“คนละครึ่งพลัส” ลงทะเบียนร้านค้าวันแรก รมว. คลัง ย้ำ ไม่ส่งข้อมูลให้สรรพากร
รมว. คลัง คิกออฟ ลงทะเบียนร้านค้าร่วม คนละครึ่งพลัส วันแรก คาดเข้าร่วมกว่า 9 แสนร้านค้า วินมอเตอร์ไซค์ เข้าร่วมได้ ด้านฟู้ดเดลิเวอรีให้ความสนใจแล้ว 4 ราย ย้ำข้อมูลโครงการไม่ถูกส่งให้สรรพากร คาดเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ 8.8 หมื่นล้านบาท
15 ต.ค. 2568 ดร. เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยภายหลังลงพื้นที่เยี่ยมชมการเปิดลงทะเบียนร้านค้าโครงการ “คนละครึ่งพลัส” วันแรก ณ ตลาดนัดหลังกระทรวงการคลัง ว่า วันนี้เป็นวันแรกในการเปิดลงทะเบียนร้านค้าโครงการคนละครึ่งพลัสจึงขอเชิญชวนร้านค้าที่เข้าเงื่อนไขเข้าร่วมโครงการโดยสามารถลงทะเบียนได้ตั้งแต่วันนี้ถึงวันที่ 19 ธ.ค 2568
สำหรับร้านค้าที่เคยเข้าร่วมโครงการคนละครึ่งในเฟสก่อนหน้าและยังมีข้อมูลที่ถูกต้องอยู่ในระบบสามารถเข้าร่วมโครงการคนละครึ่งพลัสได้ผ่านแอปพลิเคชันถุงเงินโดยมีขั้นตอนดังนี้
- อัปเดตแอปพลิเคชันถุงเงินให้เป็นเวอร์ชันล่าสุด
- กดปุ่มยอมรับเงื่อนไขเพื่อเข้าร่วมโครงการได้ทันที
สำหรับร้านค้าที่ไม่เคยเข้าร่วมโครงการมาก่อน สามารถดาวน์โหลดใบสมัครได้ที่เว็บไซต์คนละครึ่งพลัส.com และ
- เตรียมเอกสาร ได้แก่ บัตรประจำตัวประชาชน และรูปถ่ายร้านค้าเพื่อยืนยันการมีอยู่จริงของร้าน
- ยืนยันตัวตน โดยพื้นที่กรุงเทพมหานครติดต่อสำนักงานเขต และต่างจังหวัดติดต่อหน่วยงานของกระทรวงมหาดไทย
- สมัครผ่านธนาคารกรุงไทย โดยนำหลักฐานการยืนยันตัวตนไปที่ธนาคารกรุงไทยเพื่อให้ธนาคารตรวจสอบและนำข้อมูลเข้าสู่ระบบ
- รอผลการตรวจสอบ โดยระบบจะใช้เวลาตรวจสอบข้อมูลประมาณ 3 วันหลังจากนั้นร้านค้าจะสามารถใช้งานแอปพลิเคชันถุงเงินได้
ทั้งนี้คาดว่าจะมีร้านค้าเข้าร่วมโครงการคนละครึ่งพลัสประมาณ 900,000ราย ขณะที่คาดว่าจะมีเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจประมาณ 88,000 ล้านบาทโดยมาจากเงินที่รัฐบาลสมทบ 44,000 ล้านบาท และ เงินที่ประชาชนร่วมจ่าย 44,000ล้านบาท
ดร. เอกนิติ เปิดเผยถึงประเด็นเรื่องภาษีเป็นข้อกังวลสำคัญสำหรับร้านค้าว่า โครงการคนละครึ่งระบบปิด โดยข้อมูลการค้าขายทั้งหมดจะถูกเก็บรักษาไว้อย่างปลอดภัยและจะไม่ถูกส่งต่อให้หน่วยงานใด รวมถึงกรมสรรพากร
“ยืนยันว่าข้อมูลการค้าขายของโครงการคนละครึ่งไม่มีใครเอาออกมาได้ แต่การเสียภาษีเป็นหน้าที่ของคนไทยไม่ว่าบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคลเมื่อมีรายได้ก็ต้องเสียภาษี จริงๆ ร้านค้ายอดขายมากขึ้น รวยขึ้น อย่ากังวลเรื่องภาษีเลย ยืนยันได้ว่าข้อมูลคนละครึ่งพลัสจะไม่มีใครนำออกมาได้”
ขณะที่โครงการนี้ยังมีแรงจูงใจสำหรับผู้เสียภาษีเพื่อส่งเสริมให้ประชาชนเข้าสู่ระบบภาษีโครงการจะมอบสิทธิประโยชน์ในโครงการคนละครึ่ง พลัสมากกว่าให้แก่ประชาชนกว่า 11ล้านคนที่อยู่ในระบบภาษี เนื่องจากงบประมาณโครงการมาจากเงินภาษีของประชาชน
ดร. เอกนิติ เปิดเผยว่า โครงการคนละครึ่งพลัส ในรอบนี้ ยังมีคุณสมบัติ"พลัส" ที่ยกระดับจากเดิมคือการยกระดับร้านค้าและบริการ ได้แก่
- การขยายกลุ่มร้านค้าสู่นิติบุคคลรายย่อยโดยได้เปิดโอกาสให้นิติบุคคลขนาดเล็กและขนาดย่อยที่มีรายได้ไม่เกิน1.8 ล้านบาท สามารถเข้าร่วมโครงการได้ ซึ่งเป็นการขยายฐานผู้ประกอบการให้กว้างขึ้น
- การบูรณาการกับแพลตฟอร์มเดลิเวอรี่และขนส่งสาธารณะ โดยปัจจุบันมีแพลตฟอร์มFood Delivery 4 แห่งเข้ามาหารือกับกระทรวงการคลังแล้ว โดยจะเสนอ อัตราค่า GP(Gross Profit) ที่ลดลงเป็นพิเศษ เพื่อช่วยเหลือร้านค้าและเปิดโอกาสให้ร้านค้าขยายตลาดสู่ช่องทางออนไลน์ สำหรับขนส่งสาธารณะผู้ให้บริการขนส่งสาธารณะเช่น วินมอเตอร์ไซค์รับจ้าง ที่มีใบขับขี่สาธารณะที่ถูกต้องสามารถเข้าร่วมโครงการได้โดยมีการเชื่อมโยงข้อมูลกับกรมการขนส่งทางบกและกระทรวงคมนาคมเรียบร้อยแล้วทำให้ประชาชนสามารถใช้สิทธิ์คนละครึ่งในการชำระค่าบริการได้
- การพัฒนาทักษะและการเข้าถึงแหล่งทุน โดยแอปพลิเคชันถุงเงินจะเป็นเครื่องมือสำคัญในการยกระดับทักษะของร้านค้า โดยมีฟังก์ชันสอนการทำบัญชีอย่างง่ายเพื่อให้ร้านค้าบริหารจัดการการเงินได้อย่างเป็นระบบ สอนการขายออนไลน์โดยมีหลักสูตรและคำแนะนำในการขายสินค้าออนไลน์เพื่อช่วยให้ร้านค้าขายของยังไงให้รวยและขยายฐานลูกค้าได้กว้างขึ้น
“ร้านค้าที่ทำบัญชีอย่างถูกต้องจะสร้างความน่าเชื่อถือและทำให้ธนาคารพาณิชย์พร้อมที่จะพิจารณาปล่อยสินเชื่อซึ่งจะช่วยลดปัญหาหนี้นอกระบบและเสริมสภาพคล่องให้แก่ธุรกิจ”
ดร. เอกนิติ เปิดเผยถึง การประชุมครม. เศรษฐกิจนัดแรกวันนี้ ว่า กระทรวงการคลังเตรียมเสนอมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวช่วงปลายปี 2568 โดยเบื้องต้นคาดว่าจะให้สามารถนำค่าใช้จ่ายจากการท่องเที่ยวสำหรับเมืองหลักมาหักลดหย่อนได้1 เท่า ส่วนเมืองรองจะให้หักลดหย่อนได้ 1.5 เท่า แต่หากเป็นใบเสร็จอิเล็กทรอนิกส์จะให้หักลดหย่อนได้เพิ่มอีก 1 เท่า ซึ่งรายละเอียดทั้งหมดขอให้รอการพิจารณาจากครม. เศรษฐกิจก่อน ทั้งนี้ คาดว่าจะสามารถเสนอให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.)พิจารณาได้ในวันที่ 21 ต.ค. 2568 ซึ่งหากไม่มีอะไรติดขัดก็จะสามารถเริ่มมาตรการได้ทันที โดยให้มีผลถึงสิ้นปี 2568