โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

กำเนิด "โฮเต็ลพญาไท" พระราชวังสมัยร.6 สู่กิจการโรงแรมหรู 7 ปี และฉากสุดท้ายเมื่อ 2475

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 29 ธ.ค. 2564 เวลา 04.11 น. • เผยแพร่ 29 ธ.ค. 2564 เวลา 04.09 น.
โฮเต็ลพญาไท (ภาพจากหอจดหมายเหตุแห่งชาติ)

พระราชวังพญาไท ถือเป็นอีกหนึ่งมรดกสำคัญของชาติในหลายด้าน จากรากฐานเดิมที่เป็นทุ่งพญาไท อันอุดมสมบูรณ์ด้วยสมัน กวางที่มีเขาสวยงาม กระทั่งกลายมาเป็นพระตำหนักพญาไทในพ.ศ. 2452 และมาสู่พระราชวังพญาไทอันงดงามในสมัยรัชกาลที่ 5 การเปลี่ยนแปลงตั้งแต่เริ่มต้นนั้นล้วนสะท้อนให้เห็นเส้นทางของประวัติศาสตร์ที่เชื่อมโยงกับบริบทของประเทศอย่างมาก และในช่วงระยะสั้นๆ พื้นที่ในนั้นเคยปรากฏเป็นโฮเต็ล (โรงแรม) อันหรูหรางดงามอย่างยิ่ง แต่น่าเสียดายที่เส้นทางของกิจการไม่ได้ยาวนานนัก

พื้นที่ของทุ่งพญาไทอันเป็นท้องทุ่งขนาดใหญ่ราว 1,000 ไร่ปรากฏบันทึกว่าในสมัยรัชกาลที่ 4 ในยุคที่เปิดทำการค้ากับต่างประเทศ และสนับสนุนราษฎรถางพงเพื่อทำนา ผลิตข้าวป้อนตลาดโลก พื้นที่จึงเริ่มเป็นที่นาที่สวน ในพ.ศ. 2441 ช่วงเริ่มต้นสร้างก่อสร้างวังดุสิตมีถนนซางฮี้ตัดเข้ามาในทุ่งพญาไท แบ่งทุ่งแห่งนี้เป็นฝั่งเหนือและใต้ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 พระราชทานนามฟากเหนือถนนซางฮี้บริเวณที่ตั้งตำหนักว่าตำบลตำหนักพญาไท ใต้ถนนซางฮี้คือตำบลทุ่งพญาไท เป็นที่ทำนา สวน ไร่

ช่วงปลายรัชสมัยรัชกาลที่ 5 ในพ.ศ. 2452 โปรดเกล้าฯ ให้สร้าง “พลับพลา” หรือ “พระตำหนัก” ในทุ่งพญาไทฟากเหนือถนนซางฮี้ (ถนนราชวิถีในปัจจุบัน) สำหรับเสด็จประพาสทอดพระเนตรการเพาะปลูก ทำนา สวน เพื่อเป็นที่สำราญพระราชหฤทัย และเป็นที่งดงามสำหรับพระนคร นี่จึงเป็นจุดกำเนิดปฐมบทของพระราชวังพญาไทในเวลาต่อมา

การสร้างพระตำหนัก

การก่อสร้างพระตำหนักหลังนอกเริ่มต้นในพ.ศ. 2452 ใช้เวลาสร้าง 9 เดือน เป็นตึกประกอบไม้ 2 ชั้น รูปทรงภายนอกเรียบง่ายแบบบ้านชาวนาในชนบทยุโรป พื้นปูหินอ่อนและกระเบื้องลาย หลังคากระเบื้องไม้สัก ต่อมาถึงมีการต่อเติมมุขระเบียง สร้างหอสูง สิ้นพระราชทรัพย์ในการก่อสร้างพระราชตำหนักนอก 105,500 บาท

ส่วนพระตำหนักหลังในเริ่มสร้างในเดือนตุลาคม พ.ศ. 2452 เป็นตึกไม้ประกอบ 2 ชั้น อยู่คนละฝั่งคลองพญาไท ใช้เวลาสร้าง 7 เดือน สิ้นพระราชทรัพย์ 60,000 บาท

ภายหลังมีพระราชพิธีคฤหมงคล หรือพิธีขึ้นบ้านใหม่เมื่อ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2453 พระองค์เสด็จฯ มาประทับที่ตำหนักพญาไทหลายครั้ง ครั้งสุดท้ายคือ 16 ตุลาคม 2453 ก่อนสวรรคต 1 สัปดาห์

ในรัชสมัยต่อมา พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 พระองค์ทูลเชิญสมเด็จพระศรีพัชรินทราฯ พระบรมราชชนนีมาประทับพักผ่อนให้คลายอาการประชวร ทรงประทับอยู่ถึง 10 ปีก่อนที่จะสวรรคต พระตำหนักที่ประทับของพระราชชนนีถูกปรับเป็นหอเรียนของโรงเรียนมหาดเล็กหลวง (โรงเรียนวชิราวุธในปัจจุบัน) พระองค์โปรดเกล้าฯ ให้ก่อสร้างหมู่พระที่นั่งอันงดงามขึ้นใหม่และสถาปนาขึ้นเป็นพระราชวังพญาไทเพื่อเฉลิมพระเกียรติพระราชบิดาและพระราชมารดา รัชกาลที่ 6 เสด็จฯ มาประทับที่นี่เป็นประจำ

คลิกอ่านเพิ่มเติม : หลังม่านชีวิตในวังพญาไท พระประยูรญาติใต้การชักใยของพี่เลี้ยงที่ชิงดีชิงเด่นกัน

กระทั่งสงครามโลกครั้งที่ 1 ยุติลง ภาวะเศรษฐกิจทั่วโลกซบเซา สยามขาดดุลการค้าต่อเนื่องระหว่าง พ.ศ. 2463-68 ต้องกู้เงินจากต่างประเทศ แพทย์หญิงกรรณิการ์ ตันประเสริฐ ผู้เขียนหนังสือ “พระราชวังพญาไท” เล่าว่า กิจการเสือป่า ดุสิตธานี และการละครก็ถูกวิจารณ์ในแง่การใช้งบ ช่วงปลายรัชสมัย รัชกาลที่ 6 ทรงวางยุทธศาสตร์เชิงรุกด้านเกษตรกรรม หัตถกรรม และการค้าขายกับต่างประเทศด้วยการจัดมหกรรมนานาชาติยิ่งใหญ่ที่สุดในภูมิภาค พระราชทานนามว่า สยามรัฐพิพิธภัณฑ์ The Siamese Kingdom Exhibition เป็นงานจัดแสดงและประกวดผลิตภัณฑ์สินค้าสยาม แสดงความก้าวหน้าต่างๆ สื่อสารตอกย้ำภาพลักษณ์รากเหง้าทางวัฒนธรรมที่แข็งแกร่ง และพระราชไมตรีกับนานาประเทศ มีกำหนดจัด 50 วัน เริ่มตั้งแต่ 23 มกราคม พ.ศ. 2468 ที่สวนลุมพินี

สยามรัฐพิพิธภัณฑ์?

ระหว่างจัดงานย่อมมีชาวต่างชาติเข้ามาจำนวนมาก แต่กรุงเทพฯ เวลานั้นยังไม่มีโรงแรมทันสมัยทัดเทียมประเทศอื่นในภูมิภาค โปรดเกล้าฯ ให้พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงกำแพงเพ็ชรอัครโยธิน ผู้บัญชาการกรมรถไฟหลวง (กรมฯ มีความชำนาญและประสบความสำเร็จในกิจการโฮเต็ลรถไฟหัวหินมาก่อน) แปลงพระราชวังพญาไทเป็นโฮเต็ลทันสมัยชั้นเดอลุกซ์ เพื่อเปิดวันที่ 1 มกราคม 2468 (ศักราชใหม่เริ่มเมษายน) ทันงานสยามรัฐพิพิธภัณฑ์ โดยมีพระราชประสงค์ให้คงรูปพระราชวัง และนามเดิมเป็นที่ระลึก แต่พระองค์สวรรคตเมื่อ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2468 ก่อนเริ่มงานเพียง 2 เดือน

เมื่อรัชกาลที่ 6 สวรรคต ช่วงเวลานั้นการเตรียมงานสยามรัฐพิพิธภัณฑ์คืบหน้าไปมาก ค่าใช้จ่ายในการปลูกสร้างเสร็จแล้ว 600,392 บาท เมื่อรวมกับส่วนที่กำลังดำเนินการแล้วมีตัวเลขรวมถึงหลักล้านบาท พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเรียกประชุม และมีการลงความเห็นว่าบ้านเมืองอยู่ในระยะเศร้าโศก ไม่ควรเปิดงานระหว่างไว้ทุกข์ 12 เดือน แต่หากจัดหลังไว้ทุกข์ก็ต้องเสียค่าบูรณะอีกหลายแสนบาท บ้านเมืองอยู่ในภาวะขาดแคลน จึงโปรดเกล้าฯ ให้ยกเลิกงานสยามรัฐพิพิธภัณฑ์ เหลือเพียงจัดพิมพ์หนังสือที่ระลึกสยามรัฐพิพิธภัณฑ์

ในรัชสมัย พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงกำแพงเพ็ชรอัครโยธิน กราบบังคมทูลถึงพระบรมราโชบายรัชกาลก่อน ด้วยว่าหากกิจการโฮเต็ลเลี้ยงตัวเองได้ก็จะรักษาพระราชวังให้งดงามโดยไม่เป็นภาระพระคลังข้างที่ รัชกาลที่ 7 พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้สืบสานพระราชดำริในรัชกาลที่ 6 และจัดบำรุงสวนลุมพินีให้เป็นสวนพักผ่อนของราษฎร ตามที่รัชกาลที่ 6 พระราชทานในวโรกาสทรงครองสิริราชสมบัติ 15 ปี ภายหลังจากนั้น รัชกาลที่ 7 ทำหนังสือยกที่ดินสวนลุมพินีอยู่ในความดูแลของกรมนคราทร กระทรวงมหาดไทย

ย้อนกลับไปเมื่อครั้งเตรียมการด้านการลงทุนแปลงพระราชวังพญาไทเป็นโรงแรมนั้น วิศวกรที่ปรึกษาก่อสร้างทาง กรมรถไฟหลวง คือนาย อี. ไวออน สมิธ (E. Wyon Smith) ประมาณค่าลงทุนตกแต่งสถานที่และจัดเตรียมเครื่องใช้ต่างๆ ราว 190,000 บาท ค่าใช้จ่ายด้านดำเนินการปีละ 160,000 บาท รายรับต่อปีประมาณการว่าได้ปีละ 180,000-200,000 บาท คำนวณแบบอัตราเต็ม 1 ใน 4 ของที่เข้าพัก ส่วนในแง่การดูแลนั้น ภายหลังมีการประมาณว่า ใช้พนักงานดูแล 50 คน ใช้งบประมาณบำรุงรักษาปีละ 50,000 บาท

ปรากฏโฮเต็ลพญาไท

การดำเนินงานของกรมรถไฟหลวงเกี่ยวกับโฮเต็ลพญาไทก็พยายามรักษาบรรยากาศพระราชวังพญาไทไว้ตามพระราชประสงค์ และใช้ชื่อว่า “PHYA THAI PALACE” ดึงจุดเด่นมาประชาสัมพันธ์ กรมรถไฟหลวงเช่าพระราชวังพญาไทจากพระคลังข้างที่ลงนามในสัญญาเช่าระยะเวลา 5 ปี จ่ายค่าเช่าครึ่งหนึ่งของรายได้หลังหักค่าใช้จ่าย ปีใดขาดทุนพระคลังข้างที่ไม่คิดค่าเช่า

โฮเต็ลพญาไทเปิดให้บริการในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2468 มีพระจักษ์รถบดีแห่งกรมรถไฟหลวงเป็นผู้จัดการคนแรก รัชกาลที่ 7 เสด็จฯ ทรงเปิดโฮเต็ลวันที่ 18 กุมภาพันธ์ปีเดียวกัน กิจการรับผู้เข้าพักได้ 72 คน ค่าบริการมีตั้งแต่วันละ 10 บาท ถึง 120 บาท (แต่ขณะนั้นรับได้ 40 คน อัตราบริการวันละ 13-14 บาท) ห้องพิพิธภัณฑ์จัดเป็นเลาจ์ (Lounge) ห้องประชุม ห้องธาระกำนัลจัดเป็นห้องอาหาร ห้องเสวยจัดเป็นห้องหนังสือพิมพ์และอุปกรณ์ถ่ายภาพ พระที่นั่งเทวราชสภารมย์ เป็นโถงเต้นรำ ฉายภาพยนตร์ หรือห้องประชุมใหญ่

สำหรับห้องที่หรูหราที่สุดคือSuite De Luxe B1 หรือ Royal Suite ในห้องบรรทมชั้น 3 พระที่นั่งไวกูณฐเทพยสถาน ค่าใช้บริการวันละ 120 บาท ส่วนพระที่นั่งอุดมวนาภรณ์ แบ่งเป็นห้องพัก 19 ห้อง วันละ 10-17 บาท พระที่นั่งศรีสุทธนิวาส มีห้องพัก 7 ห้อง วันละ 12-25 บาท นอกจากนี้ ยังมีตำหนักอื่นๆ ที่รับผู้เข้าพักได้อีกจำนวนหนึ่ง

ผู้ใช้บริการที่เข้าพักมีกลุ่มผู้พักประจำจำนวนหนึ่งเป็นเหล่าชาวต่างชาติที่พำนักในกรุงเทพฯ ซึ่งย้ายมาพักประจำที่โฮเต็ล 15 คน อาทิ หมอโนเบิลเช่าพักที่ตำหนักองคตฤทธิรุท

หนังสือ Met in Siam เกี่ยวกับการค้าและท่องเที่ยวสยาม โดย Siam Tourist Bureau ฉบับที่ 1 เดือนมีนาคม พ.ศ. 2469 เล่าถึงบรรยากาศโฮเต็ลพญาไทว่า สง่างาม รักษาบรรยากาศของวังไว้ครบ โดยเฉพาะห้องชุด Royal Suite ยากยิ่งจะหาโฮเต็ลอื่นใดเสมอเหมือนได้ รสนิยมดีเลิศ สะดวกสบาย ที่ตั้งอยู่ในท้องทุ่งที่สดชื่น เย็นสบาย เงียบสงบ

โฮเต็ลแห่งนี้ขึ้นชื่อว่าเป็นแหล่งชุมนุมของคนทันสมัยที่มีฐานะในยุคนั้น มีทั้งมาร่วมกิจกรรมดื่มชายามบ่ายวันอาทิตย์ มาชมภาพยนตร์ที่จัดเป็นครั้งคราว หรือมาดินเนอร์โดยแต่งกายอย่างวิจิตร โดยปีแรกของการดำเนินการมีรายได้ 185,292 บาท รายได้หลักมาจากค่าอาหารและเครื่องดื่มถึงร้อยละ 73 ค่าห้องพักเป็นสัดส่วนเพียงร้อยละ 20 หลังหักค่าใช้จ่ายแล้วมีกำไร 2,827 บาท พระคลังข้างที่ได้ค่าเช่าครึ่งหนึ่งคือ 1,414 บาท แพทย์หญิงกรรณิการ์ ตันประเสริฐ เล่าว่า ปีนั้นเป็นปีแรกและปีเดียวที่ได้รับค่าเช่า ปีต่อมาเกิดขาดทุนหรือไม่ก็หักไว้เป็นค่าซ่อมแซมสถานที่ ปีที่ 5 ในพ.ศ. 2473 ขาดทุน 35,769 บาทสูงกว่าทุกปีที่ผ่าน

กิจการดำเนินต่อเนื่องมาจนถึงพ.ศ. 2475 มีข้าราชการปฏิบัติงาน 97 คน ใน 16 แผนก ผู้จัดการคือหลวงอุปถัมภ์นรารมณ์ เงินเดือน 360 บาท โดยรวมแล้วมีค่าใช้จ่ายส่วนเงินเดือน 37,680 บาท ในยุคนั้นคนต่างชาติเข้ามารับราชการน้อยลง กิจการด้านเช่าห้องพักก็ไม่เป็นที่นิยม ผู้เช่าประจำเหลือเพียง 4 ราย รายได้หลักคือจัดงานรื่นเริง ลีลาศ จัดประชุม ห้องอาหาร และบาร์ ยังมีการจัดงานส่งท้ายปีเก่า-รับปีใหม่ พ.ศ. 2475 และฉลองกรุงรัตนโกสินทร์ครบรอบ 150 ปี ช่วงเวลานั้นไม่ปรากฏวี่แววเลิกกิจการ

การยกเลิกกิจการมาถึงเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475 พระยามโนปกรณ์นิติธาดา ประธานคณะกรรมการราษฎร มีหนังสือลงวันที่ 24 กรกฎาคม 2475 ถึงเจ้าพระยาวงษานุประพันธ์ เสนาบดีกระทรวงการเกษตรพาณิชยการ ปรึกษาว่า กิจการโฮเต็ลพญาไทขาดทุนเดือนละมากๆ หารือว่าจะยกเลิกหรือไม่ หากยกเลิก ราชการกระทรวงกลาโหมจะต้องการใช้เป็นกองเสนารักษ์

หลังจากนั้น กระทรวงเกษตรพาณิชยการ สั่งการให้กรมรถไฟหลวงยกเลิกกิจการโฮเต็ลพญาไท และร้านกาแฟนรสิงห์ ตั้งแต่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2475 เป็นจุดสิ้นสุดของกิจการที่ดำเนินมา 7 ปี และส่งมอบให้กระทรวงกลาโหมเมื่อ 15 พฤศจิกายน ศกเดียวกัน การส่งมอบนั้น กระทรวงกลาโหมจ่ายค่าครุภัณฑ์เครื่องใช้ที่กรมรถไฟหลวงมอบแก่กองเสนารักษ์ 52, 717.12 บาท

เมื่อยกเลิกกิจการ กรมรถไฟหลวง ย้ายข้าราชการบางส่วนไปโรงแรมรถไฟหัวหินและโรงแรมราชธานี อีกส่วนเลิกจ้างโดยจ่ายเงินล่วงหน้า 1 เดือน ยกเลิกสัญญาเช่าต่างๆ และบอกงดกิจกรรมต่างๆ หนังสือ “พระราชวังพญาไท” ยังอ้างอิงเอกสารหอจดหมายเหตุแห่งชาติ สร. 0201.30/11เรื่องทรัพย์สินของโฮเต็ลพญาไทที่ขาดหายและถูกยักยอกไป พ.ศ. 2477-2484 อีกว่า เมื่อตรวจสอบสะสางบัญชีจึงพบทรัพย์สินขาดหายถูกยักยอก เช่น เครื่องกระป๋อง เหล้า บุหรี่ ขาดหายไปมูลค่า 19,966 บาท เงินสดขาดหายไป 16,829 บาท รวม 36,795 บาท ผู้ยักยอกทรัพย์ถูกศาลพิพากษาจำคุก 2 ปี แต่ไม่พบหลักฐานว่าผู้บังคับบัญชาที่ทำงานหละหลวมทำการทุจริตแต่อย่างใด

อ้างอิง:

แพทย์หญิงกรรณิการ์ ตันประเสริฐ. พระราชวังพญาไท ในวันวารห้าแผ่นดิน. กรุงเทพฯ : มติชน, 2553.

โรม บุนนาค. บันทึกแผ่นดิน ชุด ตำนานทุ่งกลางกรุง. กรุงเทพฯ : สยามบันทึก, 2553.

แก้ไขปรับปรุงเนื้อหาในออนไลน์เมื่อ 1 เมษายน 2563

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...