โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

'พระเจดีย์อิสรภาพ' และพล็อตการประกาศอิสรภาพของพระนเรศวร กับการต่อต้านคอมมิวนิสต์

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 11 ธ.ค. 2564 เวลา 16.14 น. • เผยแพร่ 11 ธ.ค. 2564 เวลา 16.14 น.
จิตรกรรมโคลงภาพพระราชพงศาวดารตอน “สงครามยุทธหัตถีระหว่างสมเด็จพระนเรศวรมหาราชกับสมเด็จพระมหาอุปราชา” เขียนโดย หลวงพิศณุกรรม (เล็ก) ในสมัยรัชกาลที่ 5 (ภาพจากหนังสือ “จิตรกรรมและประติมากรรมแบบตะวันตกในราชสำนัก เล่ม 2”)

เมื่อครั้งสร้างพระเจดีย์อิสรภาพฯ มีเรื่องเล่า : ว่าด้วยพล็อต การประกาศอิสรภาพ .. 2127 กับการต่อต้านคอมมิวนิสต์ในจังหวัดเพชรบูรณ์

อารัมภบท

เรื่องเล่าของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช กษัตริย์แห่งอาณาจักรอยุธยา ถูกผลิตซ้ำในสังคมไทยออกมาหลาหลายรูปแบบ ตั้งแต่ประวัติศาสตร์นิพนธ์ เช่น พระนิพนธ์ของเจ้านาย ตำราเรียนรัฐ งานเขียนของนักวิชาการประวัติศาสตร์ ฯลฯ ไปจนถึงวัฒนธรรมสมัยนิยม(popular culture) เพื่อความบันเทิงรูปแบบใหม่ ๆ เช่น ละคร ภาพยนตร์ เพลง แอนิเมชั่น หนังสือการ์ตูน ฯลฯ แต่ทว่ารูปแบบหนึ่งที่ทรงพลังแก่การสร้างความรับรู้ต่อผู้คนที่พบเห็น คือ อนุสาวรีย์ หรือปูชนียสถานอันเกี่ยวข้องกับศาสนาพุทธ ซึ่งตั้งตระหง่านใหญ่โตอยู่กลางพื้นที่สาธารณะ มีการเคารพบูชาขอพรเนื่องในโอกาสต่าง ๆ รวมถึงเป็นสถานที่ที่ให้หน่วยงานของรัฐทำพิธีกรรมในวันสำคัญที่เกี่ยวข้องกับพระองค์

กระบวนการประกอบสร้างเรื่องเล่าสมเด็จพระนเรศวรโดยรัฐไทย เริ่มต้นอย่างจริงจังนับตั้งแต่มีการสร้างพระบรมราชานุสรณ์ดอนเจดีย์ จังหวัดสุพรรณบุรี เสร็จสมบูรณ์เมื่อ พ.ศ. 2502 ในสมัยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์(พ.ศ. 2501-2506) ซึ่งผู้เขียนเรียกกระบวนการนี้ว่า‘กรอบโครงการประวัติศาสตร์ราชาชาติไทย’ อันหมายถึง กลไกที่รัฐทั้งส่วนกลางและส่วนท้องถิ่นใช้พล็อตเรื่องเล่าในประวัติศาสตร์แบบราชาชาตินิยม[1] มาสถาปนาลงในพื้นที่ต่าง ๆ ของประเทศไทย ผ่านรูปแบบอนุสาวรีย์ ปูชนียสถาน หรือวัตถุในรูปแบบต่าง ๆ อันก่อให้เกิดสภาวะของการถือครองอำนาจนำ(hegemony) ของอภิมหาเรื่องเล่า(metanarrative) ที่ครอบงำประวัติศาสตร์ท้องถิ่น หรือยึดกุมอุดมการณ์ทางประวัติศาสตร์และการเมืองของพื้นที่ที่ได้เข้าไปสร้าง ส่งผลให้พื้นที่แห่งนั้นถูกจดจำภายใต้ความทรงจำร่วมใหม่(new collective memory) ที่ไม่ได้มาจากท้องถิ่นเองโดยตรง

อุดมการณ์ทางประวัติศาสตร์ที่แฝงอยู่ภายในเรื่องเล่าของสมเด็จพระนเรศวรจึงไม่ใช่การบอกเล่าพล็อตประวัติศาสตร์แบบราชาชาตินิยมเท่านั้นแต่อุดมการณ์ทางการเมืองของรัฐในบริบทของปีที่สร้างมีส่วนสำคัญต่อการเลือกพื้นที่ที่จะสถาปนาเรื่องเล่าของพระองค์ลงไปเช่นกัน

ดังนั้น เพื่อเป็นการรำลึกถึงวันสำคัญที่เกี่ยวข้องกับสมเด็จพระนเรศวร2 วัน คือ วันที่25 เมษายน ครบรอบ415 ปี แห่งการเสด็จสวรรคต(พ.ศ. 2148) และวันที่26 เมษายน ครบรอบ436 ปี แห่งการประกาศอิสรภาพ(พ.ศ. 2127) บทความนี้จึงมุ่งเสนอกรณีศึกษาของการประกอบสร้างเรื่องเล่าสมเด็จพระนเรศวรในจังหวัดเพชรบูรณ์ คือ‘พระเจดีย์อิสรภาพ อนุสรณ์สมเด็จพระนเรศวรมหาราช อำเภอเขาค้อ ซึ่งได้แปรเรื่องเล่าของสมเด็จพระนเรศวรในฐานะวีรบุรุษที่ต่อสู้กับศัตรูเฉพาะในพล็อตประวัติศาสตร์แบบราชาชาตินิยมไปสู่การเป็นวีรบุรุษที่ต่อต้านภัยคุกคามของรัฐไทยยุคสงครามเย็นนั่นคือ‘คอมมิวนิสต์’

อุปมาดั่งกองทัพของสมเด็จพระนเรศวรบุกปราบอริราชศัตรู

ในหลายพื้นที่บริเวณภาคเหนือของประเทศไทยช่วงทศวรรษ2510–2520 เป็นสมรภูมิการสู้รบระหว่างกองทัพภาคที่3 กับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย(พคท.) ส่วนใหญ่กองทัพภาคที่3 ที่พรั่งพร้อมด้วยสรรพกำลังอาวุธ จากการสนับสนุนอย่างแข็งขันโดยรัฐ จะเป็นฝ่ายบุกโจมตียังฐานที่มั่นของ พคท. โดยสมรภูมิที่สำคัญบริเวณจังหวัดเพชรบูรณ์ ได้แก่ ฐานที่มั่นภูหินร่องกล้า บริเวณรอยต่อ3 จังหวัด พิษณุโลก-เพชรบูรณ์-เลย และฐานที่มั่นเขาค้อ[3]

ยุทธการต่าง ๆ ของกองทัพภาคที่3 ที่ถูกบันทึกเป็น‘เกียรติประวัติการต่อสู้เพื่อเอาชนะคอมมิวนิสต์ บริเวณจังหวัดเพชรบูรณ์ เช่น‘ยุทธการสามชัย’ เป็นการฝึกร่วมปฏิบัติจริงของ3 เหล่าทัพ คือ กองทัพบก กองทัพเรือ และกองทัพอากาศ ประจำปี2516 (แต่เริ่มปฏิบัติการตั้งแต่เดือน พ.ย.-ธ.ค. 2515) ในการโจมตีบริเวณรอยต่อ3 จังหวัดดังที่กล่าวไปข้างต้น ผลของปฏิบัติการได้รับการบันทึกอย่างภาคภูมิว่า“…เจ้าหน้าที่สามารถทำลายระบบเศรษฐกิจของ ผกค. (ผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์–ผู้เขียน) ได้อย่างสิ้นเชิง…”[4]

อีกหนึ่งยุทธการสำคัญ คือ‘ยุทธการผาเมืองเผด็จศึก เริ่มปฏิบัติการตั้งแต่เดือน ม.ค.-พ.ค. 2524 มีเป้าหมายมุ่งทำลายฐานที่มั่นเขาค้อ เนื่องจากเป็นพื้นที่อุดมสมบูรณ์ ทำให้สมาชิก พคท. เขตเขาค้อไม่มีความอดอยาก ผลของปฏิบัติการนั้นทำให้“…เจ้าหน้าที่สามารถทำลายกำลังติดอาวุธฐานที่มั่นของ ผกค.เขตเขาค้อลงได้อย่างสิ้นเชิงทำให้ ผกค.ไม่สามารถกลับมามีอิทธิพล และจัดตั้งเป็นกองกำลังได้อีก ผกค.ในพื้นที่อื่น ๆ หมดกำลังใจในการสู้รบ และขอมอบตัวในที่สุด…”[5]

ชัยชนะอันภาคภูมิต่อกองทัพภาคที่3 ได้รับการบันทึกไว้เป็นเกียรติประวัติอันสูงส่งนี้ อุปมาได้ว่า กองทัพภาคที่3 เปรียบได้กับ‘กองทัพของสมเด็จพระนเรศวร’ เนื่องจากกองทัพนี้ได้พยายามผูกตัวเองเข้ากับเรื่องเล่าสมเด็จพระนเรศวร อย่างกรณีที่มีส่วนในการสร้างศาลสมเด็จพระนเรศวรมหาราช จังหวัดพิษณุโลกเมื่อ พ.ศ. 2505[6] อันเป็นสถานที่เสด็จพระราชสมภพของพระองค์

กรณีการติดป้ายชื่อก็มีความสำคัญ ที่ตั้งของกองบัญชาการกองทัพภาคที่3 จังหวัดพิษณุโลก ใช้ชื่อว่า‘ค่ายสมเด็จพระนเรศวรมหาราช’ และป้ายชื่อของกองบัญชาการช่วยรบที่3 ซึ่งสังกัดอยู่ภายใต้กองทัพภาคที่3 ใช้ชื่อว่า‘ค่ายสมเด็จพระเอกาทศรถ พระอนุชาของสมเด็จพระนเรศวร โดยมีการให้เหตุผลว่า“…ภารกิจความรับผิดชอบและการดำเนินงานของ บชร.3 (กองบัญชาการช่วยรบที่3–ผู้เขียน) ที่กระทำต่อ กองทัพภาคที่3 เป็นไปในลักษณะการช่วยเหลือเกื้อกูลให้ กองทัพภาคที่3 มีความแกร่งกล้าสามารถทำการรบได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่ง… คล้ายกันกับที่ สมเด็จพระเอกาทศรถทรงปฏิบัติต่อสมเด็จพระนเรศวรมหาราช”[7]

หรือแม้กระทั่งเหรียญกล้าหาญที่ได้รับพระราชทานจากการปราบปรามคอมมิวนิสต์ ก็เป็นภาพสมเด็จพระนเรศวรทรงพระคชาธารออกศึก[8] กระบวนการร้อยรัดเรื่องเล่าของสมเด็จพระนเรศวรเข้ากับกองทัพภาคที่3 เหล่านี้ บอกเป็นนัยว่า การปราบปราม พคท. ในช่วงเวลานั้น ไม่ต่างจากที่สมเด็จพระนเรศวรทรงนำทัพปราบปรามอริราชศัตรูตามพล็อตประวัติศาสตร์ราชาชาตินิยม

กลไกการประกอบสร้างแบบนี้เกิดขึ้นได้เพราะมีตัวแปรสำคัญ คือ สถาบันพระมหากษัตริย์ ที่ทรงมีบทบาททั้งเสด็จฯ เป็นประธานในพิธีเปิดศาลสมเด็จพระนเรศวรมหาราช จังหวัดพิษณุโลก[9] การพระราชทานชื่อค่าย ตลอดจนพระราชทานเหรียญกล้าหาญ นับเป็นการใช้พระราชอำนาจนำ’ (royal hegemony) มาช่วยขับเน้นให้อำนาจนำ’ (hegemony) ของเรื่องเล่าสมเด็จพระนเรศวรทรงพลังต่อการผลิตซ้ำวาทกรรมการปราบปรามคอมมิวนิสต์โดยกองทัพของสมเด็จพระนเรศวร มากยิ่งขึ้น

การประกาศอิสรภาพ ในฐานะพล็อตของเรื่องเล่าชุดหนึ่ง

สำหรับธงชัย วินิจจะกูล ความรู้ทางประวัติศาสตร์แยกไม่ออกจากเรื่องเล่าและลำดับเหตุการณ์ ที่จำเป็นต้องมีพล็อตหรือโครงเรื่อง(plot) มากำกับ โดยพล็อตนั้นเป็นกลไกพื้นฐานของเรื่องราว มีการกำหนดจุดเริ่ม-กลาง-จบ ของเรื่องเล่าทางประวัติศาสตร์[10] เรื่องเล่าของสมเด็จพระนเรศวรที่แพร่หลายในสังคมไทยก็ย่อมมีพล็อตมากำกับเนื้อเรื่องด้วยเช่นกัน

เมื่อสืบย้อนไปหาประวัติศาสตร์นิพนธ์สักเรื่องหนึ่งที่อธิบายเรื่องราวของสมเด็จพระนเรศวรไว้อย่างสมบูรณ์แบบ คงจะปฏิเสธพระนิพนธ์ของสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพเรื่อง‘พระประวัติสมเด็จพระนเรศวรมหาราช[11] ไปไม่ได้ ด้วยเหตุที่มีการเล่าเรื่องของสมเด็จพระนเรศวรตลอดพระชนม์ชีพของพระองค์ ไม่ใช่การเล่าแต่เฉพาะฉากสำคัญ

เมื่อลองใช้มุมมองแบบเฮเดน ไวท์ นักประวัติศาสตร์ชาวอเมริกัน[12] มาพิจารณาพล็อตที่แฝงอยู่พระนิพนธ์เรื่องนี้พบว่า มีการวางพล็อตแบบสุขนาฏกรรม(comic) ที่เริ่มจากการท้าทายจากหงสาวดี การโต้กลับจากอยุธยา และจบการแก้ปัญหาที่มีมาแต่ต้นเรื่องจนบรรลุความสำเร็จ[13]

ฉาก การประกาศอิสรภาพ’ ที่ปรากฏในงานสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงฯ อยู่ในช่วงพล็อตของ‘การโต้กลับจากอยุธยา’ จากที่เคยตกเป็นเมืองขึ้นของหงสาวดีตั้งแต่ พ.ศ. 2112 สมเด็จพระนเรศวรทรงประกาศอิสรภาพใน พ.ศ. 2127 ณ เมืองแครง[14] เพื่อปลดปล่อยชาวไทยที่ถูกย่ำยีจากพม่า และยืนยันความเป็นเอกราชของชาติไทย(ตามนิยามประวัติศาสตร์แบบราชาชาตินิยม)

จากความหมายที่ปรากฏในพล็อตนี้จะเห็นว่านัยยะของการประกาศอิสรภาพ จะสำแดงพลังต่อการรับรู้ของผู้คนได้ต้องมีศัตรูตัวฉกาจมารองรับพล็อตนี้เสมอนี่จึงเป็นเหตุผลสำคัญที่พล็อตการประกาศอิสรภาพ จะได้รับการตีความใหม่ภายใต้บริบทยุคสงครามเย็นที่คอมมิวนิสต์กำลังคุกคามอธิปไตยของชาติไทย

พระเจดีย์(เพื่อ) อิสรภาพฯ กับการใช้หลักศาสนาพุทธต่อต้านคอมมิวนิสต์

กระบวนการสร้าง‘พระเจดีย์อิสรภาพ อนุสรณ์สมเด็จพระนเรศวรมหาราช’ ตำบลแคมป์สน อำเภอเขาค้อ จังหวัดเพชรบูรณ์ เกิดขึ้นระหว่าง พ.ศ. 2518–2534 ภายใต้ดำเนินการของสำนักค้นคว้าทางวิญญาณ โดยมีอาจารย์พร รัตนสุวรรณ เป็นผู้นำคนสำคัญ

เรื่องเล่าที่ปรากฏในการสร้าง‘พระเจดีย์อิสรภาพฯ นี้ ผูกพันกับความเชื่อโลกของวิญญาณเป็นสำคัญ เนื่องจากเรื่องเล่าระหว่างกระบวนการสร้างตั้งแต่ก่อนเริ่มจนถึงหลังเสร็จสมบูรณ์ ส่วนใหญ่เป็นการเล่าโดยศรีเพ็ญ จัตุทะศรี ที่เขียนใน‘บันทึกการติดต่อสมเด็จพระนเรศวรมหาราช จำนวน9 เล่ม/ตอน(ภายหลังถูกนำมาจัดพิมพ์ร่วมเป็นเล่มเดียวกัน ความหนา1,000 กว่าหน้าเมื่อ พ.ศ. 2560) ภายในบันทึกเหล่านี้ จะพบว่า มีอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์มากมายกับอยู่ในเรื่องเล่า

สำนักค้นคว้าทางวิญญาณ เป็นเจ้าของโรงพิมพ์วิญญาณที่ก่อตั้งเมื่อ พ.ศ. 2508 ผลิตหนังสือเกี่ยวกับศาสนาพุทธและความเชื่อเกี่ยวกับวิญญาณมากมาย ตัวของอาจารย์พรเองมีเครือข่ายที่กว้างขวางในวงการพระศาสนา ทั้งมหาจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัยและหน่วยงานอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งสื่อมวลชน ส่วนตัวของศรีเพ็ญ ได้ชื่อว่าเป็นลูกศิษย์คนสำคัญของอาจารย์พร มีพรสวรรค์ในการฝึกสมาธิขั้นสูงจนสามารถติดต่อกับโลกวิญญาณ และอัญเชิญดวงวิญญาณเข้ามาประทับร่างทรงได้ โดยหนึ่งในบุคคลที่ศรีเพ็ญสามารถติดต่อได้ คือ สมเด็จพระนเรศวร[15]

เท่ากับว่าภูมิหลังของกลุ่มผู้สร้างพระเจดีย์อิสรภาพฯ ถูกกำกับไว้ด้วยเรื่องเล่าเหนือธรรมชาติที่คนธรรมดาไม่มีวันเข้าถึงได้เรื่องเล่าของเหตุที่ต้องสร้างสิ่งซึ่งเป็นองค์ประกอบต่างรอบองค์พระเจดีย์ฯตลอดจนการประกอบพิธีกรรมอันหลากหลายในช่วงเวลาที่ก่อสร้างอยู่นั้นล้วนมาจากสมเด็จพระนเรศวรทรงรับสั่ง ทั้งสิ้น

วาทกรรม‘สมเด็จพระนเรศวรทรงรับสั่ง’ ที่แฝงฝังอยู่ภายในเรื่องเล่าชุดนี้ ปรากฏให้เห็นตั้งแต่ก่อนการสร้างใน พ.ศ. 2517 ดังที่ทรงรับสั่งว่า“…สงครามครั้งนี้ใหญ่หลวงนัก เทียบเท่ากับสงครามยุทธหัตถีทีเดียว…”[16] จากคำกล่าวนี้เองจึงได้มีการเริ่มสร้าง‘พระเจดีย์อิสรภาพฯ’ ในปีถัดมา ทั้งยังทรงออกแบบองค์พระเจดีย์ โดยให้“…เจดีย์นี้ให้เป็นเจดีย์ร่วมสมัยให้ฐานเป็นอยุธยา ตอนกลางเป็นสุโขทัย และยอดเป็นต้นรัตนโกสินทร์…”[17] 

ส่วนเหตุผลที่ต้องเลือกสร้างในพื้นที่นี้ เนื่องจากอยู่บนเทือกเขารอยต่อ3 จังหวัด พิษณุโลก–เพชรบูรณ์–เลย และ“…สถานที่นี้คือหัวใจของประเทศ เป็นจุดศูนย์กลางของประเทศ…”[18]

เมื่อพิจารณาเหตุผลในการเลือกสถานที่สร้าง และคำว่า‘อิสรภาพ ที่กำกับชื่อของพระเจดีย์ฯ อาจมีนัยสำคัญเกี่ยวข้องกับพื้นที่บริเวณนี้เป็นฐานที่มั่นสำคัญของ พคท. และเป็นการมุ่ง‘ประกาศอิสรภาพ เหมือนครั้งที่สมเด็จพระนเรศวรทรงกระทำใน พ.ศ. 2127 ตามพล็อตประวัติศาสตร์แบบราชาชาตินิยม

ในบันทึกเล่มนี้ยังเผยให้เห็นถึงการรณรงค์อย่างแข็งขันต่อการปราบปรามคอมมิวนิสต์ตามหลักศาสนาพุทธ ดังเช่น บทบาทของศิริ พุธศุกร์ หนึ่งในปัญญาชนของสำนักค้นคว้าทางวิญญาณ ซึ่งได้ปาฐกถาเรื่อง“ท่านถือศาสนาอะไร” เมื่อครั้งที่ทำพิธีวางศิลาฤกษ์องค์พระเจดีย์ฯ พ.ศ. 2518 ดังความตอนหนึ่งว่า“…ถ้าคิดว่าชาวพุทธจะฆ่าฟันใครเพื่อป้องกันชาติไม่ได้แล้ว ก็หมายความว่าพระมหากษัตริย์ผู้ประเสริฐของเราแต่ครั้งโบราณ เช่น สมเด็จพระนเรศวรเป็นเจ้า… ก็จะเป็นชาวพุทธไม่ได้เลย และท่านเหล่านั้นที่ได้หลั่งเลือดชะดินเพื่อให้เราได้อยู่ด้วยความเป็นไทยจนถึงทุกวันนี้…”[19]

จากนั้นมีการกล่าวโจมตี‘ศาสนาคอมมูนิสต์’ ว่า‘ลัทธิวัตถุนิยมแอนตี้ศาสนา’ แท้จริงแล้วคือ“…ศาสนาใหม่อีกศาสนาหนึ่ง… จะต้องอุทิศชีวิตร่างกายและจิตใจทั้งหลาย เพื่อให้บรรลุอุดมการณ์ของเขาคือการครองโลก ไม่ว่าจะต้องใช้วิธีการอันสกปรกเลวร้ายหรือทารุณ… ศาสดาของเขาจะเป็นเลนิน(วลาดิเมียร์ เลนิน–ผู้เขียน) หรือเมา(เหมาเจ๋อตง–ผู้เขียน) ก็ตาม เขาถือว่าเป็นสัพพัญญู และโลกวิทู รู้อะไรหมดทุกอย่าง ทำอะไรถูกหมดทุกอย่าง”[20]

ศิริผู้นี้ยังได้เขียนบทความวิพากษ์ พคท. อีกครั้งใน พ.ศ. 2529 ดังความตอนหนึ่งที่กล่าวถึงการที่ต้องฆ่าคนไทยที่เป็นคอมมิวนิสต์ว่า“…ผู้ที่ต้องคอยตัดสินใจสั่งให้คนไทยฆ่าคนไทยด้วยกัน… คงจะต้องปวดร้าวหัวใจไม่น้อยเลย แต่จะทำอย่างไรได้ในเมื่อมันเป็นความจำเป็นที่จะต้องเสียสละคนไทยจำนวนหนึ่ง เพื่อรักษาคนไทยและชาติไทยอันเป็นส่วนใหญ่กว่าให้อยู่รอดต่อไปได้ ทั้งนี้คงเป็นเช่นเดียวกับการกู้ชาติของสมเด็จพระนเรศวร ฯ เป็นเจ้า… พระองค์ก็คงจะต้องฝืนพระทัยฆ่าคนไทยจำนวนหนึ่งที่ไม่ยอมอ่อนน้อมร่วมมือด้วย การกระทำเช่นนี้ก็คงจะเป็นทำนอง“ไทยฆ่าไทยเพื่อให้ไทยอยู่รอด”…”[21]

แนวคิดของศิริที่ปรากฏออกมานี้ เป็นตัวอย่างสำคัญของการใช้หลักศาสนาพุทธบ่อนเซาะทำลายความชอบธรรมของอุดมการณ์ทางการเมืองแบบคอมมิวนิสต์ ในบันทึกที่รวบรวมไว้กว่าพันหน้านี้ เราจะพบตัวบทอีกมากมายที่โจมตีคอมมิวนิสต์ทั้งทางตรงและทางอ้อม

ในช่วงท้ายของการสร้างเมื่อ พ.ศ. 2533 ศรีเพ็ญ จัตุทะศรี เล่าว่าสมเด็จพระนเรศวรทรงรับสั่งให้มอบ‘พระเจดีย์อิสรภาพฯ’ ให้แก่กองทัพไทย“…เพราะกองทัพมีหน้าที่รักษาอิสรภาพ เอกราช อธิปไตยของชาติ… จากนั้นก็จะเป็นเรื่องของกองทัพในอันที่จะทูลเชิญพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินสวมฉัตรเก้าชั้นยอดนภศูล เหนือองค์พระเจดีย์อิสรภาพ ฯ…” (แหล่งเดิม : 903) พิธีการมอบ  ‘พระเจดีย์อิสรภาพฯ’ ให้แก่กองทัพไทยจึงเกิดขึ้นในเดือนมีนาคมปีนั้น พร้อมด้วยสักขีพยานจากตัวแทนหน่วยงานของรัฐ รวมทั้งกองทัพภาคที่3[22]

ครั้นถึงวันที่14 สิงหาคม พ.ศ. 2533  พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่9 โปรดฯ ให้สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช สยามมกุฎราชกุมาร เสด็จพระราชดำเนินแทนพระองค์มาเป็นประธานในพิธีสวมฉัตร9 ชั้น ยอดนภศูล[23] เมื่อพิจารณาในมุมมองการสถาปนาอำนาจนำของเรื่องเล่าสมเด็จพระนเรศวรลงในพื้นที่แห่งนี้ การเสด็จมาของสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ ทำให้เรื่องเล่าที่สำนักค้นคว้าทางวิญญาณอุตสาหะทำการก่อรูปมาทั้งในทางรูปธรรมและนามธรรมได้รับการผูกพันเข้ากับพระราชอำนาจนำของสถาบันพระมหากษัตริย์ และทำให้‘พระเจดีย์อิสรภาพฯ’ ซึ่งแต่เดิมไม่มีความเกี่ยวข้องกับชนชั้นนำ ได้รับการผลิตสร้างความหมายใหม่ ในฐานะสถานที่ที่ชนชั้นนำได้มีส่วนประกอบสร้างเรื่องเล่าชุดนี้ขึ้นมา

เป็นไทแก่ตัวเมื่อประกาศอิสรภาพ จากคอมมิวนิสต์

กรณีการสร้าง‘พระเจดีย์อิสรภาพฯ สามารถสรุปประเด็นสำคัญได้2 ด้าน ได้แก่ ด้านแรก เกี่ยวกับ‘พระเจดีย์อิสรภาพฯ โดยตรง เราจะพบการเปลี่ยน‘เจ้าของ’ จากผู้สร้าง คือ สำนักค้นคว้าทางวิญญาณไปสู่กองทัพไทย อันเป็นหน่วยงานที่ได้มีกระบวนการเชื่อมโยงเรื่องเล่าสมเด็จพระนเรศวรมาสู่การเป็นสัญลักษณ์ของกองทัพนับแต่ทศวรรษ2490[24] ในแง่นี้อาจกล่าวได้ว่า วัตถุของสมเด็จพระนเรศวรชิ้นนี้ได้กลับคืนสู่ผู้ยึดกุมวาทกรรมสมเด็จพระนเรศวรอย่างแท้จริง

ในอีกด้าน เกี่ยวกับนัยยะของคำว่า‘อิสรภาพ’ ที่สัมพันธ์กับบริบทยุคสงครามเย็น จากที่อธิบายมาทั้งหมด ตั้งแต่การปะทะของกองทัพภาคที่3 กับ พคท. ในพื้นที่จังหวัดเพชรบูรณ์ ไปจนถึงการสร้าง‘พระเจดีย์อิสรภาพฯ ล้วนมีความเชื่อมโยงกันในแง่ของบทบาทการต่อต้านคอมมิวนิสต์ กองทัพภาคที่3 ใช้กำลังอาวุธ ส่วนสำนักค้นคว้าทางวิญญาณใช้หลักศาสนาพุทธในการโจมตี

ดังนั้น พล็อต‘ประกาศอิสรภาพ จึงไม่ใช่แค่คำที่กล่าวถึงฉากสำคัญใน พ.ศ. 2127 ตามโครงเรื่องประวัติศาสตร์ราชาชาตินิยม แต่ทว่าได้กลายเป็นการเมืองของความทรงจำที่จับปรับแต่ง‘อิสรภาพ’ ให้เข้ากับบริบทยุคสงครามเย็นขณะนั้น ยามที่รัฐไทยมีความกังวลว่าจะเป็นโดมิโนตัวต่อไปที่จะถูกคอมมิวนิสต์เข้าปกครอง ด้วยภาวะความหวาดกลัวเช่นนี้ โดยเฉพาะกับฝ่ายที่มีอุดมการณ์ทางการเมืองแบบกษัตริย์นิยม อนุรักษ์นิยม รวมถึงผู้ยึดถือในคัมภีร์ศาสนาพุทธ จึงต้องทำการต่อต้านด้วยวิธีการต่าง ๆ เพื่อให้ความหมายของอุดมการณ์ทางการเมืองแบบคอมมิวนิสต์ลบเลือนไป

มิติโลกวิญญาณอันศักดิ์สิทธิ์ที่ไม่สามารถตรวจสอบได้ กลายเป็นเกราะคุ้มกันของเรื่องเล่าชุดนี้ที่ใช้ประกอบสร้างความหมายของ‘พระเจดีย์อิสรภาพฯ’ ให้ดำรงอยู่อย่างยืนยงถึงปัจจุบัน ผู้เขียนขอจบบทความนี้ด้วยคำกล่าวตอนหนึ่งของศรีเพ็ญ จัตุทะศรี เพื่อตอบข้อกังขาเกี่ยวกับการที่‘สมเด็จพระนเรศวรทรงรับสั่ง’ ให้ทำสิ่งต่าง ๆ ว่า

“…สุดแล้วแต่ว่าพระองค์จะรับสั่งให้ทำอย่างไรก็ต้องเป็นไปตามนั้น เพราะพระเจดีย์อิสรภาพ ฯ คือสัญลักษณ์ของบ้านเมือง พระเจดีย์อิสรภาพ ฯ นี้คือศูนย์รวมพลังอย่างแท้จริง ข้าพเจ้าเชื่อเช่นนี้อย่างสนิทใจ ไม่มีอะไรคลางแคลง และก็ต้องยอมรับอย่างหน้าชื่นว่างมงาย เมื่อจะถูกกล่าวหาจากปัญญาชน เพราะข้าพเจ้าอธิบายเหตุผลด้วยตัวเองไม่ได้ แต่ก็รู้อยู่แก่ใจว่า ทั้งหมดนี้เป็นประสบการณ์ที่ข้าพเจ้าได้ประสบมาอย่างแท้จริง ซึ่งควรจะต้องบันทึกไว้”[25]

อ้างอิง :

[1] ธงชัย วินิจจะกูล. (2559). โฉมหน้าราชาชาตินิยม: ว่าด้วยประวัติศาสตร์ไทย. หน้า5–19.

[2] ปิยวัฒน์ สีแตงสุก; และชาติชาย มุกสง. (2562). การประกอบสร้างเรื่องเล่าสมเด็จพระนเรศวรมหาราชให้เป็นความทรงจำร่วมใหม่ของท้องถิ่นหนองบัวลำภูภายใต้กรอบโครงการประวัติศาสตร์ราชาชาติไทยทศวรรษ2500–2510. ใน โครงการจัดประชุมวิชาการระดับชาติ เวทีวิจัยมนุษยศาสตร์ไทย ครั้งที่13 “ภูมิภาคนิยมและท้องถิ่นนิยมสมัยใหม่ในโลกไร้พรมแดน”. หน้า170–187. มหาสารคาม: คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม. 

[3] ถนอม วัชรพุทธ, พล.ต., และคนอื่น ๆ. ม.ป.ป. ประวัติกองทัพภาคที่3. หน้า152.

[4] แหล่งเดิม. หน้า160.

[5] แหล่งเดิม. หน้า160–162.

[6] สำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ. ศธ. 070142/60 เชิญชวนบริจาคเงินสร้างศาลสมเด็จพระนเรศวรมหาราชจังหวัดพิษณุโลก[พ.ศ. 2503]

[7] ถนอม วัชรพุทธ, พล.ต., และคนอื่น ๆ. ม.ป.ป. ประวัติกองทัพภาคที่3. หน้า100.

[8] แหล่งเดิม. หน้า192–212.

[9] สำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ. เอกสารจดหมายเหตุลายลักษณ์ กระทรวงศึกษาธิการ(4) ศธ2.4.1/27 เรื่องสถานที่สำคัญเกี่ยวกับการพระราชสงคราม และเรื่องทรงบำเพ็ญพระราชกุศลบวงสรวงสมเด็จพระนเรศวรมหาราช[ 13 ม.ค. 2512 – 26  ก.พ. 2514 ]

[10] ธงชัย วินิจจะกูล. (2562). ออกนอกขนบประวัติศาสตร์ไทย: ว่าด้วยประวัติศาสตร์นอกขนบและวิธีวิทยาทางเลือก. หน้า198–199.

[11] ดำรงราชานุภาพ, สมเด็จฯ กรมพระยา. (2493). พระประวัติสมเด็จพระนเรศวรมหาราช. พระนคร: กรมศิลปากร. (ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พิมพ์พระราชทานในงานถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล)

[12] White, Hayden. (1975). Metahistory: the historical imagination in nineteenth–century Europe. Baltimore, Maryland: The Johns Hopkins University Press.

[13] เรย์โนลด์ส, เครก เจ. (2550). เจ้าสัว ขุนศึก ศักดินา ปัญญาชน และคนสามัญ: รวมบทความประวัติศาสตร์ของเครก เจ. เรย์โนลด์ส. หน้า216.

[14] ดำรงราชานุภาพ, สมเด็จฯ กรมพระยา. (2493). เล่มเดิม. หน้า53–54.

[15] ศรีเพ็ญ จัตุทะศรี. (2560). ประวัติการก่อสร้าง พระเจดีย์อิสรภาพ อนุสรณ์สมเด็จพระนเรศวรมหาราช ตำบลแคมป์สน อำเภอเขาค้อ จังหวัดเพชรบูรณ์. ไม่ปรากฏเลขหน้า.

[16] แหล่งเดิม. หน้า17–18.

[17] แหล่งเดิม. หน้า49.

[18] แหล่งเดิม. หน้า619.

[19] แหล่งเดิม. หน้า97.

[20] แหล่งเดิม. หน้า97–98.

[21] แหล่งเดิม. หน้า706.

[22] แหล่งเดิม. หน้า917–930.

[23] แหล่งเดิม. หน้า938.

[24] เฉลิมพล แซ่กิ้น.  (2550).  พระนเรศวร: วาทกรรมจากอดีตที่แปรเปลี่ยนไปสู่วาทกรรมเชิงสัญลักษณ์แห่งกองทัพบกไทย.  วิทยานิพนธ์รัฐศาสตรมหาบัณฑิต, จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. กรุงเทพฯ.

[25] ศรีเพ็ญ จัตุทะศรี. (2560). เล่มเดิม. หน้า161.

บรรณานุกรม :

เฉลิมพล แซ่กิ้น.  (2550).  พระนเรศวร: วาทกรรมจากอดีตที่แปรเปลี่ยนไปสู่วาทกรรมเชิงสัญลักษณ์แห่งกองทัพบกไทย.  วิทยานิพนธ์รัฐศาสตรมหาบัณฑิต, จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. กรุงเทพฯ.

ดำรงราชานุภาพ, สมเด็จฯ กรมพระยา. (2493). พระประวัติสมเด็จพระนเรศวรมหาราช. พระนคร: กรมศิลปากร. (ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พิมพ์พระราชทานในงานถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล)

ถนอม วัชรพุทธ, พล.ต., และคนอื่น ๆ. ม.ป.ป. ประวัติกองทัพภาคที่3. พิษณุโลก: กองทัพภาคที่3.

ธงชัย วินิจจะกูล. (2559). โฉมหน้าราชาชาตินิยม: ว่าด้วยประวัติศาสตร์ไทย. นนทบุรี: ฟ้าเดียวกัน.

___. (2562). ออกนอกขนบประวัติศาสตร์ไทย: ว่าด้วยประวัติศาสตร์นอกขนบและวิธีวิทยาทางเลือก. นนทบุรี: ฟ้าเดียวกัน.

ปิยวัฒน์ สีแตงสุก; และชาติชาย มุกสง. (2562). การประกอบสร้างเรื่องเล่าสมเด็จพระนเรศวรมหาราชให้เป็นความทรงจำร่วมใหม่ของท้องถิ่นหนองบัวลำภูภายใต้กรอบโครงการประวัติศาสตร์ราชาชาติไทยทศวรรษ2500–2510. ใน โครงการจัดประชุมวิชาการระดับชาติ เวทีวิจัยมนุษยศาสตร์ไทย ครั้งที่13 “ภูมิภาคนิยมและท้องถิ่นนิยมสมัยใหม่ในโลกไร้พรมแดน”. หน้า170–187. มหาสารคาม: คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม. 

เรย์โนลด์ส, เครก เจ. (2550). เจ้าสัว ขุนศึก ศักดินา ปัญญาชน และคนสามัญ: รวมบทความประวัติศาสตร์ของเครก เจ. เรย์โนลด์ส. กรุงเทพฯ: มูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์.

ศรีเพ็ญ จัตุทะศรี. (2560). ประวัติการก่อสร้าง พระเจดีย์อิสรภาพ อนุสรณ์สมเด็จพระนเรศวรมหาราช ตำบลแคมป์สน อำเภอเขาค้อ จังหวัดเพชรบูรณ์. กรุงเทพฯ: มูลนิธิ พร รัตนสุวรรณ.

สำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ. เอกสารจดหมายเหตุลายลักษณ์ กระทรวงศึกษาธิการ(4) ศธ2.4.1/27 เรื่องสถานที่สำคัญเกี่ยวกับการพระราชสงคราม และเรื่องทรงบำเพ็ญพระราชกุศลบวงสรวงสมเด็จพระนเรศวรมหาราช[ 13 ม.ค. 2512 – 26  ก.พ. 2514 ]

___. ศธ. 070142/60 เชิญชวนบริจาคเงินสร้างศาลสมเด็จพระนเรศวรมหาราชจังหวัดพิษณุโลก[พ.ศ. 2503]

White, Hayden. (1975). Metahistory: the historical imagination in nineteenth–century Europe. Baltimore, Maryland: The Johns Hopkins University Press.

เผยแพร่เนื้อหาในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 27 เมษายน 2563

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...