเก้าอี้ดนตรีแน่นอน

โควิดก็สาหัส เศรษฐกิจก็บอบช้ำ แถมการเมืองเข้ามาซ้ำอีก เป็นงานหนักให้รัฐบาลตามแก้ไข หาทางออกให้ประเทศไทยที่กำลังฟื้นตัว ให้สมกับไทยชนะ ได้หรือไม่

สถานการณ์เศรษฐกิจของไทยจะเป็นอย่างไร แล้วเราจะชนะไปด้วยกันไหม คงต้องติดตามกันต่อไป

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...