โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ส่องแนวโน้มและ Landscape ธุรกิจอีคอมเมิร์ซไทย พร้อมประเมินความเสี่ยงสำคัญที่ต้องรีบแก้

Brandbuffet

อัพเดต 12 พ.ย. 2561 เวลา 06.13 น. • เผยแพร่ 11 พ.ย. 2561 เวลา 11.35 น. • Digital

มองเห็นการตื่นตัวช่วงเทศกาล One Day Sale ที่ยิ่งใหญ่ได้ไม่แพ้พื้นที่ใดของโลก กับการตอบรับในเทศกาล 11.11 ที่ถือกำเนิดขึ้นจากแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซยักษ์ใหญ่ของจีนอย่างอาลีบาบาเมื่อกว่าสิบปีที่แล้ว ด้วยการจัดโปรโมชั่นพิเศษเพื่อเอาใจคนโสดในวัน Single's Day หรือ 11.11  ซึ่งได้รับการตอบรับจากนักช้อปอย่างล้นหลาม จนได้รับความนิยมต่อเนื่องและขยายการให้บริการไปสู่แพลตฟอร์มอื่นๆ จนกลายเป็น Signature Campaign ของออนไลน์ช้อปปิ้งที่ผู้คนต่างรอคอย 

สำหรับประเทศไทย เป็นอีกหนึ่งพื้นที่ที่มองเห็นการตื่นตัวกับการมาของเทศกาล 11.11 เพราะผู้ประกอบการในธุรกิจ Retail  ไม่ว่าจะออนไลน์ ออฟไลน์ รายเล็ก รายใหญ่ ต่างออกโปรโมชั่นมาดึงดูดนักช้อปอย่างคึกคัก รวมทั้งมีแคมเปญกระตุ้นยอดขายที่ใกล้เคียงกันมากระตุ้นนักช้อป ไม่ว่าจะเป็น 8.8, 9.9,10.10 หรือแม้แต่ End Year Sale ซึ่งเป็นอีกหนึ่งเทศกาลจับจ่ายสำคัญของธุรกิจที่คึกคักอยู่แล้ว ก็ยังใช้ตัวเลขในลักษณะเดียวกันอย่าง 12.12 มาเป็นสัญลักษณ์ให้เห็นเช่นกัน

ประกอบกับการเติบโตที่ดีของธุรกิจอีคอมเมิร์ซในประเทศไทย ที่มีตัวเลขการขยายตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่องมาทุกปี  ทำให้มีแบรนด์ใหญ่ระดับโลกเข้ามาทำตลาดเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะความเชื่อมั่นในการซื้อขายสินค้าและชำระเงินผ่านระบบออนไลน์ของคนไทยที่สูงกว่าทุกประเทศในอาเซียน สะท้อนความเชื่อมั่นในการกล้าใช้จ่ายผ่านแพลตฟอร์มดังกล่าว เป็นหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ทำให้โอกาสของธุรกิจอีคอมเมร์ซในประเทศไทยยังสามารถเติบโตได้อย่างรวดเร็ว

*ส่องอีคอมเมิร์ซไทยปัจจัยบวกเพียบ *

ดร.ไซมอน แบพทิสต์ Global Chief Economist, Managing Director The Economist Intelligence Unit (EIU) Asia หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ทั่วโลก หน่วยข้อมูลของ The Economist คาดการณ์ทิศทางแนวโน้มธุรกิจอีคอมเมิร์ซไทยว่า มีโอกาสเติบโตได้สอดคล้องกับการเติบโตของเศรษฐกิจในภูมิภาคอาเซียนที่คาดว่าจะยังคงเติบโตเพิ่มขึ้น 4.7% ในปี 2019 และ 4.4% ในปี 2020 โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเวียดนาม กัมพูชา และพม่า ที่จะเติบโตได้สูงกว่า 6% ขณะที่ประเทศไทยเม้จะเติบโตได้น้อยกว่าที่ราวๆ เกือบ 4% แต่ยังคงเห็นสัญญาณการเติบโตที่ดีได้เช่นกัน

โดยเฉพาะแนวโน้มการบริโภคของภาคเอกชนที่ยังคงมีดีมานด์อยู่ โดยการเติบโตของอุปสงค์ในประเทศจะเฉลี่ยอยู่ที่ 3.1% รวมทั้งการมีมาตรการเพื่อกระตุ้นการบริโภคของภาคเอกชนที่จะมีออกมาเป็นระยะๆ  ทำให้แนวโน้มการบริโภคของภาคเอกชนไทยใน 5 ปีจากนี้อยู่ในทิศทางขยายตัวเพิ่มสูงขึ้น ประกอบกับการคาดการณ์ว่ารายได้เฉลี่ยของครัวเรือนในไทยจะเพิ่มขึ้นเป็น 18,902 เหรียญสหรัฐ หรือกว่า 620,000 บาทต่อครัวเรือน ในปี 2030 จากปี 2017 ที่ผ่านมา อยู่ที่ 8,790 เหรียญ หรือกว่า 2.88 แสนบาทต่อครัวเรือน เป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญให้คนไทยมีความสามารถในการจับจ่ายได้เพิ่มมากขึ้นนั่นเอง

“แม้ทิศทางการเติบโตของประเทศไทยจะไม่ได้เติบโตสูงมากเหมือนประเทศอื่นๆ เพราะมีพื้นฐานการเติบโตอยู่ในระดับสูงอยู่แล้ว แต่ลักษณะการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศไทยจะพัฒนาไปในมิติที่ลึกซึ้งมากขึ้น เช่น การเข้าใจและเรียนรู้ตลาดได้ดีมากขึ้น ทั้งความสามารถในการเข้าใจและติดตามเทรนด์ต่างๆ ที่เกิดขึ้น รวมทั้งความสามารถในการเข้าถึงข้อมูลต่างๆ ทำให้มีความเข้าใจที่จะเรียนรู้และสามารถตอบสนองผู้บริโภคได้ดีเพิ่มมากยิ่งขึ้นในอนาคต”

ขณะที่ปัจจัยภายในประเทศไทยเองก็เอื้อต่อการเติบโตของธุรกิจอีคอมเมิร์ซในประเทศไทย อาทิ นโยบายของรัฐบาลในการผลักดันประเทศไปสู่การเป็น Thailand 4.0 ทำให้ความสามารถในการเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตกระจายไปในวงกว้าง การก้าวเข้าสู่สังคมไร้เงินสดหรือ Cashless Society การตั้งเป้าให้ประเทศไทยเป็นเกตเวย์สู่เอเชียแปซิฟิก รวมทั้งการเดินหน้าพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ประเทศไทยรองรับการเปิดใช้บริการ 5G ได้ภายในปี 2020 ซึ่งคาดว่าจะทำให้เพิ่มการใช้บรอดแบนด์บนมือถือได้ถึง 133%

*คนไทยเชื่อมั่นอีคอมเมิร์ซสูงกว่าค่าเฉลี่ยโลก *

EIU ยังได้ทำการสำรวจเกี่ยวกับความไว้วางใจในระบบ Security และ Privacy พบว่า คนไทยมีความมั่นใจในระบบความปลอดภัยของธุรกิจอีคอมเมิร์ซในประเทศไทยที่ค่อนข้างแข็งแกร่ง โดยมีค่าเฉลี่ยความมั่นใจทั้งในเรื่องของความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัวสูงถึง 70% ซึ่งมากกว่าค่าเฉลี่ยของโลกรวมทั้งสูงกว่าในสิงคโปร์ และถือเป็นหนึ่งในจุดแข็งที่จะผลักดันให้อีคอมเมิร์ซในไทยยังเติบโตต่อไปได้ โดยพบว่า 51% ของผู้ซื้อสินค้าออนไลน์ในประเทศไทยได้ซื้อสินค้าผ่านทางโซเชียลมีเดีย และมีความคุ้นเคยกับการชำระเงินในรูปแบบดิจิทัลมากกว่าประเทศอื่นๆ ในภูมิภาค ซึ่งส่วนหนึ่งมาจากการขับเคลื่อนของภาคธุรกิจธนาคารพาณิชย์ภายในประเทศ ทำให้ในปีที่ผ่านมามีคนไทยเกือบครึ่งหรือ 43% มีการใช้จ่ายผ่านช่องทางดิจิทัล

และแม้ว่า Digital Payment ในรูปแบบต่างๆ จะเข้ามามีบทบาทมากขึ้น แต่รูปแบบการเก็บเงินปลายทางหรือ Cash on Delivery (COD) ก็ยังคงเป็นช่องทางชำระเงินที่ได้รับความนิยมอย่างมากอยู่ โดยมีเพียง 17% และ 12% ที่เชื่อว่าข้อมูลการชำระเงินของพวกเขาจะได้รับการปกป้องหากมีกรณีถูกโจกรรมข้อมูล เมื่อใช้บริการ M-commerce หรือ E-commerceสะท้อนถึงความจำเป็นที่จะต้องเร่งสร้างความมั่นใจและไว้วางใจให้กับระบบ Digital Payment โดยภาพรวม

อีกหนึ่งจุดเด่นของธุรกิจอีคอมเมิร์ซไทย คือ การเปิดโอกาสอย่างเท่าเทียมให้ผู้หญิงซึ่งเป็นกลุ่มสำคัญที่มีบทบาทในการผลักดันการเติบโตของธุรกิจอีคอมเมิร์ซ ให้สามารถเข้าถึงแพลตฟอร์มได้อย่างเสรีทั้งในฐานะของผู้ซื้อและผู้ขาย โดยผู้หญิงไทยมีอัตราในการเข้าถึงอินเตอร์เน็ตได้ไม่ต่างจากผู้ชาย และยังมีสัดส่วนในการเป็นผู้ประกอบการในระยะเริ่มต้นสูงกว่าผู้ชาย ขณะที่ในแวดวงธุรกิจก็มีผู้หญิงที่เป็นนักธุรกิจสูงถึง 47% ขณะที่ข้อมูลจากการศึกษาของ MasterCard Worldwide พบว่า มีผู้หญิงที่เป็นเจ้าของ SME ในประเทศไทยสัดส่วนประมาณ 38% ที่ส่งผลต่อการขับเคลื่อน GDP ให้กับประเทศ"

จะเป็นผู้นำอีคอมเมิร์ซโครงสร้างพื้นฐานต้องแข็งแกร่ง    

การเติบโตของอีคอมเมิร์ซไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะแค่ตลาดในประเทศ เพราะปัจจุบันเมื่อ Users ไม่มีพรมแดน สามารถเข้าถึงทุกตลาดได้จากเครือข่ายอินเตอร์เน็ต ทำให้เราจะเห็นนักช้อปเริ่มสั่งซื้อสินค้าจากต่างประเทศมากขึ้น นักช้อปชาวไทยจะเริ่มสั่งออนไลน์จากแพลตฟอร์มต่างประเทศ ส่วนนักช้อปต่างประเทศก็เลือกมาสั่งสินค้าจากแพลตฟอร์มของไทยอยู่บ่อยๆ การพัฒนาระบบในการขนส่งสินค้าข้ามประเทศจึงมีความสำคัญและเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่จะทำให้ผู้บริโภคพึงพอใจและเข้ามาสั่งซื้อสินค้าจากแพลตฟอร์มต่างๆ อย่างต่อเนื่อง

“เรื่องของโลเคชันที่ดีเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่อยู่ตรงกลางของภูมิภาคทำให้สามารถขนส่งไปยังประเทศต่างๆ ได้โดยสะดวกก็เป็นอีกหนึ่งข้อได้เปรียบของคนไทย แต่ศักยภาพในการบริหารจัดการเกี่ยวกับขั้นตอนศุลกากรและระบบการขนส่งและโลจิสติกส์ของไทยยังทำได้ไม่ดีนักเมื่อเทียบกับสิงคโปร์ ที่มีความสามารถในการบริหารจัดการในการส่งออกสินค้าในเวลาเพียงราวๆ 10  ชั่วโมง ส่วนกระบวนการในการนำเข้าอยู่ที่ราวๆ 35 ชั่วโมง ขณะที่ประเทศไทยต้องใช้ระยะเวลาในการส่งออกถึง 52 ชั่วโมงและในการนำเข้า 50 ชั่วโมง ซึ่งนอกจากทำให้การขนส่งค่อนข้างล่าช้าแล้ว ยังส่งผลต่อประสิทธิภาพในการบริหารจัดการต้นทุนอีกด้วย”

ดังนั้น หากต้องการให้ธุรกิจอีคอมเมิร์ซในประเทศไทยมีความสามารถในการแข่งขันและเติบโตได้มากขึ้น จำเป็นต้องเพิ่มการลงทุนด้านโลจิสติกส์และโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ เพราะแม้ปัจจุบันจะมีการลงทุนค่อนข้างสูงแล้ว แต่ยังพบว่ามีปัญหาในเรื่องของการติดขัดที่คอขวด ทำให้ผู้ประกอบการส่วนใหญ่ยังมีต้นทุนในการดำเนินธุรกิจที่สูงอยู่ โดยเฉพาะการจราจรที่ติดขัดในกรุงเทพฯ รวมทั้งการเชื่อมต่อระหว่างเมืองใหญ่ๆ และกับประเทศเพื่อนบ้านที่ยังจำเป็นต้องมีการปรับปรุง

ทั้งนี้ EIU ได้ประเมินความเสี่ยงจากแต่ละปัจจัยในระบบโครงสร้างพื้นฐานของประเทศไทย ถือว่ามีความเสี่ยงอยู่ในระดับปานกลางไม่ว่าจะเป็นทางด้านโครงสร้างพื้นฐานโดยรวม สิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ของท่าเรือและสนามบิน เครือข่ายทางถนน รวมทั้งเครือข่ายในระบบค้าปลีกและการกระจายสินค้า ซึ่งยังเป็นรองหลายๆ ประเทศ อาทิ มาเลเซีย หรือสิงคโปร์ เป็นต้น

แต่อย่างไรก็ตาม สิ่งหนึ่งที่เป็นความโดดเด่นและเป็นปัจจัยสำคัญที่จะผลักดันให้ธุรกิจอีคอมเมิร์ซในไทยเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง คือ ความมั่นใจของผู้ใช้งานคนไทยที่มีต่อแพลตฟอร์มออนไลน์ซึ่งสูงมากที่สุดในภูมิภาค มีมุมมองเป็นบวกและมั่นใจต่อธุรกิจการซื้อขายออนไลน์ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่จะส่งผลให้ตลาดอีคอมเมิร์ซในประเทศไทยในอีก 5 ปีนับจากนี้ เติบโตได้สูงขึ้นและมีการพัฒนาได้มากขึ้นอย่างแน่นอน ที่สำคัญคือการเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ ให้เข้ามารองรับการเติบโตของธุรกิจให้เป็นไปได้อย่างสอดคล้องกันนั่นเอง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...