โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

อ่านๆ ไปทำไมไม่เหมือนเดิม 8 เหตุผลที่ลายเส้นการ์ตูนเปลี่ยน

The MATTER

อัพเดต 23 พ.ย. 2560 เวลา 13.05 น. • เผยแพร่ 23 พ.ย. 2560 เวลา 12.56 น. • Rave

ตามอ่านการ์ตูนเรื่องนี้ไปเรื่อยๆ แต่ เอ๊ะ ทำไมตอนแรกๆ ลายเส้นไม่เห็นเป็นแบบนี้เลย

ทำไมการ์ตูนแต่ละเรื่องลายเส้นถึงได้เปลี่ยนไปแบบไม่น่าเชื่อ บ้างก็ว่าเพราะคนเขียนอู้งาน ไม่ก็ตั้งใจสไตรค์สำนักพิมพ์ หรือบางทีก็ลือสั้นๆ ด้วยคำว่า 'ติสท์' ไปเลย

อย่างหนึ่งที่เราแน่ใจก็คือลายเส้นของการวาดการ์ตูนส่วนใหญ่มีการปรับไปตามยุคสมัยอยู่แล้ว แล้วเหตุผลอื่นๆ ล่ะ มีอะไรบ้างที่ทำให้ลายเส้นของการ์ตูนแต่ละเรื่องเปลี่ยนแปลงไป

เมื่อคล่องมือ ลายเส้นจึงเปลี่ยนไป

ฤทธิ์หมัดดาวเหนือ และการ์ตูนแทบจะทุกเรื่อง 

นักวาดการ์ตูนแทบทุกคน ตอนแรกๆ ที่เขียนงานอาจเป็นเด็กน้อยอ่อนโลก หรือบางทีก็พยายามเข็นงานให้ขายได้ก่อน ไม่ก็ยังเซ็ตเรื่องไม่เข้าที่ ทำให้กว่าลายเส้นจะเข้าที่เข้าทางก็ต้องใช้เวลาเขียนไปสักระยะก่อน พอคล่องมือ นักวาดส่วนใหญ่ก็จะรู้แล้วว่าทิศทางของเรื่องเป็นอย่างไร ภาพแบบไหนจะเข้ากับงาน และไม่เหนื่อยเกินไปนัก ดังนั้นอย่าได้แปลกใจไปที่ลายเส้นช่วงแรกๆ และช่วงท้ายของเรื่องของการ์ตูนเกือบทุกเรื่องนี่เหมือนคนละเรื่องกันเลยทีเดียวเชียว

เปลี่ยนคนวาด ลายเส้นจึงเปลี่ยนไป

เครยอนชินจัง และ โดราเอมอน

ชัดเจนอยู่แล้วว่าคนเขียนเปลี่ยน ลายเส้นก็ต้องเปลี่ยนสิ แต่มันก็มีเหตุแยกย่อยออกไปหลายอย่างอยู่ดี อย่างคอมมิคฝรั่งมาก็ค่อนข้างชัดเจน เฟรนไชส์ใหญ่แบบ Marvel และ DC ทำการ์ตูนหลายเรื่อง หลายหัว จึงใช้งานผู้แต่งเรื่องจำนวนหนึ่งทำงานร่วมกับนักวาดและนักลงสีจำนวนมาก ซึ่งทางฮ่องกงก็ดึงวิธีการทำงานนี้ไปใช้กับการ์ตูนหลายเรื่องเช่นกัน ส่วนการ์ตูนช่องอย่าง Archie Blondie ฯลฯ ที่เขียนกันยาวนานก็มีการเปลี่ยนทีมนักวาดไปเพราะผู้เขียนดั้งเดิมจากโลกนี้ไปนานมากแล้ว

ส่วนการ์ตูนญี่ปุ่นที่เรายกตัวอย่างมานั้น ผู้เขียนก็เสียชีวิตไปแล้วเช่นกัน แต่ยังมีกลุ่มผู้ช่วยหรือคนใกล้ตัวที่พยายามทำงานเหล่านี้ออกมาให้ใกล้เคียงต้นฉบับที่สุด อย่างกรณีของ โดราเอมอน กับ เครยอนชินจัง แต่เรา ในฐานะคนอ่านก็พอจะจับได้ว่าสไตล์การเขียน การลงเส้น การเลือกมุมภาพ หรือแม้แต่แนวคิดในการแต่งเรื่องก็เปลี่ยนไป

อายุมากขึ้น ลายเส้นจึงเปลี่ยนไป

Berserk

กาลเวลา บางครั้งเป็นเรื่องดี บางทีก็เป็นเรื่องโหดร้าย โดยเฉพาะในฟากฝั่งของการพัดพาอายุให้เลยผ่านไป ทำให้ศักยภาพที่เคยทำได้ในอดีตนั้นกลายเป็นเรื่องยากไปเสีย การวาดการ์ตูนเองก็เช่นกัน ถึงจะมีคนมองว่าก็แค่นั่งปาดๆ ไป เดี๋ยวก็เสร็จแล้ว ซึ่งในความจริงงานการ์ตูนไม่ได้จบแค่การเขียนภาพเท่าน้ัน ยังมีการคิดเรื่องราว แถมยังมีเดดไลน์ที่ชัดเจน งานสายนี้จึงกินพลังงานแบบไม่น่าเชื่อนั่นเอง

ดังนั้นอายุที่เพิ่มขึ้นของคนวาดจึงทำให้การ์ตูนเปลี่ยนไป ที่เห็นได้ชัดคือเรื่อง Berserk ที่แม้ว่าภาพไม่ได้ดูด้อยลงกว่าสมัยก่อน แต่การเก็บงานที่อลังการขนาดนั้นก็ทำให้ อาจารย์มิอุระ เค็นทาโร่ หยุดงานบ่อยขึ้นและปล่อยให้ผู้ช่วยทำหน้าที่ในส่วนรายละเอียดปลีกย่อยมากขึ้น (ส่วนนี้เดิมที อ.มิอุระ ทำเอง และเหมือนจะปล่อยงานมากขึ้นหลังจากได้รับคำแนะนำจาก อ.ฮาร่า เท็ตสึโอะ ผู้เขียนฤทธิ์หมัดดาวเหนือ)

อุปกรณ์เปลี่ยน ลายเส้นจึงเปลี่ยนไป

เซนต์เซย่า

ดูเป็นเรื่องชวนขำ แต่ก็มีกรณีนี้เกิดขึ้นจริงอยู่ อย่างเซนต์เซย่าที่อาจารย์คุรุมาดะ มาซามิ เพิ่งเริ่มใช้งานวาดภาพจากคอมพิวเตอร์เป็นอุปกรณ์ในการเขียนการ์ตูน หลังจากสร้างผลงานดังไปแล้ว 3-4 เรื่อง ผลก็คืองานภาพของเซนต์เซย่าภาคล่าสุดที่อาจารย์เป็นผู้เขียนเองอย่าง Saint Seiya : The Next Dimension มีสภาพเส้นที่เปลี่ยนไปจากเดิมพอสมควร ถึงเราจะยังอ่านมันได้อย่างสนุกสนานตามท้องเรื่อง แต่ก็อดคิดถึงการตัดเส้นแบบเดิมอย่างที่อาจารย์เคยทำเมื่อครั้งอดีตไม่ได้

ป่วยไข้ ลายเส้นจึงเปลี่ยนไป

Hunter X Hunter และ D-Gray Man

เห็นการ์ตูนเรื่องแล้วหลายคนอาจจะบอกว่า "ไม่จริงม้าง 'จารย์แกหยุดไปเล่นเกมมากกว่า" แต่บทสัมภาษณ์ในช่วงหลัง รวมถึง Sensei Hakusho การ์ตูนที่อดีตผู้ช่วยของ อ.โทงาชิ โยชิฮิโระ บอกเล่าไว้ว่าจริงๆ อาจารย์แกมีปัญหาปวดหลังระดับที่เคยนอนเขียนการ์ตูนมาแล้ว และด้วยไลฟ์สไตล์ของคนเขียนรายสัปดาห์ทำให้ต้องเข็นงานออกไปจนเคยมีงานเผาขั้นสุดตอนหนึ่ง (ยังจำตอนที่ ฮิโซกะ สู้กับ คาสโทโร่ ได้ไหมครับ) แต่เหมือนหลังๆ ทางต้นสังกัดยอมให้อาจารย์ทำงานให้เต็มที่ก่อนตีพิมพ์ งานของอาจารย์จึงไม่ดรอปฮวบฮาบเหมือนแต่ก่อน แถมยังแก้งานที่เผาในฉบับรวมเล่มใหม่ทุกครั้งด้วย

อีกเรื่องหนึ่งที่อาการป่วยไข้กระทบกับสไตล์เขียนงานก็คือ D-Gray Man ที่อาจารย์คัทสึระ โฮชิโนะ ต้องหยุดเขียนแบบรายสัปดาห์ ย้ายไปเขียนรายเดือนก่อนจะหยุดเขียนงานระยะหนึ่ง และกลับมาอีกครั้งหลังจากมีปัญหาเรื่องข้อมือ ช่วงที่อาการของอาจารย์ยังไม่ดีนักก็เห็นได้ชัดว่าลายเส้นเปลี่ยน และหลังจากกลับมาเขียนระยะยาวก็พอจะเห็นว่ามีการปรับสไตล์เขียนไปบ้างแล้ว

จริงอยู่ว่าอาการป่วยไข้อาจรักษาให้หายได้ แต่ก็ไม่ได้แปลว่าสไตล์ของนักเขียนบางคนจะกลับมาเหมือนเดิม

แนวเรื่องเปลี่ยน ลายเส้นจึงเปลี่ยนไป

โจโจ้ ล่าข้ามศตวรรษ และ งานของ Clamp

มีหลายเรื่องที่ลายเส้นเปลี่ยนเพราะแนวเรื่อง ที่เห็นชัดๆ ก็มี โจโจ้ฯ ของอาจารย์ฮิโรฮิโกะ อารากิ อาจารย์ยังตั้งใจเปลี่ยนสไตล์ภาพตัวเองไปในการเขียนแต่ละภาค อย่างภาค 3 ที่เป็นการผจญภัยในหลายประเทศ อาจารย์ก็ปรับการเขียนให้สดใสขึ้นกว่าสองภาคก่อนหน้า ที่ลงสกรีนโทนหนัก ลงหมึกเข้ม หรือ ภาค 4 และ ภาค 8 ที่เดินเรื่องในลักษณะซีรีส์อเมริกา วาดเส้นแบบลดทอนรายละเอียดลงไป และจัดช่องใหม่ให้เหมือนดูผ่านหน้าจอทีวีมากขึ้น

หรือการ์ตูนของ Clamp ที่คนอ่านอาจคิดว่าทุกเรื่องก็มีสไตล์ใกล้ๆ กัน แต่แทบทุกครั้งจะเห็นว่าทีมนักวาดหญิงกลุ่มนี้พยายามปรับเส้นให้สอดคล้องกับเรื่องที่นำเสนออยู่ เช่น การ์ดแคปเตอร์ซากุระ ที่ใช้เส้นสายสบายตาเผื่อให้เด็กอ่านแบบง่ายๆ พอเป็น xxxHolic จึงมีการตัดเส้นแรง ใส่สีหนักสกรีนโทนแน่นรวมถึงการวาดกรอบให้มีความลึกลับอึมครึมแฝงอยู่ เป็นต้น

ทีมงานเปลี่ยน ลายเส้นจึงเปลี่ยนไป

อนิเมชั่นหลายๆ เรื่อง

หนังสือการ์ตูนอาจจะเห็นผลบ้างเล็กน้อย เพราะมังงะญี่ปุ่นมีการหมุนเวียนกลุ่มผู้ช่วยนักเขียน ที่มีโอกาสจะได้ผู้ช่วยหน้าใหม่ที่มีความชำนาญเฉพาะด้าน และช่วยเหลือนักเขียนหลักในการเก็บรายละเอียดบางอย่าง ที่หลายครั้งผู้เสพปลายทางอาจจะไม่คิดอะไรมาก

แต่ถ้าเป็นอนิเมชั่น การเปลี่ยนทีมงานนี้จะเห็นผลกระทบชัดเจนเยอะกว่า อย่าง Powerpuff Girls ตัวรีบูทล่าสุดนั้นพยายามเอาสไตล์ดั้งเดิมของอนิเมชั่นต้นฉบับมาใช้งานก็จริง แต่การที่ทีมงานดั้งเดิมแทบจะไม่กลับมาเลย (อย่าง Craig McCracken ผู้สร้างเดิม ปัจจุบันทำงานที่ Disney ส่วนนักพากย์ของสามตัวละครหลักก็ถูกเปลี่ยนหมด จนนักพากย์เดิมยังเคยทวิตประท้วงมาแล้ว) ผลก็คืองานภาครีบูท มีเส้นที่เปลี่ยนแปลงไปเล็กน้อย แต่การเก็บงานหลายจุดเปลี่ยนไปมาก อย่างฉากต่อสู้ที่ดูเปลี่ยนสไตล์ไป เนื้อหาบางอย่างที่ฉบับเก่าไม่เคยขยี้ ฯลฯ

อนิเมชั่นญี่ปุ่นก็พอจะมีบ้างเช่นกัน อย่าง Log Horizon ซีซั่นสอง ที่แม้ว่าทีมงานหลักเป็นทีมเดิมจากซีซั่นแรก แต่ก็มีการเปลี่ยนบริษัทผู้ผลิตอนิเมชั่นไป ทำให้ตัวงานมีเส้นสายที่ดูเปลี่ยนจากซีซั่นแรกได้ชัดแจ้ง

ส่วนอนิเมชั่นที่ฉายกันยาวๆ เป็นหลักหลายปีนั้นก็มีการปรับเส้นบ้างเหมือนกัน แต่หลายครั้งเป็นการปรับให้เข้ากับสินค้าที่จะขายพ่วงกับอนิเมชั่น หรือถ้าว่าให้ง่ายเข้าก็คือ การเปลี่ยนแปลงเส้นของอนิเมชั่นซีรีส์ยาวๆ ไม่ค่อยส่งผลต่อคนดูมากนัก หากไม่มีการกระทบการเปลี่ยนแปลงด้านเนื้อเรื่อง

ประสบการณ์ชีวิตเปลี่ยน ลายเส้นจึงเปลี่ยนไป

ศิลปินทุกคน

ศิลปินทุกคน ทุกสาขา มีการพัฒนาและเปลี่ยนแปลงไปตามประสบการณ์ที่แต่ละคนได้รับ บางคนเปลี่ยนแปลงมาก บางคนเปลี่ยนแปลงน้อย แต่ทุกๆ คนล้วนแล้วแต่แสวงหาและพัฒนาตัวเองต่อไปในภายภาคหน้า

ตัวอย่างที่เราพอจะยกให้เห็นได้ชัดๆ โดยเฉพาะด้านงานวาดภาพคงไมพ้น ปาโบล ปิกัสโซ ที่มีการเปลี่ยนแปลงเส้นสายสไตล์วาดไปอย่างมากมายตามช่วงอายุแต่ละช่วง ที่แบ่งเป็น ยุคสีน้ำเงิน (Blure Period), ยุคสีชมพู (Rose Period), ยุคอิทธิพลแอฟริกา (African-Influenced), ยุคบาศกนิยม (Cubism), ยุคคลาสสิกและเหนือจริง (Classicism and surrealism) และ ยุคสุดท้าย ซึ่งงานแต่ละยุคนั้น ก็มีผลงานโดดเด่นของตัวเอง

เราเชื่อว่าคนทำงานสายศิลป์ทุกคน พยายามทำงานทุกวัน ไม่ใช่เพื่อหารายได้เพียงอย่างเดียว แต่เพื่อที่จะสร้างงานที่เป็นปัจเจกออกมาให้ทั้งตัวผู้สร้างและคนที่รับสื่อต่างพึงพอใจงานในงานศิลปะเหล่านั้น

อ้างอิงข้อมูลจาก

www.anime-now.com

www.crunchyroll.com

www.dorkly.com

www.manga-audition.com

anidb.net

www.animenewsnetwork.com

kotaku.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...