โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

กรมประมง - ม.ธรรมศาสตร์ ร่วมสร้างนวัตกรรม Skincare จากสาหร่ายพวงองุ่น คว้ารางวัลที่เกาหลี

Manager Online

เผยแพร่ 08 ส.ค. 2568 เวลา 16.22 น. • MGR Online

กรมประมงร่วมกับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ยกระดับ “สาหร่ายพวงองุ่น” สู่นวัตกรรมเครื่องสำอาง คว้ารางวัล Silver Award ในงาน World Invention Creativity Olympic & Conference (WICO) ณ กรุงโซล สาธารณรัฐเกาหลี จากผลงานวิจัย “Greenscentia: Skin Barrier Serum for Anti PM2.5” ที่พัฒนาต่อยอดสาหร่ายพวงองุ่นเป็นผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง ตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคใหม่ที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม โดยใช้ประโยชน์จากทรัพยากรประมงอย่างคุ้มค่าและยั่งยืน

นางฐิติพร หลาวประเสิรฐ รองอธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่า กรมประมงได้มีการส่งเสริมและสนับสนุนการเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตรตามนโยบายของ นายอัครา พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งขับเคลื่อนภายใต้โมเดลเศรษฐกิจ BCG (Bio-Circular-Green Economy) ที่มุ่งเน้นการนำองค์ความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรมมาปรับใช้กับทรัพยากรทางธรรมชาติที่มีอยู่อย่างคุ้มค่าและเกิดประโยชน์สูงสุด ควบคู่ไปกับการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน โดยเฉพาะทรัพยากรชีวภาพทางชายฝั่งทะเลอย่าง “สาหร่ายพวงองุ่น” ที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูงและมีกระบวนการผลิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม สามารถสร้างอาชีพใหม่และสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรชายฝั่ง จนปัจจุบันมีเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสาหร่ายพวงองุ่นเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้มีผลผลิตรวมกว่า 1,000 ตันต่อปี และสามารถจำหน่ายสาหร่ายเกรดบริโภคคิดเป็นมูลค่าสูงถึง 40 ล้านบาทต่อปี

นางฐิติพร กล่าวต่อว่านอกจากนี้ สาหร่ายส่วนที่เหลือจากการคัดแยกประมาณ 50% ยังสามารถนำมาต่อยอดเป็นวัตถุดิบในอุตสาหกรรมเครื่องสำอางและผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ สามารถเพิ่มมูลค่าได้มากกว่า 10-15 เท่าของราคาจำหน่ายสาหร่ายสด นายบัญชา สุขแก้ว อธิบดีกรมประมง จึงได้มอบหมายให้หน่วยงานในสังกัดเร่งผลักดันการวิจัยที่ส่งเสริมการพัฒนาผลิตภัณฑ์สาหร่ายพวงองุ่น เพื่อรองรับการเติบโตทางตลาดและขยายโอกาสทางธุรกิจให้กับเกษตรกร ซึ่งนอกจากจะช่วยลดปริมาณของเหลือใช้ตามแนวทาง Zero Waste แล้ว ยังสามารถเพิ่มมูลค่าและยกระดับผลผลิตทางการเกษตรให้มีความหลากหลายมากยิ่งขึ้น

นางฐิติพร กล่าวอีกว่า กรมประมง โดยกองวิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง จึงร่วมกับ วิทยาลัยแพทยศาสตร์นานาชาติจุฬาภรณ์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ดำเนินโครงการ “Greenscentia: Skin Barrier Serum for Anti PM2.5” ในการวิจัยและพัฒนาต่อยอดสาหร่ายพวงองุ่นเป็นผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางเชิงสุขภาพ หรือ เวชสำอาง ที่ผสมผสานคุณสมบัติในการดูแลและบำรุงผิวอย่างล้ำลึกเพื่อแก้ไขปัญหาผิวด้านต่าง ๆ โดยนำสาหร่ายมาสกัดสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพ (Bioactive compounds) ด้วยวิธีการสกัดที่เพิ่มประสิทธิภาพการดึงสารออกฤทธิ์สูงกว่าวิธีทั่วไป และนำมาเป็นส่วนประกอบหลักในการผลิตเครื่องสำอาง จนได้ “ผลิตภัณฑ์ Greenscentia – เซรั่มสร้างเกราะป้องกันผิวจาก PM 2.5” ที่อุดมไปด้วย Polysaccharide ซึ่งทำหน้าที่เป็น Natural Moisturizing Factor รักษาความชุ่มชื้นและปกป้องผิวจากการสูญเสียน้ำ, Antioxidant สารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยลดริ้วรอย, Apigenin ช่วยลดการอักเสบของผิวหนัง รวมถึง กระตุ้นการสร้าง Collagen ที่เป็นส่วนประกอบสำคัญในผิวหนัง โดยผลิตภัณฑ์ Greenscentia มี Polysaccharide สูงถึง 2.74% ซึ่งมีส่วนช่วยในการต้านการอักเสบและการปกป้องผิวจากมลภาวะ และมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ (Antioxidant activities) ที่มีประสิทธิภาพสูงถึง 41.25%

นางฐิติพร กล่าวต่อว่า จากผลการทดสอบประสิทธิภาพของผลิตภัณฑ์หลังใช้ 15 นาที พบว่าสามารถเพิ่มระดับความชุ่มชื้นให้แก่ผิวอย่างเห็นได้ชัด โดยไม่ทำให้ผิวมัน (Skin oiliness) เพิ่มขึ้น ซึ่งเหมาะสำหรับผู้ที่มีผิวแพ้ง่ายและบอบบาง เนื่องจากมีส่วนผสมจากธรรมชาติและปราศจากการปนเปื้อนของสารเคมี จนล่าสุดเมื่อวันที่ 17-19 กรกฎาคม 2568 ที่ผ่านมา ผลงานวิจัยดังกล่าวได้รับรางวัล Silver Award จากงาน World Invention Creativity Olympic & Conference (WICO) ซึ่งเป็นเวทีสำคัญระดับนานาชาติที่เปิดโอกาสให้นักวิจัยจากทั่วโลกนำเสนอผลงานวิจัยและนวัตกรรม รวมถึง แลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นและสร้างเครือข่ายความร่วมมือ เพื่อส่งเสริมให้เกิดการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ จัดขึ้นโดย Korea University Invention Association (KUIA) และ World Invention Intellectual Property Association (WIIPA) สาธารณรัฐเกาหลี

นางฐิติพร กล่าวด้วยว่า การได้รับรางวัลจากเวทีระดับนานาชาติในครั้งนี้ นอกจากจะเป็นความภาคภูมิใจของนักวิจัยไทยแล้ว ยังเป็นโอกาสของการพัฒนาอุตสาหกรรมเกษตรและการประมงของไทยที่สามารถแข่งขันในระดับโลกได้ และพร้อมขยายผลสู่การใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์อย่างยั่งยืนในอนาคต อีกทั้ง โครงการนี้ยังเป็นต้นแบบของ โมเดล BCG ที่เน้นการใช้ทรัพยากรชีวภาพอย่างยั่งยืน สามารถเพิ่มมูลค่าด้วยนวัตกรรมและหมุนเวียนทรัพยากรอย่างคุ้มค่า สะท้อนถึงศักยภาพของประเทศไทยในการนำนวัตกรรมด้านทรัพยากรทางทะเลมาสร้างเศรษฐกิจใหม่ที่ตอบโจทย์ทั้งด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และเศรษฐกิจอย่างแท้จริง

website : mgronline.com
facebook : MGRonlineLive
twitter : @MGROnlineLive
instagram : mgronline
line : MGROnline
youtube : MGR Online VDO

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...