โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การเมือง

คดีมาตรา 112 ของครูใหญ่-อรรถพล บัวพัฒน์ กรณีปราศรัยที่แยกราชประสงค์เมื่อปี 2563

iLaw

อัพเดต 02 ต.ค. 2568 เวลา 08.02 น. • เผยแพร่ 29 ก.ย 2568 เวลา 11.09 น. • iLaw

สารบัญ

แสดง / ซ่อน

  • จับตาคำพิพากษา

  • คำพิพากษา

จับตาคำพิพากษา

30 กันยายน 2568 เวลา 10:00 น. ศาลอาญากรุงเทพใต้นัด ครูใหญ่-อรรถพล บัวพัฒน์ ฟังคำพิพากษาในคดีหมายเลขดำที่ อ.107/2568 จากการปราศรัยในการชุมนุมที่แยกราชประสงค์ ซึ่งมีเนื้อหาเกี่ยวกับพระมหากษัตริย์และการปกครองพระสงฆ์

คดีนี้มีปารีณา ไกรคุปต์ อดีตสส. จังหวัดราชบุรี เป็นผู้ร้องทุกข์มากล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวนที่ สภ.โพธาราม จังหวัดราชบุรี และต่อมาได้มีการโอนคดีนี้มาให้เป็นความรับผิดชอบของสน.ลุมพินี โดยในบันทึกข้อกล่าวหาได้มีการถอดเทปคำปราศรัยของครูใหญ่ ที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับสถานการณ์ทางการเมืองในช่วงดังกล่าว โดยเฉพาะเรื่องข้อเรียกร้องในการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้เป็นประชาธิปไตยและมีที่มาจากประชาชน พร้อมกับมีการกล่าวเปรียบเปรยถึงการ์ตูนญี่ปุ่นเรื่องวันพีซ (One Piece) ด้วย ข้อกล่าวหาระบุว่าในการปราศรัยมีการกล่าวคำว่า “รัฐประหาร” เทียบกับคำว่า “ราชประหาร” ซึ่งผู้กล่าวหาเห็นว่าเป็นการแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์

ต่อมาวันที่ 21 มกราคม 2568 อัยการมีความเห็นสั่งฟ้องคดี มีเนื้อหาโดยสรุปว่าเมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2563 จำเลยได้กล่าวข้อความ หมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความ อาฆาตมาดร้ายรัชกาลที่ 10 พระมหากษัตริย์ในรัชกาลปัจจุบัน ในระหว่างการชุมนุมสาธารณะ บริเวณแยกราชประสงค์

คำปราศรัยดังกล่าวเป็นความเท็จ เกี่ยวกับการแก้ไขพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2560 และ 2561 คำกล่าวของจำเลยที่ได้กล่าวถึงพระมหากษัตริย์และการปกครองพระสงฆ์ เมื่อบุคคลที่สามได้ฟัง ย่อมทำให้ผู้ฟังและผู้ที่ทราบข้อความนั้นเข้าใจได้ว่า รัชกาลที่ 10 ทรงเข้าไปก้าวก่าย แทรกแซง แต่งตั้ง สั่งการ หรือแก้ไขบุคคลที่จะเป็นพระสังฆราช พระราชาคณะและมหาเถรสมาคม ยุ่งเกี่ยวกับการปกครองพระสงฆ์ แท้จริงแล้วสมณศักดิ์ของพระสงฆ์ ที่พระมหากษัตริย์ทรงถวาย เป็นเพียงการถวายตำแหน่งทางการปกครองแก่พระสงฆ์เท่านั้น อันเป็นการปฏิบัติสืบทอดกันมาตามโบราณประเพณี ส่วนการปกครองพระสงฆ์นั้นเป็นเป็นเรื่องของคณะสงฆ์ที่จะปกครองกันเอง ไม่ใช่เป็นกรณีที่พระมหากษัตริย์เข้าไปก้าวก่ายปกครองพระสงฆ์

โดยอ้างว่า คำกล่าวดังกล่าวสื่อให้ผู้ที่รับฟังเข้าใจว่ามิได้ทรงอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ อันเป็นการใส่ความ หมิ่นประมาท ดูหมิ่นหรือแสดงอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ต่อบุคคลที่สาม โดยประการที่น่าจะทำให้พระมหากษัตริย์ในรัชกาลปัจจุบัน เสื่อมเสียพระเกียรติยศ เสื่อมเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชังอย่างร้ายแรง

ทั้งนี้ข้อความปราศรัยที่เป็นเหตุในคดีนี้อัยการบรรยายฟ้องว่า เป็นเหตุจากวันที่ 25 ตุลาคม 2563 ขณะที่บันทึกข้อกล่าวหาของพนักงานสอบสวนในคดีนี้ ยังระบุว่าเป็นเหตุปราศรัยในการชุมนุมบริเวณแยกราชประสงค์ เมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน 2563 ซึ่งความเป็นจริงแล้วข้อความปราศรัยของอรรถพลดังกล่าวไม่ได้เกิดขึ้นในทั้งสองวันดังกล่าวแต่อย่างใด แต่เกิดขึ้นในการชุมนุม #18พฤศจิกาไปราษฎรประสงค์ เมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน 2563

คำพิพากษา

30 กันยายน 2568 เวลา 10:00 น. ศาลอาญากรุงเทพใต้พิพากษาลงโทษจำคุก 3 ปี อรรถพล บัวพัฒน์หรือครูใหญ่ ในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 จากกรณีการปราศรัยในการชุมนุม #18พฤศจิกาไปราษฎรประสงค์ บริเวณแยกราชประสงค์ เมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน 2563

คดีนี้สืบเนื่องมาจากการปราศรัยของอรรถพล ในการชุมนุม #18พฤศจิกาไปราษฎรประสงค์ เมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน 2563 ที่มีเนื้อหาเรียกร้องให้ยุติการใช้ความรุนแรงต่อประชาชนในการใช้แก๊สน้ำตาต่อผู้ชุมนุมในการชุมนุมที่บริเวณหน้ารัฐสภาเมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน 2563 และกล่าวถึงการแก้ไขพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ 2505 ซึ่งให้อำนาจกษัตริย์ในการเข้ามาเกี่ยวข้องกับการแต่งตั้งพระสังฆราชและตั้งหรือถอดสมณศักดิ์ รวมไปถึงการเรียกร้องให้มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

ต่อมาในวันที่ 22 พฤศจิกายน 2563 นางสาวปารีณา ไกรคุปต์ อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) ราชบุรี ได้เข้าแจ้งความต่อ สถานีตำรจภูธร (สภ.) โพธาราม โดยกล่าวหาว่าการปราศรัยดังกล่าวเข้าข่ายความผิดตามมาตรา 112 โดยเฉพาะในส่วนที่มีการกล่าวถึงคำว่า “ราชประหาร” ซึ่งผู้กล่าวหามองว่ามีความหมายถึงการประหารกษัตริย์

การพิจารณาคดีได้มีการสืบพยานในช่วงวันที่ 29-31 กรกฎาคม 2568 โดยใจความสำคัญของการสืบพยานในคดีนี้ คือการตีความคำว่า “ราชประหาร” ว่าเข้าข่ายความผิดมาตรา 112 อย่างไร รวมไปถึงพิจารณาข้อความปราศรัยส่วนอื่นๆ ของจำเลย โดยเฉพาะการแก้ไขพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ 2505 ซึ่งเกี่ยวกับอำนาจของกษัตริย์กับการปกครองศาสนา และการตีความคำว่า “เผ่ามังกรฟ้า” ที่ปรากฏในคำปราศรัยของจำเลย ซึ่งเป็นชื่อกลุ่มตัวละครจากการ์ตูนญี่ปุ่นเรื่อง One Piece ว่าหมายถึงกษัตริย์หรือไม่อย่างไร

ต่อมาเวลา 10.36 น. ศาลออกนั่งพิจารณาคดีและเริ่มอ่านคำพิพากษาสรุปได้ว่า ถ้อยคำปราศรัยของจำเลยเข้าข่ายความผิดตามมาตรา 112 โดยส่วนแรกคือประโยคที่ว่า “ประชาชนจะลุกขึ้นมาทำรัฐประหาร และหากไกลไปกว่านั้น ก็อาจจะไม่ใช่แค่รัฐประหาร แต่เราอาจจะราชประหารก็ได้” ศาลวินิจฉัยว่าหากยึดตามคำว่า "รัฐประหาร" หมายถึงการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลโดยฉับพลัน เมื่อแปลคำว่า "ราช" หมายถึง "พระราชา-กษัตริย์" และ "ประหาร" หมายถึงการฆ่าหรือทำลาย คำว่า "ราชประหาร" เมื่อประกอบกับบริบทของการปราศรัยของจำเลยจึงแปลว่า "การที่ประชาชนจะใช้กำลังเพื่อเปลี่ยนแปลงกษัตริย์" ซึ่งถือเป็นเจตนาที่จะเปลี่ยนแปลงการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

ในส่วนของคำว่า “ไอ้พวกเผ่ามังกรฟ้าที่ไม่เห็นหัวประชาชน เห็นประชาชนเป็นแค่มด ไม่เคยสำนึกในบุญคุณของประชาชน แต่ทวงบุญคุณประชาชน” ศาลเห็นว่าแม้จำเลยจะอ้างว่าเป็นการกล่าวถึงตัวละครในการ์ตูนญี่ปุ่นเรื่อง One Piece แต่เมื่อพิจารณาบริบทการกล่าว และการที่จำเลยมีการชูนิ้วขึ้นฟ้าขณะพูดถึงคำนี้ ศาลจึงเชื่อว่าเป็นการพูดถึงเพื่อ พาดพิงถึงกษัตริย์

ส่วนข้อความเกี่ยวกับการแก้ไขพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ 2505 ที่ระบุว่าการให้อำนาจพระมหากษัตริย์ในการแต่งตั้งสมณศักดิ์และการแต่งตั้งกรรมการมหาเถรสมาคม จะเป็นการทำให้กษัตริย์ตีตัวเสมอพระพุทธเจ้า ศาลเห็นว่าแม้ข้อความดังกล่าวจะไม่เป็นการดูหมิ่นโดยตรง แต่ผู้ที่รับฟังอาจเกิด ความเกลียดชังต่อกษัตริย์ได้

และในส่วนสุดท้ายประโยคที่กล่าวว่า “มันอยู่ยากนักหรือไง อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญเนี่ย… ถ้ามันอยู่ยาก มา ๆ มา ๆ มาปรึกษากู เดี๋ยวเลกเชอร์ให้ว่าอยู่ใต้รัฐธรรมนูญ ทำยังไง” ศาลพิจารณาว่าไม่มีหลักฐานใดว่ากษัตริย์อยู่เหนือรัฐธรรมนูญ อีกทั้งรัฐธรรมนูญ 2560 ยังระบุชัดเจนว่ากษัตริย์อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ ดังนั้นการกล่าวเช่นนี้จึงเป็นการด้อยค่าพระมหากษัตริย์ ว่าพระองค์ไม่มีความสามารถและความเข้าใจในเรื่องรัฐธรรมนูญ และคำเบิกความของจำเลยที่อ้างว่าเจตนาสื่อถึงรัฐสภาและรัฐบาลนั้น ศาลเห็นว่าจำเลยซึ่งจบการศึกษาด้านภาษาไทยและมีอาชีพเป็นครูสอนพิเศษ ย่อมมีทักษะในการใช้ภาษาได้ดี หากมีเจตนาตามที่กล่าวอ้างก็ควรใช้ถ้อยคำที่สื่อความหมายได้อย่างชัดเจนกว่านี้ จึงฟังไม่ขึ้น

ศาลได้พิจารณาแล้วเห็นว่า พยานหลักฐานของฝ่ายโจทก์มีความน่าเชื่อถือและมีน้ำหนักเพียงพอ โดยพยานหลักฐานสำคัญประกอบด้วยแผ่นซีดีบันทึกภาพและเสียงการปราศรัยของจำเลย รวมถึงการเบิกความของพยานบุคคล ซึ่งเป็นทั้งนักวิชาการด้านกฎหมายและผู้ที่เกี่ยวข้องกับสถาบันพระมหากษัตริย์ แม้ว่าอานนท์ กลิ่นแก้ว หนึ่งในพยานฝ่ายโจทก์ ซึ่งเป็นสมาชิกจากกลุ่มศูนย์รวมประชาชนปกป้องสถาบัน (ศปปส.) จะเคยยอมรับว่ามีจุดยืนทางการเมืองตรงข้ามกับกลุ่มราษฎร 63 ที่ครูใหญ่มีส่วนร่วมในการทำกิจกรรมทางการเมืองในปี 2563 แต่ศาลพิจารณาว่าพยานปากนี้ไม่เคยรู้จักกับจำเลยเป็นการส่วนตัวมาก่อน จึงเชื่อได้ว่า ไม่มีเจตนาใส่ร้าย ทำให้คำเบิกความมีน้ำหนักน่าเชื่อถือว่าจำเลยได้กระทำความผิดตามฟ้องจริง และพยานหลักฐานที่จำเลยนำมาต่อสู้คดีจึง ไม่อาจหักล้างพยานหลักฐานของฝ่ายโจทก์ได้

โดยศาลจึงพิพากษาว่า การกระทำของจำเลยเป็นการ ดูหมิ่น อาฆาต มาดร้าย พระมหากษัตริย์ ให้ลงโทษจำคุกจำเลยเป็นระยะเวลา 3 ปี

ทั้งนี้ ศาลได้มีคำสั่งให้ นับโทษต่อ จากคดีเดิมอีก 2 คดี ได้แก่

1. คดีหมายเลขแดงที่ อ.2038/2566 ของศาลอาญากรุงเทพใต้ ที่พิพากษาจำคุก 9 เดือน

2. คดีหมายเลขแดงที่ อ.1155/2567 ของศาลจังหวัดภูเขียว ที่พิพากษาจำคุก 2 ปี

ส่งผลให้อรรถพลมีโทษจำคุกรวมทั้งหมด 5 ปี 9 เดือน

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...