รู้จักผู้ผูกมิตร "ชาวเซนติเนล" ชนพื้นเมืองหมู่เกาะอันดามันที่ไม่ติดต่อภายนอกนับหมื่นปี
ช่วงที่ชาวเซนติเนล ในเกาะเซนติเนลเหนือ (North Sentinel) ในหมู่เกาะอันดามัน แถบอ่าวเบงกอลของอินเดีย ได้รับความสนใจจากคนทั่วโลก พวกเขาเป็นที่รู้จักในฐานะชนเผ่าที่ไม่ต้อนรับคนแปลกหน้าภายนอก และมักขับไล่ด้วยความรุนแรง แต่มีนักมานุษยวิทยารายหนึ่งที่ศึกษาและพยายามผูกมิตรกับชนพื้นเมืองนี้นานกว่า 10 ปีจนประสบความสำเร็จ
T N Pandit นักมานุษยวิทยาชาวแคชเมียร์ ที่ปัจจุบันอยู่ในวัย 84 ปี และดำรงตำแหน่งหัวหน้าระดับภูมิภาคในกระทรวงที่รับผิดชอบดูแลกลุ่มคนพื้นเมืองของอินเดีย เป็นชายไม่กี่คนที่ได้รับการต้อนรับจากชนพื้นเมืองเซนติเนล เมื่อปี ค.ศ. 1991 หลังจากนักมานุษยวิทยารายนี้เริ่มเดินทางไปที่เกาะเซนติเนลเหนือของชนพื้นเมืองกลุ่มนี้ครั้งแรกเมื่อปี 1967 เป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มคณะเดินทางกว่า 20 รายที่เดินทางไปหวังติดต่อชนพื้นเมืองบนเกาะเซนติเนลเหนือ
ในบรรดาชนพื้นเมืองที่ไม่ติดต่อกับโลกภายนอกจนถึงปัจจุบัน ชาวติเนลเป็นอีกหนึ่งกลุ่มที่อาศัยบนเกาะขนาด 20 ตารางไมล์ (ประมาณ 32,000 ไร่) อย่างสงบสุข (และเชื่อว่าพวกเขาพอใจแบบนั้น) และบางรายงานเชื่อว่าพวกเขารักษาวิถีชีวิตแบบนี้มายาวนานกว่า 30,000 ปี บางแหล่งเชื่อว่าอาจมากกว่า 50,000 ปีด้วยซ้ำ อย่างไรก็ตาม Vishvajit Pandya นักวิชาการที่ศึกษาเกี่ยวกับชนพื้นเมืองในอันดามันแสดงความคิดเห็นว่า พวกเขาน่าจะมาจากการย้ายถิ่นฐานแบบตั้งใจ หรือไม่ก็ถูกผลักดันมาจากเกาะลิตเติลอันดามัน ( Little Andaman)
ข้อมูลทางประชากรบนเกาะยังไม่แน่ชัด แต่แหล่งข้อมูลส่วนใหญ่คาดคะเนว่าจำนวนชนพื้นเมืองที่อาศัยบนเกาะน่าจะมีอยู่ระหว่าง 50-150 ราย ข้อมูลจากการสำรวจ (จากระยะปลอดภัย) เมื่อปี 2011 พบชนพื้นเมืองที่อยู่ในวิสัยทัศน์ 15 ราย คาดว่าจำนวนประชากรน่าจะเริ่มลดลง
Pandit เป็นนักมานุษยวิทยาที่เข้ามาในเมืองพอร์ท แบลร์ (Port Blair) ศูนย์กลางของหมู่เกาะอันดามัน เมื่อปี 1966 ยุคนั้นวิชามานุษยวิทยายังเป็นเรื่องใหม่สำหรับอินเดีย เขาได้รับข้อเสนอให้เข้าศึกษาในมหาวิทยาลัยเดลี เขาถึงกับต้องเปิดพจนานุกรมหาความหมายของ “มานุษยวิทยา”
T N Pandit ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว BBC ว่า ในครั้งแรก ชนพื้นเมืองจะหลบซ่อนในป่า ความพยายามเดินทางครั้งต่อมา ชนพื้นเมืองยิงธนูใส่พวกเขา แม้ว่าจะไม่ประสบความสำเร็จในช่วงแรก แต่นักมานุษยวิทยามักนำของขวัญที่ติดตัวไปด้วยอย่างหม้อ กระทะ มะพร้าว เครื่องมือต่างๆ ที่ทำจากเหล็ก อาทิ ค้อน และมีดยาว วางไว้ให้เพื่อหวังสานสัมพันธ์กับชุมชนที่ไม่ติดต่อกับโลกภายนอกมายาวนาน
นอกเหนือจากของขวัญแล้ว T N Pandit เล่าว่า คณะเดินทางยังมีกลุ่มชนพื้นเมือง Onge อีก 3 รายติดตามไปด้วยเพื่อช่วยตีความภาษาและพฤติกรรมของชาวเซนติเนล
Pandit เล่าเหตุการณ์ในครั้งแรกระหว่างการให้สัมภาษณ์กับ New York Times ว่า “พวกเขา (ชาวเซนติเนล) สังเกตการณ์อย่างระมัดระวัง และเชื่อได้เลยว่าพวกเขาดูไม่พอใจเลย เพราะพวกเขาหยิบธนูและลูกศร”
“การเผชิญหน้าครั้งนี้มันเป็นเรื่องมหัศจรรย์มาก เพราะในแง่หนึ่งเราในฐานะคนจากโลกภายนอกที่เต็มไปด้วยความศิวิไลซ์พบกับชนเผ่าดั้งเดิมที่ยังรักษาสภาพไว้ได้อย่างสมบูรณ์ และใช้ชีวิตอย่างเรียบง่าย”
การติดต่อครั้งที่ประสบความสำเร็จคือเมื่อปี 1991 ซึ่ง Pandit เล่าว่า แม้แต่พวกเขาเองก็ไม่รู้เหตุผลว่าทำไมชาวเซนติเนลถึงอนุญาตให้เข้าไปหาพวกเขาได้ในพื้นที่ที่กำหนดไว้ (นอกชายหาด) ซึ่งกลุ่มนักมานุษยวิทยาเล่าว่า ต้องยืนในจุดน้ำลึกเกือบถึงคอก่อนที่จะส่งมอบมะพร้าวและของกำนัลอย่างอื่น แต่พวกเขาไม่ได้รับอนุญาตให้ขึ้นฝั่ง (คลิกชมภาพที่นี่)
Pandit ยังเล่าว่า ทีมงานพยายามสื่อสารกับชนพื้นเมืองด้วยการใช้สัญลักษณ์ต่างๆ แต่ไม่ประสบความสำเร็จ ขณะที่ชาวเซนติเนล ยุ่งอยู่กับของกำนัล และสนทนากันเองในกลุ่ม ภาษาที่กลุ่มนักมานุษยวิทยาได้ยิน เป็นภาษาที่ลักษณะใกล้เคียงกับภาษาของชนพื้นเมืองในแถบนั้น
อย่างน้อยพวกเขาประสบความสำเร็จในการติดต่อโดยที่ชนพื้นเมืองยอมรับของกำนัลด้วยตัวเอง แต่ Pandit ยังเจอเรื่องระทึกเล็กน้อยเมื่อช่วงที่เขาส่งมอบมะพร้าว เขาไม่รู้ตัวว่าแยกห่างออกจากทีมงานที่มาด้วยกัน และเริ่มประชิดใกล้ชายฝั่งมากขึ้น ชายหนุ่มเซนติเนลรายหนึ่งปั้นหน้าเยาะเย้ยใส่ หยิบมีดขึ้นมา และทำท่าเหมือนสื่อสารว่าจะตัดศีรษะของ Pandit นั่นทำให้นักมานุษยวิทยารายนี้รีบเรียกเรือมารับและล่าถอยอย่างรวดเร็ว
อย่างไรก็ตาม ช่วงหลัง การเดินทางไปมอบของขวัญและการเดินทางเข้าชายฝั่งเกาะเซนติเนลเหนือถูกทางการอินเดียสั่งห้ามเพื่อคุ้มครองชาวเซนติเนล จากความเสี่ยงจากโรคติดต่อจากภายนอกที่อาจส่งผลให้ชนพื้นเมืองที่ไม่ได้ติดต่อโลกภายนอกยาวนานและไม่มีภูมิคุ้มกันอาจต้องสูญพันธุ์ ขณะที่ Pandit ยืนยันว่า ทีมงานตรวจสอบสภาพร่างกายและคัดเลือกผู้ที่มีสุขภาพแข็งแรงเดินทางไปเกาะเสมอ
Pandit ยังมองว่า มุมมองที่คนทั่วไปมองว่าชนพื้นเมืองกลุ่มนี้เป็นพวกใช้ความรุนแรงและป่าเถื่อนเป็นเรื่องไม่ยุติธรรมสำหรับชนพื้นเมือง จากประสบการณ์ว่า ชนพื้นเมืองกลุ่มนี้รักสงบและสันติ ไม่เคยคิดจะจู่โจมคนทั่วไป ไม่เดินทางไปพื้นที่ใกล้เคียง และไม่สร้างเรื่องเดือดร้อนให้ใคร และกรณีที่ชายหนุ่มอเมริกันซึ่งติดสินบนให้กลุ่มชาวประมงนำเขาขึ้นเกาะแบบผิดกฎหมายจนถูกชนพื้นเมืองยิงธนูใส่จนเสียชีวิตก็เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้ยากมาก
นักมานุษยวิทยามากประสบการณ์มองว่า เขาสนับสนุนภารกิจส่งมอบของกำนัลให้ชนเผ่า แต่ไม่เห็นด้วยกับการรบกวนพื้นที่ของชาวเซนติเนล และควรเคารพความต้องการของกลุ่มชนพื้นเมืองที่จะอยู่อย่างสงบโดยลำพังปราศจากการติดต่อโลกภายนอก
นอกเหนือจากชาวเซนติเนล Pandit ยังทำให้กลุ่ม จาราวาส์ (Jarawa) ชนพื้นเมืองอีกกลุ่มในพื้นที่หมู่เกาะอันดามันวางธนูและลูกศรลงได้ แต่ต้องใช้เวลานานนับ 10 ปี กว่าชนพื้นเมืองกลุ่มนี้จะผ่อนคลายกับคนอินเดียที่เข้ามา
Pandit ให้สัมภาษณ์กับสื่อต่างประเทศ มองว่า สถิติประชากรของชาวเซนติเนล ที่เคยสำรวจเมื่อปี 2011 และคาดว่ามีชาวเซนติเนลประมาณ 15-500 คน เป็นเรื่องไม่ตรงข้อเท็จจริง ในมุมมองของนักมานุษยวิทยาที่เคยลงพื้นที่พยายามสร้างสัมพันธ์ เขามองว่า น่าจะมีชนพื้นเมืองที่ยังมีชีวิตอยู่ประมาณ 80 ราย แต่ในอนาคตจะมีประชากรเท่าไหร่นั้น ไม่อาจตอบได้อย่างชัดเจน
อ่านเพิ่มเติม : เปิดสังคม “ชาวเซนติเนล” ที่ยิงธนูใส่หนุ่มมะกัน ชนพื้นเมืองไม่ติดต่อโลกภายนอกนับหมื่นปี
อ้างอิง:
Barry, Ellen. “A Season of Regret for an Aging Tribal Expert in India”.The New York Times. 5 May 2017.
BHARDWAJ, DEEKSHA. “Sentinelese are peace loving, leave them alone, says anthropologist who has met them”. The Print. 25 Nov 2018.
Natarajan, Swaminathan. “The man who spent decades befriending isolated Sentinelese tribe”. BBC. 27 Nov 2018.
เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรก เมื่อ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561