โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

โครงการโรงไฟฟ้าชุมชนเพื่อเศรษฐกิจฐานราก

The Bangkok Insight

อัพเดต 23 ม.ค. 2564 เวลา 05.21 น. • เผยแพร่ 23 ม.ค. 2564 เวลา 05.21 น. • The Bangkok Insight

โครงการโรงไฟฟ้าชุมชนเพื่อเศรษฐกิจฐานราก ภายใต้นโยบาย "Energy for All: พลังงานเพื่อทุกคน" มุ่งเน้นการผลิตพลังงานไฟฟ้าในชุมชนตามศักยภาพเชื้อเพลิงพลังงานสะอาดที่หาได้ในพื้นที่ และนำไปใช้ในพื้นที่เป็นหลัก โดยประชาชนสามารถเข้าถึงพลังงานไฟฟ้าได้อย่างทั่วถึง และราคาเหมาะสม

การลงทุนก่อสร้างโรงไฟฟ้าในอดีตมักเป็นเรื่องของผู้ผลิตไฟฟ้ารายใหญ่ ทำให้เกิดช่องว่างระหว่างประชาชนผู้ใช้ไฟฟ้า กับผู้ประกอบการโรงไฟฟ้า ทำให้เกิดการต่อต้านโรงไฟฟ้าในหลายพื้นที่

รัฐบาลเห็นปัญหาดังกล่าว จึงพยายามสร้างกลไกให้ชุมชน หรือ "คนตัวเล็ก" เข้ามามีส่วนร่วมเป็นเจ้าของโรงไฟฟ้า ยกระดับเศรษฐกิจฐานราก ที่ไม่เพียงแต่มุ่งส่งเสริมให้เกิดการผลิตไฟฟ้าใช้เองในชุมชนเท่านั้น แต่ยังช่วยเพิ่มรายได้ และลดความเหลื่อมล้ำให้กับประชาชนในระดับฐานราก

โครงการโรงไฟฟ้าชุมชนเพื่อเศรษฐกิจฐานราก "Energy for All: พลังงานเพื่อทุกคน"

โครงการโรงไฟฟ้าชุมชนเพื่อเศรษฐกิจฐานราก เรียกย่อ ๆ ว่า "โรงไฟฟ้าชุมชน" จึงเกิดขึ้นภายใต้นโยบาย "Energy for All: พลังงานเพื่อทุกคน" ในสมัยที่ นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ ดำรงตำแหน่ง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน มีเป้าหมายพัฒนาพลังงานบนดิน มุ่งเน้นการผลิตพลังงานไฟฟ้าในชุมชนตามศักยภาพเชื้อเพลิงพลังงานสะอาดที่หาได้ในพื้นที่ และนำไปใช้ในพื้นที่เป็นหลัก โดยประชาชนสามารถเข้าถึงพลังงานไฟฟ้าได้อย่างทั่วถึง และราคาเหมาะสม

"โรงไฟฟ้าชุมชน" หมายถึงโรงไฟฟ้าที่ชุมชนมีส่วนร่วม โดยชุมชนจะเข้าไปเป็นหุ้นส่วนการผลิต และจำหน่ายไฟฟ้าร่วมกับองค์กรภาครัฐและเอกชน รวมถึงร่วมผลิตเชื้อเพลิงจากวัสดุทางการเกษตร เพื่อจำหน่ายให้กับโรงไฟฟ้าเพื่อใช้ผลิตไฟฟ้า โดยชุมชนจะได้รับส่วนแบ่งรายได้ ทั้งจากการจำหน่ายไฟฟ้า และการจำหน่ายพืชพลังงานที่เป็นเชื้อเพลิง

การประชุม คณะกรรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) เมื่อวันที่ 11 กันยายน 2562 เห็นชอบกรอบนโยบายโรงไฟฟ้าชุมชน และให้กระทรวงพลังงาน ดำเนินการจัดทำรายละเอียดในการดำเนินโครงการให้ชัดเจน จนนำไปสู่ การกำหนดกรอบเป้าหมายรับซื้อไฟฟ้าจากโครงการโรงไฟฟ้าชุมชน จำนวน 1,933 เมกะวัตต์ ใน แผนพัฒนาพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก ปีพ.ศ. 2561-2580 (AEDP 2018) ซึ่งแผนนี้เพิ่งจะผ่านการอนุมัติจากคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2563

แต่จนถึงปัจจุบันนี้ โครงการโรงไฟฟ้าชุมชน ก็ยังไม่สามารถออกประกาศเชิญชวนให้ผู้สนใจยื่นข้อเสนอโครงการได้ เพราะที่ผ่านมายังไม่สามารถจัดทำหลักเกณฑ์ และเงื่อนไขโครงการให้เป็นที่ยอมรับได้ กระทั่งเกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง ช่วงเดือนกรกฎาคม 2563 นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ ลาออกจากตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน และมีการแต่งตั้ง นายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ เข้ามารับตำแหน่ง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เมื่อเดือนสิงหาคม 2563

โครงการโรงไฟฟ้าชุมชน ถูกสานต่อภายใต้การทบทวนหลักเกณฑ์ และเงื่อนไขใหม่ทั้งหมด เพื่อให้ชุมชนได้รับประโยชน์สูงสุด ภายใต้ 2 หลักการสำคัญคือ "เกษตรกรได้รับการประกันราคา" และ "ไม่กระทบต่อค่าไฟฟ้าของประชาชน"

สำหรับรูปแบบการร่วมทุน ประกอบด้วย 2 กลุ่ม คือ 1. กลุ่มผู้เสนอโครงการ (ภาคเอกชนร่วมกับองค์กรของรัฐ) สัดส่วน 90% และ 2. กลุ่มวิสาหกิจชุมชน ที่มีสมาชิกไม่น้อยกว่า 200 ครัวเรือน ที่จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลถูกต้องตามกฎหมาย ในสัดส่วน 10% โดยเป็นหุ้นบุริมสิทธิ

โครงการโรงไฟฟ้าชุมชนเพื่อเศรษฐกิจฐานราก

ทั้งนี้มีการแบ่งผลประโยชน์เป็น 2 ส่วน คือ หุ้นบุริมสิทธิ 10% ให้กับวิสาหกิจชุมชน หรือเครือข่ายวิสาหกิจชุมชนซึ่งเป็นผู้ปลูก หรือ จัดหาพืชพลังงานให้แก่โรงไฟฟ้า และเงินส่วนแบ่งรายได้ สำหรับชุมชนรอบโรงไฟฟ้า และชุมชนทำความตกลงกัน ทั้งนี้ต้องกำหนดวัตถุประสงค์ในการนำเงินไปใช้ให้เกิดประโยชน์ เช่น ด้านการรักษาพยาบาล ด้านสาธารณูปโภค ด้านการศึกษา เป็นต้น

โครงการโรงไฟฟ้าชุมชนเพื่อเศรษฐกิจฐานราก

โครงการโรงไฟฟ้าชุมชนเพื่อเศรษฐกิจฐานราก จะมีการเปิดรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนในรูปแบบของ (Feed-in Tariff: FiT) 2 ประเภทเชื้อเพลิง คือ ชีวมวล และก๊าซชีวภาพ (พืชพลังงาน) สัญญารับซื้อไฟฟ้าเป็นแบบ Non-Firm ระยะเวลา 20 ปี โดยกำหนดโครงการนำร่อง 150 เมกะวัตต์ กำหนดจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบ (SCOD) ภายใน 36 เดือน นับจากวันลงนามในสัญญา (Power Purchase Agreement: PPA)

กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) มีหน้าที่จัดทำหลักเกณฑ์และเงื่อนไขโครงการโรงไฟฟ้าชุมชน ได้ดำเนินการร่างกรอบหลักเกณฑ์เงื่อนไขโครงการใหม่ พร้อมจัดการประชุมรับฟังความคิดเห็น หรือโฟกัสกรุ๊ป กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ การไฟฟ้าเอกชน รัฐวิสาหกิจชุมชน เมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2563 โดยเตรียมจัดทำโครงการนำร่อง ปริมาณรับซื้อไฟฟ้ารวม 100-150 เมกะวัตต์ แบ่งเป็นเชื้อเพลิงชีวมวล 75 เมกะวัตต์ และก๊าซชีวภาพจากพืชพลังงาน 75 เมกะวัตต์

นอกจากนี้จะต้องมีแผนการจัดหาเชื้อเพลิง โดยมีสัญญารับซื้อเชื้อเพลิงในราคาประกันกับวิสาหกิจชุมชนในรูปแบบเกษตรพันธสัญญา (Contract Farming) ซึ่งสัญญาจะต้องมีการระบุข้อมูลปริมาณการซื้อพืชพลังงาน ระยะเวลาการรับซื้อพืชพลังงาน คุณสมบัติของพืชพลังงาน และราคารับซื้อพืชพลังงานไว้ในสัญญาด้วย โดยต้องรับซื้อพืชพลังงานจากวิสาหกิจชุมชน 80% และผู้ประกอบการจัดหาเอง 20%

ส่วนราคารับซื้อกำหนดในเบื้องต้นปี 2563 สำหรับโรงไฟฟ้าชีวมวล ขนาดไม่เกิน 3 เมกะวัตต์ ให้รับซื้อไม่เกิน 4.8598 บาท/หน่วย โรงไฟฟ้าชีวมวลขนาด 3-6 เมกะวัตต์ ไม่เกิน 4.2733 บาท/หน่วย และก๊าซชีวภาพ (พืชพลังงาน) ขนาดไม่เกิน 3 เมกะวัตต์ ไม่เกิน 4.7269 บาท/หน่วย

กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) ได้ประเมินในเบื้องต้น คาดว่าโครงการโรงไฟฟ้าชุมชนเพื่อเศรษฐกิจฐานราก จะทำให้เกิดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ แบ่งเป็น ค่าก่อสร้างโรงไฟฟ้า 13,000 ล้านบาท ค่าดำเนินการและบำรุงรักษา ระยะเวลา 20 ปี รวม 14,000 ล้านบาท คิดเป็นมูลค่ารวมประมาณ 27,000 ล้านบาท

นอกจากนี้ยังทำให้เกษตรกรมีรายได้จากการขายเชื้อเพลิงให้โรงไฟฟ้าในระยะยาว 20 ปี คิดเป็นมูลค่าประมาณ 51,000 ล้านบาท และเกิดการสร้างงาน สร้างอาชีพ กว่า 24,000 อัตรา ซึ่งจะช่วยลดการย้ายถิ่นของแรงงาน และสร้างความเข้มแข็งด้านเศรษฐกิจของชุมชน

ตามขั้นตอนแล้ว เมื่อจัดทำร่างกรอบหลักเกณฑ์เงื่อนไข "โรงไฟฟ้าชุมชน" แล้วเสร็จ จะต้องนำเสนอคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) และ กพช.อนุมัติอีกครั้ง จากนั้น คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) จะต้องออกประกาศเชิญชวนผู้สนใจยื่นเสนอโครงการโรงไฟฟ้าชุมชน

กระทรวงพลังงาน ตั้งเป้าหมายจะออกประกาศรับซื้อไฟฟ้าโครงการโรงไฟฟ้าชุมชน ในช่วงเดือนมกราคม 2564 หากโครงการโรงไฟฟ้าชุมชนเกิดขึ้น นับเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่ชุมชนจะมีสิทธิ์ร่วมเป็นเจ้าของโรงไฟฟ้า หรือมีส่วนร่วมลงทุนระบบสาธารณูปโภคพื้นฐานของประเทศในระดับท้องถิ่น

อ่านข่าวเพิ่มเติม:

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...