โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

3 มหาเศรษฐีโลกกับคู่ชีวิตที่เป็น "ลมใต้ปีก" คอยสนับสนุน แบ่งเบาทุกข์ แบ่งปันสุข

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 12 ก.พ. 2564 เวลา 04.19 น. • เผยแพร่ 11 ก.พ. 2564 เวลา 13.05 น.

รุ่งนภา พิมมะศรี : เรื่อง

วันวาเลนไทน์ยังสำคัญอยู่ไหม ? สำหรับหลายคนอาจไม่สำคัญ สำหรับหลายคนก็อาจจะยังสำคัญ แต่จะสำคัญหรือไม่ก็ไม่ใช่ประเด็น “ดีไลฟ์-ประชาชาติธุรกิจ” เพียงแต่อยากใช้โอกาสเทศกาลวาเลนไทน์ปีนี้บอกเล่าเรื่องราวความรักของบรรดามหาเศรษฐีระดับโลก 3 คน ซึ่งจะเห็นว่า ปัจจัยตั้งต้นที่สำคัญที่ทำให้พวกเขาเริ่มต้นธุรกิจได้ก็คือความสามารถ ความฉลาด ความมุ่งมั่นตั้งใจ แต่ความสำเร็จอาจไม่เกิดขึ้นหากไม่มีคนสำคัญคอยสนับสนุน หากปราศจากคู่ชีวิตที่คอยเป็นคู่คิดและคอยเป็นกำลังใจ หรือกรณีที่ประสบความสำเร็จแล้ว ความสำเร็จนั้นก็อาจจะไม่สวยงามน่าจดจำ หากต้องแลกมาด้วยชีวิตครอบครัวที่ไม่มีความสุข

เรื่องราวของมหาเศรษฐี 3 คู่นี้อาจไม่โรแมนติกชวนฝันเหมือนเรื่องราวของเจ้าหญิงกับเจ้าชายในเทพนิยาย แต่นี่คือเรื่องราวความรักของ “คู่ชีวิต” ในชีวิตจริงที่อยู่เคียงข้างกันทั้งยามสุขและยามทุกข์ ซึ่งน่าจะเป็นเรื่องราวคลาสสิกที่เล่าต่อไปได้อีกนาน หรืออาจจะเป็นกรณีศึกษาสำหรับคู่รักนักธุรกิจที่สามารถนำไปปรับใช้ได้จริง เพื่อให้ไปได้สวยทั้งธุรกิจและชีวิตครอบครัว

บิลล์ เกตส์-เมลินดา แอนน์ เฟรนช์

บิลล์ เกตส์ (Bill Gates) เป็นผู้ก่อตั้ง เป็นซีอีโอ เป็นประธาน Microsoft เรียกว่าเป็น “มนุษย์ทองคำ” ขณะที่ เมลินดา แอนน์ เฟรนช์ (Melinda Ann French) เป็นหญิงสาวที่การศึกษาดี เรียนจบปริญญาตรีด้านวิทยาการคอมพิวเตอร์และเศรษฐศาสตร์ และปริญญาโทบริหารธุรกิจจากมหาวิทยาลัยดุ๊กด้วยเวลาเพียง 5 ปี เป็นผู้หญิงเพียงหนึ่งเดียวที่เข้ามาทำงานที่ Microsoft ในลอตเดียวกับผู้ชายอีก 6 คนในปี 1987 ความรู้ความสามารถของเธออยู่ในระดับที่คุยกับคนฉลาดอย่างบิลล์ เกตส์ รู้เรื่อง

ในภาพยนตร์สารคดี Inside Bill’s Brain : Decoding Bill Gates นำเสนอให้เห็นความสัมพันธ์ของคู่นี้ค่อนข้างละเอียด เมลินดาเล่าว่า พวกเขาเจอกันครั้งแรกในงานเลี้ยงอาหารเย็นของงานแสดงสินค้า เธอเห็นเก้าอี้ว่างอยู่เพียง 2 ตัว เธอจึงไปนั่งตรงนั้น แล้วเกตส์ก็มานั่งเก้าอี้ว่างตัวสุดท้าย ทำให้ได้คุยกัน

“เขาตลกและกระฉับกระเฉงมาก ตอนท้ายของคืนนั้นเขาพูดว่า พวกเราหลายคนจะออกไปเต้นกันคืนนี้ คุณน่าจะมาด้วยกัน แล้วฉันก็บอกว่า ฉันมีอย่างอื่นต้องทำหลังจากนี้”

หลายเดือนหลังจากนั้น พวกเขาบังเอิญเจอกันที่ลานจอดรถ จึงได้พูดคุยและสานสัมพันธ์กันต่อมา เมลินดาบอกว่าพอไปเดตกันครั้งแรก เธอก็ได้เห็น “ตัวตน” ของคนที่ใจดี อ่อนโยน และสงสัยใคร่รู้ ที่อยู่ภายใต้ “เปลือก” ของผู้ก่อตั้ง Microsoft

ในช่วงแรก ความสัมพันธ์ของพวกเขาเป็นแบบไม่ผูกมัด เพราะเกตส์ทุ่มเทเวลาเกือบ 24 ชั่วโมง ไปกับการทำงาน ขณะที่สาวสวยและเก่งอย่างเมลินดาก็ยังมีตัวเลือกอีกหลายคนที่เธอกำลังดูเพื่อหา “คนที่ใช่” ทั้งคู่จึงพอใจกับการไม่ได้คบกันจริงจังและไม่เรียกร้องเวลาของกันและกัน

1 ปีหลังจากนั้น พวกเขาตัดสินใจแต่งงานกัน ซึ่งเป็นการตัดสินใจที่ผ่านการคิดวิเคราะห์มาอย่างจริงจัง เพราะเกตส์ไม่มั่นใจว่าตัวเองจะสามารถผูกมัดกับความสัมพันธ์นี้ได้จริงไหม เมลินดาเล่าว่า ในห้องนอนของเกตส์มีไวต์บอร์ดที่เขียนเปรียบเทียบข้อดีและข้อเสียของการแต่งงานเลยทีเดียว

ปี 2000 ทั้งคู่ก่อตั้ง Bill & Melinda Gates Foundation ซึ่งตอนนี้เป็นมูลนิธิการกุศลที่ใหญ่ที่สุดในโลก นอกจากทุ่มเงินปีละมหาศาลแล้ว พวกเขาก็ใส่ใจแก้ปัญหาด้วยการศึกษาลงลึก จริงจังในทุก ๆ โปรเจ็กต์ที่มูลนิธิทำ หลังจากที่เกตส์ลาออกจากตำแหน่งซีอีโอ Microsoft เขายิ่งมีเวลาทุ่มเทให้งานมูลนิธิได้มากกว่าเดิม

บิลล์ เกตส์ และเมลินดา เกตส์ เป็นทั้งหุ้นส่วนชีวิตและหุ้นส่วนธุรกิจ-การงาน ทั้งสองเป็นคู่คิดของกันและกันแบบชนิดที่ไม่คล้อยตามกัน ถ้าเกตส์คิดอะไร เมลินดาจะเตือนหรือแย้งไปอีกทางหนึ่ง เพื่อที่เกตส์จะได้คิดแผนสำรองเผื่อไว้ หากมีอะไรที่ทำแล้วไม่สำเร็จ เกตส์จะคิดว่าเพราะอะไรมันจึงไม่สำเร็จ ขณะที่เมลินดาจะเป็นกำลังใจและเป็นอีกสมองหนึ่งที่คอยเสนอแนวทางว่าจะทำอย่างนั้นได้ไหม แก้ไขอย่างนั้นได้ไหม

สมองของบิลล์ เกตส์ มีศักยภาพที่จะรองรับข้อมูลและความคิดอันยุ่งเหยิงได้มากกว่าคนทั่วไป เขาจึงมักคิดวิเคราะห์อะไรด้วยข้อมูลจำนวนมาก ขณะที่เมลินดาบอกว่าสมองของเธอไม่สามารถจดจำข้อมูลมากมายแบบนั้น เธอจึงมักจะเอาประสบการณ์จริงที่ได้ยินได้ฟังมามาเล่าให้เกตส์ฟัง เป็นการเสริมอีกด้านหนึ่ง ไม่ว่าจะทำงานอะไรก็ตาม เขาสองคนจะทำแบบนี้ คนหนึ่งเป็นฝ่ายข้อมูล คนหนึ่งสนับสนุนด้านความรู้สึก ประสบการณ์ และมุมมองของมนุษย์ต่อเรื่องนั้น ๆ

“เธอเป็นคนที่เข้าใจผมจริง ๆ และการคุยเรื่องนั้นกับเธอ การวางแผนเรื่องนั้นกับเธอ มันมีความหมาย” เกตส์พูดถึงการคุยเรื่องโปรเจ็กต์ต่าง ๆ กับภรรยา

“ผมมีคนที่เป็นตัวหลักอยู่เสมอ คนที่ใส่ใจอย่างแรงกล้าเท่า ๆ กับผม แต่มีความชำนาญที่แตกต่างกัน ในกรณีของเมลินดา มันคือหุ้นส่วนที่เท่าเทียมกันอย่างแท้จริง เธอเหมือนผมมากในแง่ของการมองโลกในแง่ดี และเธอก็สนใจเรื่องวิทยาศาสตร์ เธอเข้ากับคนได้ดีกว่าผม”

บิลล์ เกตส์ เคยมีช่วงเวลายากลำบากในชีวิตสองครั้ง ครั้งหนึ่งคือตอนที่แม่ของเขาเสียชีวิต อีกครั้งคือตอนที่ Microsoft โดนฟ้องร้องว่าผูกขาดตลาด ซึ่งในช่วงเวลายากลำบากเหล่านั้น เขามีภรรยาคู่คิดอยู่เคียงข้าง

มหาเศรษฐีคู่นี้มีทายาทด้วยกัน 3 คน เกตส์บอกว่า เมลินดาคือ “หุ้นส่วนที่แท้จริง” ซึ่งเป็น “หุ้นส่วนที่เท่าเทียมกันอย่างแท้จริง” หมายความว่าไม่มีใครใหญ่กว่าใคร ไม่มีใครเป็นผู้นำ พวกเขาต่างรับฟังกันและกัน

เมื่อถูกถามว่า หากต้องโดนรถชนตายวันนี้ อะไรที่คุณจะเสียดายว่าเป็นสิ่งที่คุณจะทำ แต่ยังไม่ได้ทำ ?

อดีตมหาเศรษฐีอันดับ 1 ของโลกคนนี้ตอบว่า “การขอบคุณเมลินดา”

แจ็ก หม่า-จางหยิง

แจ็ก หม่า (Jack Ma) หรือ หม่าหยุน (Ma Yun) แห่ง Alibaba พบกับ เคธี่ จาง (Cathy Zhang) หรือ จางหยิง (Zhang Ying) ตั้งแต่เรียนระดับอุดมศึกษาด้วยกันที่มหาวิทยาลัยฝึกหัดครูหังโจว (Hangzhou Teacher’s Institute หรือ Hangzhou Normal University) แล้วไม่นานหลังจากเรียนจบ พวกเขาก็แต่งงานกันในปี 1988

ตามรายงานของ bambooinnovator.com จางพูดถึงสามีของเธอว่า “หม่าหยุนไม่ใช่คนหน้าตาดี แต่ฉันตกหลุมรักเขาเพราะเขาสามารถทำหลายสิ่งหลายอย่างที่ผู้ชายหน้าตาดี ๆ ไม่สามารถทำได้”

หม่าและภรรยาเริ่มต้นอาชีพการงานด้วยอาชีพครูสอนภาษาอังกฤษที่สถาบันวิศวกรรมไฟฟ้าแห่งหางโจว (มหาวิทยาลัยหางโจวเตียนจี) สถาบันแห่งนี้เป็นสถาบันการศึกษาระดับปลายแถวในเมืองหางโจว แต่คู่รักคู่นี้ติดอับดับ 1 ใน 10 ครูภาษาอังกฤษที่ดีที่สุดของเมือง

แม้ว่าหม่าจะไปได้ดีในอาชีพครูที่เขารัก แต่เขาก็ตัดสินใจลาออกมาในปี 1995 เพื่อมาเอาดีทางธุรกิจโดยการก่อตั้ง China Yellow Pages ด้วยเงินลงทุนราว 20,000 ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งมีภรรยาคอยสนับสนุน จางเป็น 1 ใน 3 พนักงานของบริษัท ทั้งคู่ใช้บ้านเป็นหลักประกันให้บริษัท และเงินตั้งต้นส่วนหนึ่งนั้นก็หยิบยืมมาจากแม่ของจางนั่นเอง

ต่อมาหม่าและพันธมิตร 16 คน บวกกับจาง รวมเป็น 18 คน ร่วมก่อตั้ง Alibaba ซึ่งเป็นเว็บไซต์การค้าแบบ B to B แห่งแรกของจีนในปี 1999 ในตอนนั้นจางกู้เงิน 10 ล้านหยวน มาสมทบทุนให้สามีเริ่มก่อตั้งบริษัท และเธอลาออกจากงานมาช่วยงานในบริษัท จางหยิงบอกว่าเธอใช้เวลาส่วนใหญ่ของการทำงานไปกับการจัดเตรียมอาหารสำหรับผู้เข้าร่วมการประชุมกับหม่าอย่างกะทันหันในทุกชั่วโมง และการทำธุระแปลก ๆ ซึ่งเธอไม่ได้ยกตัวอย่างว่าอะไรบ้าง

แจ็ก หม่า มีจางหยิงคอยสนับสนุนด้านหน้าที่การงานมาตลอดเส้นทาง นับตั้งแต่สมัยทำงานเป็นครู จางหยิงก็สอนหนังสือแทนทุกครั้งที่หม่ามีธุระ เมื่อเข้าสู่ยุคทำธุรกิจก็มีหลายครั้งที่จางหยิงเดินทางไปเจรจาธุรกิจแทนสามี แม้แต่ดีลแรกของ China Yellow Pages ก็เป็นฝีมือของเธอ ในขณะเดียวกันเธอก็ทำหน้าที่แบบภรรยาทั่ว ๆ ไป คอยดูแลเรื่องเสื้อผ้า คอยดูแลเรื่องสุขภาพของสามี คอยเตือนให้ทานอาหารตรงเวลา คอยส่งสัญญาณให้ปิดประชุมเมื่อเห็นว่าการประชุมล่าช้าเกินเวลาไปแล้ว

2 ปีหลังจากก่อตั้งอาลีบาบา จางถามสามีว่า บริษัททำเงินได้เท่าไหร่แล้ว แจ็ก หม่า ยกนิ้วขึ้น 1 นิ้วเป็นคำตอบ เธอถามว่า “10 ล้านหยวน ?” หม่าตอบว่า “ไม่ใช่” เธอเดาอีกว่า “100 ล้านหยวน ?” เขาก็ตอบว่า “ไม่ใช่” แล้วบอกว่า “1 ล้านหยวน” เป็นตัวเลขที่น่าผิดหวัง แต่หม่าเพียงแค่เว้นจังหวะพูดหยอกภรรยา แล้วเขาก็พูดต่อว่า “ต่อวัน” ซึ่งนั่นเท่ากับ 365 ล้านหยวนต่อปี

ทั้งคู่ทุ่มเทเวลาและเรี่ยวแรงไปกับ Alibaba จนไม่มีเวลาสำหรับทำหน้าที่ที่บ้าน จางยอมรับว่าคู่ของพวกเขาต้องยอมเสียสละประสิทธิภาพการเลี้ยงดูลูกชายที่เกิดในปี 1992 เพื่อประโยชน์ของบริษัท พวกเขาส่งลูกไปอยู่สถานรับเลี้ยงเด็กสัปดาห์ละ 5 วัน ได้เจอหน้าลูกแค่วันหยุดสุดสัปดาห์เท่านั้น

ในปี 2002 ขณะที่จางดำรงตำแหน่งกรรมการผู้จัดการของ Alibaba ลูกชายอายุ 10 ขวบของพวกเขากำลังติดเกมและใช้เวลาส่วนใหญ่ในอินเทอร์เน็ตคาเฟ่ ทายาทมหาเศรษฐีตัวน้อยบอกพ่อกับแม่ว่า การกลับบ้านมันไร้จุดหมายในเมื่อพ่อแม่ไม่เคยอยู่บ้าน

ด้วยความเป็นห่วงลูก หม่าจึงขอให้ภรรยาลงจากตำแหน่ง เลิกทำงาน และหันไปทุ่มเทเวลากับการเป็นแม่บ้านเต็มตัว “ครอบครัวของเราต้องการคุณมากกว่าที่บริษัทต้องการ” แจ็ก หม่า บอกภรรยา

ในตอนแรกจางไม่ค่อยแฮปปี้กับสิ่งที่สามีขอ แต่เธอก็ทำตามคำขอนั้น เธอเริ่มต้นวันใหม่ด้วยการทำอาหารเช้าให้ลูก แล้วไปส่งลูกที่โรงเรียน ไปซื้อของเข้าบ้าน และกลับมาเตรียมอาหารเย็น

ที่ผ่านมา ในช่วงเวลาที่หม่าทำหน้าที่บริหารธุรกิจให้เติบโต ก็มีจางคอยเป็นธุระดูแลเรื่องการทำการกุศลต่าง ๆ เมื่อปี 2019 หม่าลาออกจากตำแหน่งซีอีโอบริษัท ซึ่งเขาบอกว่าจะหันไปทำงานการกุศลเต็มตัว และกลับไปทำสิ่งที่รัก นั่นคือสอนหนังสือและแบ่งปันประสบการณ์ชีวิตให้เป็นประโยชน์แก่คนอื่น ๆ

“เธอช่วยผมได้มากทั้งในเรื่องอาชีพการงานและครอบครัว” แจ็ก หม่า พูดถึงภรรยาด้วยความซาบซึ้งใจในความเสียสละของเธอ

มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก-พริสซิลลา ชาน

มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก (Mark Zuckerberk) เป็นชาวนิวยอร์ก พริสซิลลา ชาน (Priscilla Chan) เป็นชาวอเมริกันเชื้อสายเอเชีย พ่อของเธอเป็นชาวเวียดนาม แม่เป็นชาวจีนที่อพยพไปอยู่ที่สหรัฐอเมริกา ชานเกิดและเติบโตที่รัฐแมสซาชูเซตส์ (รัฐที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดตั้งอยู่) เธอเป็นคนเรียนเก่งและมีความมุ่งมั่นตั้งใจ ปี 2003 เธอเข้าเรียนด้านชีววิทยา มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ตอนที่เธอเข้าเรียนปี 1 มาร์คเป็นรุ่นพี่ปี 2 แล้ว

ในงานปาร์ตี้คืนวันศุกร์คืนหนึ่งในปี 2004 มาร์กกับพริสซิลลารอคิวเข้าห้องน้ำในจังหวะเวลาเดียวกัน ทั้งคู่จึงพูดคุยกันระหว่างรอ เป็นจุดเริ่มต้นความสัมพันธ์ที่ยาวนานมาจนถึงปัจจุบัน

“เขาเป็นผู้ชายเนิร์ด ๆ ที่ดูแตกต่างจากคนทั่วไป” พริสซิลลาเผยถึงภาพที่เธอมองเขาเมื่อเจอกันครั้งแรก

ฝั่งมาร์กย้อนความทรงจำเหตุการณ์นั้นในการให้สัมภาษณ์กับ CNBC ว่า คืนนั้นเป็นคืนถัดจากที่เขาเพิ่งปล่อย Facemash ซึ่งแพร่กระจายไปทั่วมหาวิทยาลัยภายในคืนเดียว และสร้างความไม่พอใจอย่างมาก มาร์กโดนคณะกรรมการมหาวิทยาลัยเรียกไปพบ ทุกคนคิดว่าเขาจะโดนไล่ออกจากมหาวิทยาลัย พ่อแม่ของเขามาช่วยเก็บของเตรียมกลับบ้าน ส่วนเพื่อน ๆ ชวนเขาไปปาร์ตี้ และในงานนั้นเองที่เขาได้เจอคนที่เป็นภรรยาในเวลาต่อมา

“สิ่งที่ต้องเป็นหนึ่งในเรื่องโรแมนติกตลอดกาลเลย คือผมพูดว่า ‘ผมกำลังจะถูกไล่ออกในอีกสามวันนี้ เพราะฉะนั้น เราต้องไปเดตกันโดยด่วน” มาร์กรำลึกถึงบทสนทนาหน้าห้องน้ำ

ปรากฏว่าเขาไม่ได้ถูกไล่ออกอย่างที่บอก แต่ทั้งสองก็ได้ออกเดตกันจริง ๆ เมื่อใช้เวลาด้วยกันมากขึ้น ชานก็ได้เห็นความฉลาดของชายหนุ่มคนนี้

มาร์กมุ่งมั่นพัฒนา Facebook ส่วนพริสซิลลาก็มุ่งมั่นกับการเรียนของเธอ ระหว่างนั้นพวกเขาคบหากัน ให้คำปรึกษา ร่วมคิด และเป็นกำลังใจให้กันมาตลอด หลังเรียนจบ พริสซิลลาทำงานเป็นครู ก่อนจะลาออกไปเรียนแพทย์ และเธอทำงานเป็นกุมารแพทย์มาหลายปีแล้ว

วันที่ 19 พฤษภาคม ปี 2012 พวกเขาแต่งงานกัน โดยเลือกวันดีเพียง 1 วันหลังจากที่ Facebook เข้าตลาดหุ้น และเพียงไม่กี่วันหลังจากที่พริสซิลลาเรียนจบแพทย์

ในระหว่างการทำงานที่ต้องอาศัยความทุ่มเท พวกเขาตระหนักดีว่าต้องให้เวลาทั้งกับการทำงานและใช้ชีวิต พวกเขามีข้อตกลงกันว่าจะต้องมีเวลาอยู่ด้วยกันอย่างน้อยสัปดาห์ละ 100 นาที นอกเหนือจาก date night ในแต่ละสัปดาห์ ซึ่งมาร์กพูดถึงประเด็นนี้ว่า “เมื่อคุณเป็นหุ้นส่วนกันแล้ว มันสำคัญที่จะต้องจัดสรรเวลาสำหรับหุ้นส่วนในชีวิตส่วนตัวของคุณ”

ทั้งคู่มีงานที่ทำร่วมกันที่องค์กรการกุศล Chan Zuckerberg Initiative (CZI) ซึ่งพวกเขาตั้งขึ้นมาเมื่อปี 2015 ชานพูดถึงการทำงานร่วมกับสามีว่า ด้วยความที่รู้จักกันและกันเป็นอย่างดี และมีข้อเสนอที่เปิดกว้างจึงทำให้ทำงานร่วมกันได้ดี “เราเป็นพันธมิตรทางปัญญา” เธอให้คำจำกัดความ

พริสซิลลามีอิทธิพลต่อมาร์กในหลาย ๆ ทาง โลกที่มาร์กมองเห็นผ่านสายตาของเธอ ซึ่งมาจากครอบครัวที่ต้องพยายามสร้างเนื้อสร้างตัว เป็นโลกที่ต่างออกไปจากที่เด็กนิวยอร์กฐานะดีอย่างเขาเคยเห็น เธอเป็นแรงบันดาลใจและผลักดันให้เขาทำหลายอย่าง เช่น เธอผลักดันให้เขาเพิ่มฟีเจอร์บริจาคอวัยวะใน Facebook เธอผลักดันให้เขาไปเป็นอาสาสมัครในโครงการช่วยเหลือเด็กด้อยโอกาส เพื่อให้ได้สัมผัสประสบการณ์ด้วยตัวเอง

“เรื่องราวในครอบครัวของพริสซิลลานั้นยอดเยี่ยมมาก เป็นสิ่งที่สร้างแรงบันดาลใจให้กับพวกเราทุกคน คุณจะเห็นสิ่งที่เป็นไปได้เมื่อผู้คนมีโอกาสอย่างเท่าเทียมกัน” มาร์กบอก

พริสซิลลาเปิดเผยว่า เธอกับมาร์กเริ่มคุยกันถึงเรื่องการ “ให้คืน” แก่สังคมตั้งแต่สมัยที่ยังเรียนฮาร์วาร์ด ตอนที่มาร์กได้รับข้อเสนอขอซื้อ Facebook จาก Yahoo ในราคา 1 พันล้านดอลลาร์ “เขาตัดสินใจที่จะสร้างบริษัทต่อไป แต่เราเริ่มระดมความคิดว่าเราจะทำอะไรได้บ้าง ถ้าเรามีทรัพยากร (เงิน) เหล่านั้นจริง” ทั้งหมดนี้แสดงให้เห็นว่า เจ้าพ่อเฟซบุ๊กมีผู้หญิงคนนี้เป็นอีกหนึ่งสมองมาตลอดตั้งแต่เริ่มต้น

“ถ้าไม่มี Facemash ผมก็คงไม่ได้พบกับพริสซิลลา เธอเป็นคนที่สำคัญที่สุดในชีวิตของผม ดังนั้นสามารถพูดได้ว่ามันเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดที่ผมสร้างขึ้นในช่วงเวลาที่ผมอยู่ที่นี่” มาร์กกล่าวถึงภรรยาของเขาในพิธีรับปริญญามหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดเมื่อปี 2017

นอกจากการประสบความสำเร็จทางธุรกิจโดยมีคู่ชีวิตเป็นคู่คิดแล้ว สิ่งหนึ่งที่มหาเศรษฐีทั้ง 3 คู่นี้เหมือนกันคือ ทุกคู่มีความสนใจเรื่องการกุศล การให้คืนแก่สังคม ซึ่งหากผู้มั่งคั่งคนอื่น ๆ มีครอบครัวที่เห็นพ้องไปในทางเดียวกัน รักเพื่อนมนุษย์และรักโลกเหมือนกันแบบนี้ โลกของเราคงมีทรัพยากร (ทั้งเงินและมนุษย์) สำหรับแก้ไขและพัฒนาอะไรให้ดีขึ้นได้อีกมาก

 

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

สารคดี Inside Bill’s Brain: Decoding Bill Gates
https://bambooinnovator.com/2013/10/01/zhang-ying-the-wife-of-alibaba-founder-jack-ma-ma-yun-is-not-a-handsome-man-but-i-fell-for-him-because-he-can-do-a-lot-of-things-handsome-men-cannot-do/
http://www.china.org.cn/business/2011-07/07/content_22941270.htm
หนังสือ Jack Ma: Founder and CEO of the Alibaba Group
https://www.cnbc.com/2019/02/14/how-mark-zuckerberg-met-priscilla-chan.html
https://qz.com/1402697/the-amazing-ascent-of-priscilla-chan/
https://www.newyorker.com/magazine/2010/09/20/the-face-of-facebook

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...