โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

จุลพันธ์ มอง ไทยมีศักยภาพดึงดูดเงินทุน “Entertianment Complex” ได้มากกว่าเวียดนาม

การเงินธนาคาร

อัพเดต 22 ส.ค. 2568 เวลา 15.32 น. • เผยแพร่ 22 ส.ค. 2568 เวลา 08.32 น.

จุลพันธ์ เผย มองไทยดึงดูดเม็ดเงิน Entertianment Complex ได้มากกว่าเวียดนาม ยันรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสายมีงบฯ พอในช่วงแรก เตรียมมาตรการภาษีกระตุ้นบริโภค-ท่องเที่ยวปลายปี

22 ส.ค. 2568 นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยถึง กรณีที่เวียดนามเตรียมสร้าง Entertainment Complex ว่า ปัจจุบัน Entertainment Complex เป็นเทรนด์ของโลก ซึ่งตอนนี้หลายคนในสังคมอาจรู้สึกเสียดายที่เวียดนามอาจจัดตั้ง Entertainment Complex ได้ก่อนไทย

“ถ้าเราสร้าง Entertainment Complex ได้ผมก็มองว่ามูลค่าการลงทุนไม่ต่ำกว่า 2 แสนล้านบาท แต่เวียดนามประเมินว่าของเขาจะมีเม็ดเงินลงทุนประมาณ 6-7 หมื่นล้านบาท ซึ่งแสดงให้เห็นว่าแม้เราจะไม่ได้เริ่มวันนี้แต่เรามีศักยภาพ มีแรงดึงดูดเม็ดเงินขนาดใหญ่ แต่ถามว่าเริ่มวันนี้หรือไม่ก็คงยัง ต้องรอให้สถานการณ์ทางการเมืองเรียบร้อยก่อน ที่ผ่านมาสภาก็ยังเป็นเสียงข้างมากในเรื่องนี้”

ในส่วนของรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย นายจุลพันธ์ เปิดเผยว่า ระหว่างที่กฎหมายที่เกี่ยวข้องยังดำเนินการไม่เสร็จสิ้น รัฐบาลสามารถใช้แหล่งเงินจากงบกลางฯ ในการดำเนินโครงการได้ได้เพียงแต่จะพิจารณาใช้หรือไม่เนื่องจากช่องทางงบประมาณยังมีอยู่อีกหลายช่องทาง ขณะที่บริษัทรถไฟฟ้าเองก็มีศักยภาพในการดำเนินการเรื่องนี้ในช่วงแรกของโครงการ

“สุดท้ายก็ต้องเป็นเม็ดเงินที่รัฐบาลต้องชดเชย แต่จะชดเชยอย่างไร เท่าไร และจังหวะเวลาไหน ตอนนี้ส่วนงบประมาณแผ่นดินได้มีการแปรญัติงบประมาณเพิ่มเติมให้ส่วนนี้อยู่ประมาณ 3,000 ล้านบาทเราก็เติมเข้าไปแล้วในเบื้องต้น แต่หากดำเนินการจริงก็น่าจะไม่พอ ส่วนที่ขาดก็ต้องหาเม็ดเงินเติมเข้าไป”

นายจุลพันธ์ เปิดเผยว่า กระทรวงการคลังได้เตรียมมาตรการทางภาษีเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในด้านการบริโภคและกำลังซื้อในประเทศและการท่องเที่ยวในช่วงปลายปี 2568 ไว้เรียบร้อยแล้วอย่างไรก็ตามยังไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดของมาตรการได้

ส่วนงบประมาณกระตุ้นเศรษฐกิจเพื่อรับมือมาตรการภาษีสหรัฐฯ ที่เหลืออยู่ 2.6 หมื่นล้านบาทว่า ได้มีการโยกไปเป็นงบกลางฉุกเฉินปี 2568 โดยคาดว่าจะนำงบประมาณส่วนนี้มาชดเชยหนี้ของรัฐบาลที่ใช้ตามมาตรา 28 หรือหนี้ที่เกิดขึ้นจากการที่รัฐบาลใช้ให้รัฐวิสาหกิจหรือหน่วยงานของรัฐดำเนินมาตรการกึ่งการคลัง

“การชดเชยตามมาตรา 28 เป็นกลไกทางงบประมาณที่เราทำได้เลย ตอนนี้กรอบมาตรา 28 ยังเหลือเยอะ แต่เม็ดเงินที่พับไปก็ไม่ได้ใช้ เราจึงเอาไปใช้ในเรื่องที่เป็นประโยชน์ในอีกมิติหนึ่ง เพราะตอนนี้งบฯ ที่เหลือใช้เป็นโครงการแบบปกติไม่ได้ เพราะต้องผูกพันงบประมาณให้ทันก่อน 30 ก.ย. 2568 ถ้าทำเป็นโครงการปกติจะผูกพันงบประมาณไม่ทัน”

สำหรับแนวทางการช่วยเหลือผู้ประกอบการจากภาษีสหรัฐฯ นายจุลพันธ์ เปิดเผยว่า SME D Bank และ ธ.ก.ส. เป็นหนึ่งในกลไกที่จะดำเนินโครงการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (Soft Loan) ขณะที่รัฐบาลยังมีการช่วยเหลือประเภทอื่นผ่านวิธีการงบประมาณ เช่น กองทุนเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน การใช้งบกลางเข้าไปช่วยเหลือโดยตรง เป็นต้น

“รัฐบาลมีช่องทางงบประมาณให้เลือกใช้จำนวนมาก สามารถจัดหาเม็ดเงินเพื่อช่วยรองรับผลกระทบได้ตามกฎหมายและกระบวนการงบประมาณ เราไม่ได้ห่วงเรื่องช่องทางแต่เราต้องหาว่าจะใช้เม็ดเงินอย่างไรและเท่าไร ซึ่งตอนนี้ยังไม่มีข้อสรุปต้องประเมินผลกระทบให้แน่ชัดก่อนเพราะสถานการณ์มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา”

สำหรับงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2569 ได้ผ่านการพิจารณาของสภาฯ เรียบร้อยแล้ว ซึ่งจะนำเข้าสู่การพิจารณาของวุฒิสภาในวันที่ 1 – 2 ก.ย. 2568 ส่วนวุฒิสภาจะพิจารณาเมื่อไรขึ้นอยู่กับวุฒิสภา อย่างไรก็ตามยืนยันว่าจะผ่านการผ่านวุฒิสภาทัน 1 ต.ค. 2568 แน่นอน เพราะยังมีเวลาเหลืออีก 1 เดือน ขณะที่มั่นใจว่าจีดีพีทั้งปี 2568 จะขยายตัวได้มากกว่า 2%แน่นอน

อ่านข่าว เศรษฐกิจทั่วไทย ทั้งหมด ได้ที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...