คดีมาตรา 112 ของครูใหญ่-อรรถพล บัวพัฒน์ กรณีปราศรัยที่แยกราชประสงค์เมื่อปี 2563
สารบัญ
แสดง / ซ่อน
จับตาคำพิพากษา
คำพิพากษา
จับตาคำพิพากษา
30 กันยายน 2568 เวลา 10:00 น. ศาลอาญากรุงเทพใต้นัด ครูใหญ่-อรรถพล บัวพัฒน์ ฟังคำพิพากษาในคดีหมายเลขดำที่ อ.107/2568 จากการปราศรัยในการชุมนุมที่แยกราชประสงค์ ซึ่งมีเนื้อหาเกี่ยวกับพระมหากษัตริย์และการปกครองพระสงฆ์
คดีนี้มีปารีณา ไกรคุปต์ อดีตสส. จังหวัดราชบุรี เป็นผู้ร้องทุกข์มากล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวนที่ สภ.โพธาราม จังหวัดราชบุรี และต่อมาได้มีการโอนคดีนี้มาให้เป็นความรับผิดชอบของสน.ลุมพินี โดยในบันทึกข้อกล่าวหาได้มีการถอดเทปคำปราศรัยของครูใหญ่ ที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับสถานการณ์ทางการเมืองในช่วงดังกล่าว โดยเฉพาะเรื่องข้อเรียกร้องในการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้เป็นประชาธิปไตยและมีที่มาจากประชาชน พร้อมกับมีการกล่าวเปรียบเปรยถึงการ์ตูนญี่ปุ่นเรื่องวันพีซ (One Piece) ด้วย ข้อกล่าวหาระบุว่าในการปราศรัยมีการกล่าวคำว่า “รัฐประหาร” เทียบกับคำว่า “ราชประหาร” ซึ่งผู้กล่าวหาเห็นว่าเป็นการแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์
ต่อมาวันที่ 21 มกราคม 2568 อัยการมีความเห็นสั่งฟ้องคดี มีเนื้อหาโดยสรุปว่าเมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2563 จำเลยได้กล่าวข้อความ หมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความ อาฆาตมาดร้ายรัชกาลที่ 10 พระมหากษัตริย์ในรัชกาลปัจจุบัน ในระหว่างการชุมนุมสาธารณะ บริเวณแยกราชประสงค์
คำปราศรัยดังกล่าวเป็นความเท็จ เกี่ยวกับการแก้ไขพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2560 และ 2561 คำกล่าวของจำเลยที่ได้กล่าวถึงพระมหากษัตริย์และการปกครองพระสงฆ์ เมื่อบุคคลที่สามได้ฟัง ย่อมทำให้ผู้ฟังและผู้ที่ทราบข้อความนั้นเข้าใจได้ว่า รัชกาลที่ 10 ทรงเข้าไปก้าวก่าย แทรกแซง แต่งตั้ง สั่งการ หรือแก้ไขบุคคลที่จะเป็นพระสังฆราช พระราชาคณะและมหาเถรสมาคม ยุ่งเกี่ยวกับการปกครองพระสงฆ์ แท้จริงแล้วสมณศักดิ์ของพระสงฆ์ ที่พระมหากษัตริย์ทรงถวาย เป็นเพียงการถวายตำแหน่งทางการปกครองแก่พระสงฆ์เท่านั้น อันเป็นการปฏิบัติสืบทอดกันมาตามโบราณประเพณี ส่วนการปกครองพระสงฆ์นั้นเป็นเป็นเรื่องของคณะสงฆ์ที่จะปกครองกันเอง ไม่ใช่เป็นกรณีที่พระมหากษัตริย์เข้าไปก้าวก่ายปกครองพระสงฆ์
โดยอ้างว่า คำกล่าวดังกล่าวสื่อให้ผู้ที่รับฟังเข้าใจว่ามิได้ทรงอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ อันเป็นการใส่ความ หมิ่นประมาท ดูหมิ่นหรือแสดงอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ต่อบุคคลที่สาม โดยประการที่น่าจะทำให้พระมหากษัตริย์ในรัชกาลปัจจุบัน เสื่อมเสียพระเกียรติยศ เสื่อมเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชังอย่างร้ายแรง
ทั้งนี้ข้อความปราศรัยที่เป็นเหตุในคดีนี้อัยการบรรยายฟ้องว่า เป็นเหตุจากวันที่ 25 ตุลาคม 2563 ขณะที่บันทึกข้อกล่าวหาของพนักงานสอบสวนในคดีนี้ ยังระบุว่าเป็นเหตุปราศรัยในการชุมนุมบริเวณแยกราชประสงค์ เมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน 2563 ซึ่งความเป็นจริงแล้วข้อความปราศรัยของอรรถพลดังกล่าวไม่ได้เกิดขึ้นในทั้งสองวันดังกล่าวแต่อย่างใด แต่เกิดขึ้นในการชุมนุม #18พฤศจิกาไปราษฎรประสงค์ เมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน 2563
คำพิพากษา
30 กันยายน 2568 เวลา 10:00 น. ศาลอาญากรุงเทพใต้พิพากษาลงโทษจำคุก 3 ปี อรรถพล บัวพัฒน์หรือครูใหญ่ ในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 จากกรณีการปราศรัยในการชุมนุม #18พฤศจิกาไปราษฎรประสงค์ บริเวณแยกราชประสงค์ เมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน 2563
คดีนี้สืบเนื่องมาจากการปราศรัยของอรรถพล ในการชุมนุม #18พฤศจิกาไปราษฎรประสงค์ เมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน 2563 ที่มีเนื้อหาเรียกร้องให้ยุติการใช้ความรุนแรงต่อประชาชนในการใช้แก๊สน้ำตาต่อผู้ชุมนุมในการชุมนุมที่บริเวณหน้ารัฐสภาเมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน 2563 และกล่าวถึงการแก้ไขพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ 2505 ซึ่งให้อำนาจกษัตริย์ในการเข้ามาเกี่ยวข้องกับการแต่งตั้งพระสังฆราชและตั้งหรือถอดสมณศักดิ์ รวมไปถึงการเรียกร้องให้มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่
ต่อมาในวันที่ 22 พฤศจิกายน 2563 นางสาวปารีณา ไกรคุปต์ อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) ราชบุรี ได้เข้าแจ้งความต่อ สถานีตำรจภูธร (สภ.) โพธาราม โดยกล่าวหาว่าการปราศรัยดังกล่าวเข้าข่ายความผิดตามมาตรา 112 โดยเฉพาะในส่วนที่มีการกล่าวถึงคำว่า “ราชประหาร” ซึ่งผู้กล่าวหามองว่ามีความหมายถึงการประหารกษัตริย์
การพิจารณาคดีได้มีการสืบพยานในช่วงวันที่ 29-31 กรกฎาคม 2568 โดยใจความสำคัญของการสืบพยานในคดีนี้ คือการตีความคำว่า “ราชประหาร” ว่าเข้าข่ายความผิดมาตรา 112 อย่างไร รวมไปถึงพิจารณาข้อความปราศรัยส่วนอื่นๆ ของจำเลย โดยเฉพาะการแก้ไขพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ 2505 ซึ่งเกี่ยวกับอำนาจของกษัตริย์กับการปกครองศาสนา และการตีความคำว่า “เผ่ามังกรฟ้า” ที่ปรากฏในคำปราศรัยของจำเลย ซึ่งเป็นชื่อกลุ่มตัวละครจากการ์ตูนญี่ปุ่นเรื่อง One Piece ว่าหมายถึงกษัตริย์หรือไม่อย่างไร
ต่อมาเวลา 10.36 น. ศาลออกนั่งพิจารณาคดีและเริ่มอ่านคำพิพากษาสรุปได้ว่า ถ้อยคำปราศรัยของจำเลยเข้าข่ายความผิดตามมาตรา 112 โดยส่วนแรกคือประโยคที่ว่า “ประชาชนจะลุกขึ้นมาทำรัฐประหาร และหากไกลไปกว่านั้น ก็อาจจะไม่ใช่แค่รัฐประหาร แต่เราอาจจะราชประหารก็ได้” ศาลวินิจฉัยว่าหากยึดตามคำว่า "รัฐประหาร" หมายถึงการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลโดยฉับพลัน เมื่อแปลคำว่า "ราช" หมายถึง "พระราชา-กษัตริย์" และ "ประหาร" หมายถึงการฆ่าหรือทำลาย คำว่า "ราชประหาร" เมื่อประกอบกับบริบทของการปราศรัยของจำเลยจึงแปลว่า "การที่ประชาชนจะใช้กำลังเพื่อเปลี่ยนแปลงกษัตริย์" ซึ่งถือเป็นเจตนาที่จะเปลี่ยนแปลงการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
ในส่วนของคำว่า “ไอ้พวกเผ่ามังกรฟ้าที่ไม่เห็นหัวประชาชน เห็นประชาชนเป็นแค่มด ไม่เคยสำนึกในบุญคุณของประชาชน แต่ทวงบุญคุณประชาชน” ศาลเห็นว่าแม้จำเลยจะอ้างว่าเป็นการกล่าวถึงตัวละครในการ์ตูนญี่ปุ่นเรื่อง One Piece แต่เมื่อพิจารณาบริบทการกล่าว และการที่จำเลยมีการชูนิ้วขึ้นฟ้าขณะพูดถึงคำนี้ ศาลจึงเชื่อว่าเป็นการพูดถึงเพื่อ พาดพิงถึงกษัตริย์
ส่วนข้อความเกี่ยวกับการแก้ไขพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ 2505 ที่ระบุว่าการให้อำนาจพระมหากษัตริย์ในการแต่งตั้งสมณศักดิ์และการแต่งตั้งกรรมการมหาเถรสมาคม จะเป็นการทำให้กษัตริย์ตีตัวเสมอพระพุทธเจ้า ศาลเห็นว่าแม้ข้อความดังกล่าวจะไม่เป็นการดูหมิ่นโดยตรง แต่ผู้ที่รับฟังอาจเกิด ความเกลียดชังต่อกษัตริย์ได้
และในส่วนสุดท้ายประโยคที่กล่าวว่า “มันอยู่ยากนักหรือไง อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญเนี่ย… ถ้ามันอยู่ยาก มา ๆ มา ๆ มาปรึกษากู เดี๋ยวเลกเชอร์ให้ว่าอยู่ใต้รัฐธรรมนูญ ทำยังไง” ศาลพิจารณาว่าไม่มีหลักฐานใดว่ากษัตริย์อยู่เหนือรัฐธรรมนูญ อีกทั้งรัฐธรรมนูญ 2560 ยังระบุชัดเจนว่ากษัตริย์อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ ดังนั้นการกล่าวเช่นนี้จึงเป็นการด้อยค่าพระมหากษัตริย์ ว่าพระองค์ไม่มีความสามารถและความเข้าใจในเรื่องรัฐธรรมนูญ และคำเบิกความของจำเลยที่อ้างว่าเจตนาสื่อถึงรัฐสภาและรัฐบาลนั้น ศาลเห็นว่าจำเลยซึ่งจบการศึกษาด้านภาษาไทยและมีอาชีพเป็นครูสอนพิเศษ ย่อมมีทักษะในการใช้ภาษาได้ดี หากมีเจตนาตามที่กล่าวอ้างก็ควรใช้ถ้อยคำที่สื่อความหมายได้อย่างชัดเจนกว่านี้ จึงฟังไม่ขึ้น
ศาลได้พิจารณาแล้วเห็นว่า พยานหลักฐานของฝ่ายโจทก์มีความน่าเชื่อถือและมีน้ำหนักเพียงพอ โดยพยานหลักฐานสำคัญประกอบด้วยแผ่นซีดีบันทึกภาพและเสียงการปราศรัยของจำเลย รวมถึงการเบิกความของพยานบุคคล ซึ่งเป็นทั้งนักวิชาการด้านกฎหมายและผู้ที่เกี่ยวข้องกับสถาบันพระมหากษัตริย์ แม้ว่าอานนท์ กลิ่นแก้ว หนึ่งในพยานฝ่ายโจทก์ ซึ่งเป็นสมาชิกจากกลุ่มศูนย์รวมประชาชนปกป้องสถาบัน (ศปปส.) จะเคยยอมรับว่ามีจุดยืนทางการเมืองตรงข้ามกับกลุ่มราษฎร 63 ที่ครูใหญ่มีส่วนร่วมในการทำกิจกรรมทางการเมืองในปี 2563 แต่ศาลพิจารณาว่าพยานปากนี้ไม่เคยรู้จักกับจำเลยเป็นการส่วนตัวมาก่อน จึงเชื่อได้ว่า ไม่มีเจตนาใส่ร้าย ทำให้คำเบิกความมีน้ำหนักน่าเชื่อถือว่าจำเลยได้กระทำความผิดตามฟ้องจริง และพยานหลักฐานที่จำเลยนำมาต่อสู้คดีจึง ไม่อาจหักล้างพยานหลักฐานของฝ่ายโจทก์ได้
โดยศาลจึงพิพากษาว่า การกระทำของจำเลยเป็นการ ดูหมิ่น อาฆาต มาดร้าย พระมหากษัตริย์ ให้ลงโทษจำคุกจำเลยเป็นระยะเวลา 3 ปี
ทั้งนี้ ศาลได้มีคำสั่งให้ นับโทษต่อ จากคดีเดิมอีก 2 คดี ได้แก่
1. คดีหมายเลขแดงที่ อ.2038/2566 ของศาลอาญากรุงเทพใต้ ที่พิพากษาจำคุก 9 เดือน
2. คดีหมายเลขแดงที่ อ.1155/2567 ของศาลจังหวัดภูเขียว ที่พิพากษาจำคุก 2 ปี
ส่งผลให้อรรถพลมีโทษจำคุกรวมทั้งหมด 5 ปี 9 เดือน