โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

กษัตริย์-คนบาบิโลนมีฐานะขับถ่ายอย่างไร? ดูระบบบำบัดของเสียอียิปต์-เมโสโปเตเมีย

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 26 มิ.ย. 2566 เวลา 03.51 น. • เผยแพร่ 24 มิ.ย. 2566 เวลา 12.45 น.
(ซ้าย) ภาพประกอบเนื้อหา - ฝาโลงศพฟาโรห์ตุตันคามุน ถ่ายเมื่อ 28 พฤศจิกายน 2015 (AFP PHOTO / KHALED DESOUKI), (ฉากหลัง) หุบเขาแห่งกษัตริย์ตั้งอยู่ในเขตเวสต์แบงก์ (West Bank) ของเมืองลักซอร์ ประเทศอียิปต์ ถ่ายเมื่อ 30 กันยายน 2015 (AFP PHOTO / KHALED DESOUKI)

อาณาจักร อียิปต์ ประกาศศักดาให้โลกรับรู้ เมื่อพวกเขาทิ้งมรดกไว้ให้ลูกหลานเป็นปิระมิดขนาดมหึมา สิ่งก่อสร้างต่างๆ รวมทั้งหลุมฝังศพ อียิปต์ มีคนที่ใส่ใจเรื่องชีวิตหลังความตาย และเฟ้นหากรรมวิธีต่างๆ เพื่อความสุขในภพหน้า และเพื่อฟื้นคืนชีวิตอีกครั้ง ทว่าพวกเขากลับไม่เคยสนใจระบบประปา เพื่ออำนวยความสะดวก หรือจัดการของเสียให้ชาวเมืองเลย

แล้วชาวอียิปต์ทำอย่างไรล่ะ ?

เมื่อพวกเขาต้องการปลดทุกข์ ชนชั้นสูงในอียิปต์จะนั่งทำธุระบนหินปูนขาวที่เจาะรูไว้ ซึ่งของเสียที่ขับถ่ายออกมาจะตกลงไปในโถ และคนรับใช้จะนำโถอึนั้นไปจัดการอีกที ส่วนชาวบ้านจะนั่งทำธุระส่วนตัวข้างแม่น้ำไนล์ หรือไม่ก็ถ่ายลงไปในแม่น้ำเสียเลย (เพิ่มเติม : หรือนั่งยองๆ ถ่ายที่นอกบ้าน ของเสียที่ถูกปล่อยโดยรอบจะถูกจัดการโดยสัตว์กินซาก กลุ่มสัตว์ฟันแทะ สัตว์กินซากที่มักพบในทะเลทรายซาฮาร่า คือ ด้วงกินอึ ที่เรียกว่า โคเลออปเทอรา สคาราไบอิได Coleoptera scarabaeidae ซึ่งทุกวันนี้ก็มีด้วงอึกันทั่วโลก

สำหรับด้วงชนิดนี้จะหากองอึ และปั้นเป็นก้อนกลมกลิ้งก้อนอึกลับรัง กองอึจะถูกใช้เป็นที่ออกไข่ของตัวเมีย ตัวอ่อนที่ฟักแล้วจะฝังตัวในก้อนอึโดยอาศัยอึเป็นแหล่งอาหารนั่นเอง ชาวอียิปต์ยังบูชาแมลงสคารับ เป็นสัญลักษณ์ของการเกิดใหม่)

สุขอนามัยดี มีชัยไปกว่าครึ่ง

ในช่วงเวลาใกล้เคียงกับอารยธรรมอียิปต์ (ราว 3,000-550 ปีก่อนคริสตกาล) อารยธรรมที่ยิ่งใหญ่ไม่แพ้กันก็คือเมโสโปเตเมีย ซึ่งปัจจุบันอยู่ในประเทศอิรัก บริเวณนี้เปลี่ยนอำนาจการปกครองจากเผ่าหนึ่งไปยังอีกเผ่า มีการสู้รบกันต่อเนื่องยาวนาน ไม่ว่าจะเป็น สุเมเรีย บาบิโลเนีย อัสซีเรีย และฮิตไทต์

ชาวเมโสโปเตเมียเป็นพวกมองโลกในแง่ร้าย ต่างจากชาวอียิปต์ที่จินตนาการถึงชีวิตหลังความตายอันสวยงาม พวกเขาก็เลยใส่ใจกับสุขอนามัยที่อยู่เฉพาะหน้ามากกว่า ซึ่งผู้ปกครองอาณาจักรนี้หลายคนก็ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้เป็นอย่างมาก ยกตัวอย่างเช่น ชาวฮิตไทต์เชื่อว่าน้ำมักจะมีจุลินทรีย์และความสกปรกปนเปื้อนอยู่ ฉะนั้นเมื่อต้องนำน้ำไปถวายกษัตริย์ บรรดาข้ารับใช้ต้องมั่นใจว่ากรองสิ่งสกปรกทุกอย่างออกแล้ว เพราะเมื่อกษัตริย์เจอเส้นผมแม้เพียงเส้นเดียวในน้ำดื่ม คนที่ดูแลเรื่องนี้ก็อาจถูกสั่งตัดคอได้

เนบูคัดเนซซาร์ (Nebuchadnezzar) กษัตริย์บาบิโลเนีย ซึ่งมีชีวิตอยู่ในช่วง 630-562 ปีก่อนคริสตกาล เป็นผู้ปกครองที่มีวิสัยทัศน์คนหนึ่ง พระองค์คลั่งไคล้การรักษาความสะอาดอย่างยิ่ง และสั่งให้สร้างวางท่อน้ำ ขุดคลอง และสร้างถังเก็บน้ำไว้ในเมือง สำหรับชาวบาบิโลเนียที่มีฐานะจะสร้างห้องส้วมไว้ในบ้าน โถส้วมจะวางไว้บนท่อดินเผาที่จะระบายของเสียออกไปรวมกับส่วนอื่นๆ ของเมือง

ส่วนชาวบ้านที่ยากจนจะขับถ่ายกลางแจ้ง แต่ก็ไม่มีปัญหาเรื่องเชื้อโรคแต่อย่างใด เพราะอากาศที่ร้อนระอุทำลายเชื้อโรคไปอย่างรวดเร็ว ผู้ชายนั่งท่องบทกวี ส่วนผู้หญิงจัดการสิ่งปฏิกูล

เป็นที่รู้กันดีว่าชาวกรีกเป็นพวกนิยมสุนทรีย์ และมีศิลปะในหัวใจ ชนชั้นสูงชาวเอเธนส์มีความเป็นเลิศในการร่ายบทกวี ทำงานศิลปะ ออกแบบสถาปัตยกรรม ถกเรื่องปรัชญา เขียนบทละคร ขบคิดสูตรคณิตศาสตร์ คิดค้นด้านการแพทย์ และจัดตั้งรูปแบบการปกครองแบบประชาธิปไตย แต่พวกเขากลับจัดการเรื่องสิ่งปฏิกูลที่กระจัดกระจายอยู่ทั่วเมืองได้ไม่ดีนัก

ผู้คนส่วนใหญ่ในเอเธนส์ไม่ได้ดำเนินชีวิตตามหลักประชาธิปไตย ร้อยละ 15 ของพลเมืองเป็นชาย ซึ่งเป็นกลุ่มอภิสิทธิ์ชน ส่วนร้อยละ 85 ที่เหลือ มีทั้งผู้หญิง เด็ก ทาส สามัญชน และคนต่างชาติ แม้ว่าเอเธนส์จะมีโรงอาบน้ำและน้ำพุสาธารณะ แต่ก็ไม่มีน้ำสำหรับใช้ในบ้านเรือน ดังนั้นในขณะที่ผู้ปกครอง หรือชนชั้นสูงผู้ชาย นั่งทอดอารมณ์ในโรงอาบน้ำพร้อมถกปรัชญาไปด้วย ผู้หญิง คนต่างชาติ สามัญชน และทาส กลับต้องหิ้วโถเปล่าวิ่งกลับไปกลับมาระหว่างบ้านกับน้ำพุ และจัดการกับสิ่งปฏิกูลภายในบ้านเรือน

เมืองใหญ่อย่างเอเธนส์และสปาร์ตา เคยประสบกับโรคระบาด เมื่อเชื้อโรคแพร่กระจายไปทั่วเมือง ชาวเอเธนส์กล่าวหาว่าสปาร์ตาวางยาพิษในน้ำ จนกลายเป็นความขัดแย้งลุกลามใหญ่โต อย่างไรก็ตามโรคภัยที่เกิด ไม่ได้เกี่ยวกับยาพิษเลย แต่เป็นผลมาจากจำนวนประชากรที่แออัดและการจัดการของเสียอย่างไม่ถูกสุขลักษณะ จนทำให้แหล่งน้ำสกปรก และเป็นที่อยู่อาศัยของแมลงหลายชนิดซึ่งเป็นหาพะนำโรค บทสรุป เพียงส่วนหนึ่งจากเกร็ดประวัติศาสตร์ที่ ซาราห์ อัลบี เล่าไว้ในหนังสือ Poop Happened : A History of the World from the Bottom Up จะเห็นได้ว่าเรื่องของอึและบรรดาสิ่งปฏิกูลที่มนุษย์สร้างขึ้น ก่อให้เกิดผลเสียต่อเนื่องไปเป็นลูกโซ่มากมาย

ถ้าเช่นนั้นแล้ว เราควรจะรู้สึกขอบคุณภูมิปัญญาของคนโบราณที่วางรากฐานเรื่องระบบประปาและท่อระบายน้ำเสีย รวมถึงบุคคลร่วมสมัย อาทิ เจ.เอฟ. แบรนเดล (J.F. Brandel) ที่นำส้วมชักโครกแบบวาล์วมาใช้ ในปี ค.ศ. 1738อเล็กซานเดอร์ คัมมิงส์ (Alexander Cummings) ผู้พัฒนาเทคโนโลยีหล่อน้ำไว้ในคอห่าน เมื่อไม่ใช้งานก็จะช่วยขจัดกลิ่นพร้อมทั้งสามารถถ่ายเทของเสียออกนอกบ้านได้ ในปี ค.ศ. 1775 โจเซฟ บรามาห์ (Joesph Bramah) ผู้นำวาล์วแบบข้อเหวี่ยงมาใช้แทนวาล์วแบบเลื่อน พัฒนาเทคโนโลยีในการชักโครกโดยใช้น้ำและแรงโน้มถ่วงในการชักสิ่งที่เหลืออยู่ลงไป ในปี ค.ศ. 1778 และ เอส.เอส. เฮลิเออร์ (S.S. Helior) ผู้ประดิษฐ์ส้วมแบบชักโครกชื่อว่า อ็อพทิมส์ (optims) ในปี ค.ศ. 1870

สิ่งประดิษฐ์เหล่านี้ทำให้สุขอนามัยของคนยุคใหม่ดีขึ้น รวมถึงช่วยลดการแพร่กระจายของเชื้อโรค ที่อาจนำไปสู่เหตุการณ์เลวร้ายต่างๆ เช่นในอดีต เมื่อมานึกดูแล้ว ผลงานของพวกเขาก็นับได้ว่าเป็นสิ่งมหัศจรรย์เช่นเดียวกับหลอดไฟฟ้าของโทมัส อัลวา เอดิสัน (Thomas Alva Edison) ที่มอบแสงสว่างให้กับคนทั่วโลก โดยไม่ต้องมานั่งหวาดระแวงภัยเมื่อตกกลางคืนอีกต่อไป

อ่านเพิ่มเติม :

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่

เอกสารอ้างอิง :

Albee, Sarah. Poop Happened : A History of the World from the Bottom Up. Walker Book, 2010.

http://www.answers.com

http://www.msnbc.msn.com/id/15689591/

http://www.wordplanet.org/ti/05/31.htm

หมายเหตุ : คัดเนื้อหาจากบทความ “ประวัติศาสตร์โลกผ่านโถส้วม : เรื่องขี้ๆ ที่ไม่ธรรมดา” เขียนโดย วารยา ในศิลปวัฒนธรรม ฉบับเมษายน 2553

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 31 สิงหาคม 2562

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...