จาก “อันดากับฟ้าใส” สู่ตัวตนปัจจุบันของ “อนันดา เอเวอร์ริ่งแฮม”
ย้อนกลับไปเมื่อปี พ.ศ. 2540 ใครจะไปรู้ว่าจากเด็กที่ถูกไล่ออกจากโรงเรียน โดนตำรวจจับใส่กุญแจข้อมือ จะได้มาแจ้งเกิดกับภาพยนตร์เรื่อง “อันดากับฟ้าใส” อันเป็นจุดกำเนิดของนักแสดงชายมากเสน่ห์และความสามารถคนนี้ “อนันดา เอเวอร์ริ่งแฮม”
“เขิน ถ้าให้ดูทุกวันนี้คือหัวเราะเลย” อนันดาในวัยสามสิบพูดถึงความรู้สึกถ้าจะต้องย้อนกลับไปดูผลงานเรื่องแรกของเขา “พอนึกกลับไปเหมือนเป็นอีกชาตินึงเลย มันเหมือนจากวันนั้นมาถึงวันนี้เราใช้ไปสิบชีวิตแล้ว แต่ไม่ได้เป็นในแง่ลบนะ คือมันไม่ได้รู้สึกไม่ดีกับมันเพราะมีแต่ความทรงจำดี ๆ”
แล้วก็เพราะความบังเอิญเป็นเหตุ…ชีวิตของผู้ชายที่ชื่ออนันดาจึงเปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง เพราะก่อนหน้าที่ครอบครัวจะส่งเขาไปเรียนโรงเรียนประจำได้ไม่นาน โอกาสสำคัญก็ก้าวเข้ามาในชีวิต
“บังเอิญ! บังเอิญเลย คือตอนนั้นผมถูกไล่ออกจากโรงเรียน เป็นเด็กเสิร์ฟในร้านที่พ่อเขาทำ คุณมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์เข้ามากินข้าวพอดี ในช่วงนั้นเขาจะปั้นนักแสดงส่งค่ายอยู่เรื่อย ๆ เขาก็ชักชวนเราไป ตอนนั้นก็ไม่เก็ทว่ามันคืออะไร แค่เราไม่อยากไปอินเดีย ไปอยู่โรงเรียนประจำในเขา ก็เลยให้คุณมิ่งขวัญคุยกับพ่อกับแม่ ทำไงก็ได้ให้ผมอยู่ในกรุงเทพฯ ผมก็เลยเซ็นสัญญาแล้วกลายเป็นรุ่นแรก ๆ ของค่ายอราทิส”
จากเด็กที่ต่อต้านสังคมและชอบการปลีกวิเวกไปทำอะไรคนเดียว การเป็นดาราจึงเป็นสิ่งที่ขัดแย้งกับตัวตนอนันดาอยู่ไม่น้อย อะไรที่ทำให้เขา “ยอม” ก้าวเข้าสู่โลกของการเป็นนักแสดงกัน?
“อยู่ดี ๆ เรามาทำงานในสายอาชีพที่ต้องอยู่กับคนเยอะ ๆ ทำให้เรากังวลเหมือนกัน ยันทุกวันนี้ก็ยังเป็น ถ้าต้องไปขึ้นเวทีเจอคนเยอะ ๆ ก็ยังเป็น ยังมีความอึดอัดอยู่ เพราะมันเป็นธรรมชาติของผม อาชีพนี้เลยเป็นอะไรที่โคตรขัดแย้งกับสิ่งที่ผมเป็น”
“เพียงแต่ว่าตอนนั้นเราก่อเรื่องไว้เยอะ มันเป็นข้อแลกเปลี่ยนว่าอถ้าอยากอยู่ในกรุงเทพฯ ไม่อยากเปลี่ยนโรงเรียน อยากมีเพื่อนกลุ่มเดิม คุณก็ต้องเปลี่ยนชีวิตและนี่คือตัวเลือกเดียวที่เรามี”
แต่ความบังเอิญนั้นก็ไม่ได้จบแค่ระลอกแรก เมื่อความบังเอิญระลอกสองส่งต่อเขาให้ได้เล่นหนังเรื่องแรกในเวลาอันสั้น
“บังเอิญในระยะเวลาที่สั้นมาก จะเชื่อในโชคชะตาก็ว่าได้ เขากำลังมีถ่ายหนังเรื่องที่สองของเขา หม่อมน้อยก็เข้ามาแคส แล้วก็ให้ผมไปแคส พอสัมภาษณ์เสร็จเขาก็ตกใจว่าเด็กคนนี้มันโกหกกูอยู่หรือเปล่า” เขาหัวเราะ “เพราะทำไมชื่อมันตรงกับตัวละคร (อันดามัน) เราเล่าเรื่องอะไรของเราก็ตรงกับตัวละครมาก ก็เลยโชคดีไปที่ได้เจอคนดี ๆ ตั้งแต่เข้าวงการ เพราะไม่ใช่ทุกคนที่ได้เข้ามาแล้วเจอรุ่นอาจารย์ รุ่นใหญ่ ๆ ที่เป็นนักแสดงตัวท็อปของบ้านเราในช่วงเวลานั้น”
คำถามของเราหลังจากนั้นคือการเป็นนักแสดงทำให้อนันดา เอเวอร์ริ่งแฮมเป็นผู้เป็นคนขึ้นไหม?
“แน่นอน คำนั้นเลย การเป็นนักแสดงทำให้เรารู้จักคุณค่าของความเป็นผู้เป็นคน คือผมเป็นคนไม่เชื่อในกฎเกณฑ์ของอะไรใด ๆ ทั้งสิ้น ถึงกระทั่งว่าตอนเด็กทุกวันจันทร์ผมไม่เรียน ใครบอกว่าเสาร์อาทิตย์เป็นสองวันที่หยุด ผมอยากหยุดวันจันทร์ด้วย” เขาหัวเราะอีกครั้ง
“แต่ตอนนี้มันก็มาด้วยความเข้าใจมากขึ้น เราก็รู้ว่าเราร่วมโลกกับคนอื่น โดยเฉพาะครอบครัว เพื่อน ผู้ใหญ่ การที่เราเป็นหมาป่าเดียวดายทำอะไรก็ได้ก็อาจจะไม่ใช่เสมอไป แต่มันก็ยังมีความรู้สึกนั้นอยู่ในตัว”
“ซึ่งสิ่งหนึ่งที่ทำให้ผมอยู่ได้คือผมโคตรให้คุณค่ากับอาจารย์และผู้ใหญ่รอบด้านที่ให้โอกาสผม” เขาเล่าถึงสิ่งที่ยึดเขาไว้ให้เป็นนักแสดงต่อ แม้ว่ามันจะขัดกับนิสัยส่วนตัว “เราเห็นได้ชัดว่าถ้าไม่มีพวกเขาเราคงไม่รู้จะไปอยู่ไหน ติดยงติยาติดคุกไปแล้วมั้ง พวกเขาสอนให้เรารู้จักศรัทธา ศรัทธาในอาชีพ ศรัทธาในตัวเอง มันเลยมาบาลานซ์ชีวิตเราว่าโอเค..เรามีจุดมุ่งหมาย เราเข้าใจว่าการพัฒนาสกิลมันดีต่อชีวิตเรายังไงบ้าง แล้วเราก็อุทิศตรงนั้น”
ถ้าอย่างนั้นอะไรคือสิ่งที่ HAPPENNING ในชีวิตของผู้ชายที่ชื่ออนันดา เอเวอร์ริ่งแฮม?
“ถ้าให้พูดจริง ๆ คือไอ้ช่วงเวลาจากที่ผมถูกไล่ออก โดนตำรวจจับ จนมาเป็นพระเอกหนัง ระยะเวลาทั้งหมดแค่หกเดือน จากถูกใส่กุญแจมือกลายเป็นคนอีกคน มันทำให้เห็นว่าชีวิตคนเรามันมีโอกาสตลอดเวลา มันทำให้เรารู้สึกว่าไม่มีอะไรที่เราควรท้อ ตลอดเวลาของชีวิตเรามันมีโอกาสเข้ามาตลอด อยู่ที่เราจะจับมันหรือเปล่า จะใช้มันหรือเปล่า ผมเป็นคนไม่เชื่อเรื่องเหนือธรรมชาติใด ๆ มันอาจจะเป็นแค่เรื่องบังเอิญทั้งหมดก็ได้ แต่ก็ต้องยอมรับว่าตรงนั้นมันก็มีเวทมนตร์อะไรบางอย่างนะ”