โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ตรรกะชำรุด Slippery Slope Fallacy

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 08 ก.พ. 2564 เวลา 06.26 น. • เผยแพร่ 06 ก.พ. 2564 เวลา 00.16 น.

คอลัมน์ ช่วยกันคิด รณดล นุ่มนนท์

ฉบับนี้ผมจะขอเขียนถึงเรื่องเหตุผลและเรื่องอารมณ์ความรู้สึก แรงจูงใจ 2 ประการ ที่มีอยู่ในตัวมนุษย์ เพราะเป็นที่ยอมรับกันว่า คนเราจะอยู่เพียงลำพังไม่ได้ ต้องมีความสัมพันธ์กับมนุษย์ด้วยกัน เพราะฉะนั้นความคิดเห็นที่แตกต่างกันเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

ที่สำคัญคือจะทำอย่างไรให้มีการยอมรับความคิดเห็นซึ่งกันและกัน เพราะบ่อยครั้งความคิดที่ต่างกันมักจะเป็นสาเหตุของการโต้เถียงรุนแรง เกิดความบาดหมาง นำไปสู่สถานการณ์ที่ไม่พึงปรารถนา ทำให้หลายคนเลือกที่จะเลี่ยงการถกเถียง ใครพูดอะไรก็พยักหน้าตาม สรุปกันว่าอย่างไรก็ว่าตามนั้น

“ผมหรือดิฉันขอเป็นกลาง ไม่ขอออกความเห็น” มักจะเป็นคำพูดที่เราได้ยินบ่อย ๆ ในการประชุม เรียกว่าเป็นคน “อยู่เป็น” ทั้ง ๆ ที่ในโลกความเป็นจริง ความเป็นกลางไม่มีหรอก ทุกคนต้องมีความคิดเห็นและโอนเอียงไปไม่ฝ่ายใดก็ฝ่ายหนึ่ง

ในเวทีการประชุม การสร้างบรรยากาศให้เกิดการปะทะทางความคิดเป็นเรื่องสำคัญ ต้องเปิดโอกาสให้ทุกคนได้แสดงความคิดเห็น เปิดใจรับฟัง ให้ความเคารพต่อความคิดเห็นที่แตกต่าง แต่น่าเสียดายที่ว่า ส่วนใหญ่ผู้นำเสนอมักหยิบยกเหตุผลที่ไม่เป็นตรรกะ โดยที่ตั้งใจหรือไม่ตั้งใจมาโน้มน้าวผู้อื่น เป็นตรรกะ ประเภท “ตรรกะชำรุด” ซึ่งมี 2 ลักษณะใหญ่ ๆ

ลักษณะแรกคือ แบบ “มั่วนิ่ม” ยกเมฆ เอาสีข้างเข้าถู อ้างความเห็นของคนหมู่มาก แบบมัดมือชก สรุปดื้อ ๆ โดยไม่คำนึงถึงเหตุผล เช่น การพูดว่า“เราไม่ควรฆ่าสิ่งมีชีวิตใด ๆ เพราะเป็นการผิดศีล 5” คำกล่าวนี้ฟังดูเหมือนมีตรรกะ แต่หากพิจารณาในอีกสภาวะหนึ่ง เช่น การฆ่าเชื้อไวรัสโควิด-19 ซึ่งเป็นสิ่งมีชีวิตก็อาจจะเป็นข้อยกเว้นได้ เป็นต้น

และที่น่าตกใจคือการใช้ตรรกะชำรุดแบบมั่วนิ่มนี้ มักจะจบด้วยการฟันธง ใช้อำนาจเข้าข่มด้วยวลีเด็ด ๆ เช่น “ไม่เชื่ออย่าลบหลู่” หรือ “เอาอย่างนี้ก็แล้วกันนะ” ทำให้อีกฝ่ายหนึ่งจำต้องสมยอม

อย่างไรก็ตาม ตรรกะชำรุดที่กล่าวมาข้างต้นนี้ ฝ่ายที่เห็นต่างยังสามารถไล่ทัน และโต้แย้งได้ แต่ยังมีตรรกะชำรุดลักษณะที่ 2 ที่น่าสะพรึงกลัวกว่าคือตรรกะแบบวิบัติด้วยการอ้างอารมณ์ความรู้สึกผิด ๆ ขุดหลุมพรางให้อีกฝ่ายคล้อยตาม

เป็นตรรกะที่เรียกว่า “slippery slope fallacy” คือ การผูกโยง เหตุการณ์หนึ่งนำไปสู่อีกเหตุการณ์หนึ่งที่จะส่งผลร้าย เป็นลูกโซ่ต่อเนื่องกันเป็นทอด ๆ และจบลงด้วยเหตุการณ์วินาศสันตะโร

พูดง่าย ๆ คือเป็นการ“มโนแบบไฟไหม้ฟาง” เปรียบเสมือนรถยนต์ถูกปล่อยให้ขับลงจากยอดเขาบนถนนที่ลื่น ทำให้เกิดอุบัติเหตุตกเหวได้ ตรรกะวิบัติแบบนี้ เมื่ออีกหนึ่งได้รับฟังก็จะหลงเชื่อ เหมือนเข้าไปติดอยู่ในกับดัก เพราะธรรมชาติของมนุษย์มักจะมีความกังวล และความกลัวเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว

และนี่คือเหตุผลสำคัญที่ฝ่ายไม่เห็นด้วยมักจะหยิกยกมาใช้เพื่อต่อต้านการเปลี่ยนแปลง เหมือนกับการสร้าง “หนังผี” ที่ทำให้อีกฝ่ายหนึ่งต้องคล้อยตามเพราะกลัวว่า การเปลี่ยนแปลงจะนำไปสู่ความหายนะ

จะขอยกตัวอย่างของตรรกะลักษณะ “slippery slope fallacy” ในบางเรื่องพอเป็นสังเขป เช่น “กฎหมายควบคุมการครอบครองอาวุธปืน หากออกมาบังคับใช้จะทำให้เราไม่มีอาวุธไว้ป้องกันตัวเอง เป็นช่องทางให้ผู้ก่อการร้ายเข้ามาโจมตีได้โดยง่าย ท้ายสุดจะไม่มีความสงบภายในประเทศ”

หรือ “ถ้าปล่อยให้ตามใจปากด้วยการกินโดนัท 1 ชิ้นวันนี้ เราก็จะกินอีกในวันพรุ่งนี้ และกินเพิ่มอีกหลาย ๆ ชิ้นในวันต่อ ๆ ไป ท้ายสุดจะห้ามใจไม่ไหว กินขนม และของหวานอื่น ๆ ตามมา จนโรคเบาหวานถามหา”

หรือ“หากเราปล่อยให้เด็กไว้ผมยาว พ่อแม่จะเดือดร้อน ต้องหาแชมพูมาสระผม สิ้นเปลือง ที่สำคัญเด็กจะหมกมุ่น ไม่สนใจเรียน เป็นปัญหาสังคมในอนาคต”

หรือ “หากปล่อยให้ลูกไปกินข้าวร้านหน้าบ้าน ที่มีคนติดโควิด-19 เดินผ่านไปเมื่อ 2 สัปดาห์ก่อน จะทำให้ลูกติดโควิด-19 ทุกคนในบ้านจะถูกกักบริเวณ มีผลกระทบต่อหน้าที่การงาน”

นี่เป็นเพียงไม่กี่ตัวอย่างที่ดูเหมือนกับว่า เป็นการคิดเฉียบแหลม ฟังดูมีเหตุมีผล ด้วยเหตุนี้การจะหักล้างตรรกะวิบัตินี้ จึงไม่ใช่เรื่องง่าย เราต้องพยายามแยกแยะและพิสูจน์ให้ได้ว่า การใช้ตรรกะที่ว่า เหตุการณ์เริ่มต้นจะนำไปสู่อีกเหตุการณ์หนึ่ง เป็นเรื่องที่มโนขึ้น ไม่เป็นเหตุเป็นผลซึ่งกันและกัน

และเราจะสามารถหยุดยั้งไม่ให้เหตุการณ์แรกลุกลามไม่ไปเป็น “หนังผี” ได้ เช่น การกินโดนัทวันนี้ 1 ชิ้น และต้องกินวันต่อ ๆ ไป อีกหลายชิ้น ไม่สำคัญเท่ากับการหลีกเลี่ยงการกินขนมหรือของหวานที่มากเกินไปในแต่ละวัน รวมทั้งการหมั่นออกกำลังกาย เพื่อป้องกันโรคเบาหวาน

ขณะเดียวกัน การออกกฎหมายครอบครองอาวุธปืน ไม่ได้หมายความว่า ทหาร ตำรวจ ผู้รักษากฎหมาย จะไม่มีอาวุธไว้ใช้ในการรักษาความมั่นคงของบ้านเมือง หรือในกรณีเด็กไว้ผมยาว ก็พิสูจน์ไม่ได้ว่า จะทำให้เด็กไม่สนใจการเรียน เหมือนกับกรณีคนติดโควิด-19 เดินผ่านร้านอาหารเมื่อ 2 สัปดาห์ก่อน ไม่ได้หมายความว่า เมื่อลูกไปกินข้าวร้านอาหารนั้น จะติดโควิด-19 หากทุกคนในครอบครัวตั้งการ์ดสูง ดูแลสุขอนามัยอยู่ตลอดเวลา

กล่าวโดยสรุป ความคิดที่แตกต่างกันเป็นเรื่องธรรมดา การถกเถียงอย่างมีเหตผุล เพื่อหาข้อยุติร่วมกัน เป็นเรื่องที่ดี แต่การใช้ตรรกะวิบัติหรือตรรกะชำรุด เช่น ในกรณีของ slippery slope fallacy เป็นเรื่องต้องพึงระมัดระวัง ไม่ให้เราตกเข้าไปอยู่ในกับดักหลุมพราง

 

*หมายเหตุ – แหล่งที่มา 1/Thana.in.th. 2021. Fallacy คุณใช้เหตุผลอย่างเหมาะสมหรือไม่-Thana.In.Th. [online] Available at : <https://thana.in.th/2010/06/09/fallacy/> [Accessed 23 January 2021]. 2/The MATTER. 2021. ผมยาวแล้วโลกการศึกษาจะถล่ม ? รู้จัก Slippery Slope ตรรกะที่บังวิสัยทัศน์ยิ่งกว่าทรงผม. 3/[online] Available at : <https://thematter.co/social/slippery-slope-logic/129357> [Accessed 23 January 20 Examples.yourdictionary.com. 2021. Slippery Slope Examples In Real Life. [online] Available at : <https://examples.yourdictionary.com/slippery-slopeexamples.html> [Accessed 23 January 2021]. 21]. 4/Unlockmen. 2021. คิดว่ามองการณ์ไกล ที่ไหนได้ “SLIPPERY SLOPE” อาวุธลับตรรกะวิบัติของคนคิดเองเออเอง. [online] Available at : <https://www.unlockmen.com/slippery-slope/> [Accessed 23 January 2021]. 5/Owl.excelsior.edu. 2021. [online] Available at :<https://owl.excelsior.edu/wpcontent/uploads/sites/2/2016/03/slipperyslopeframe2.png> [Accessed 23 January 2021].*

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...