โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เกาหลีใต้ติดกับดักโครงสร้างอุตสาหกรรมหนัก ทางตันเป้า Net Zero

ฐานเศรษฐกิจ

อัพเดต 18 ส.ค. 2568 เวลา 03.30 น. • เผยแพร่ 18 ส.ค. 2568 เวลา 23.00 น.

เกาหลีใต้ประกาศเป้าหมายลดการปล่อยคาร์บอน 40% ภายในปี 2030 และ Net Zero ภายในปี 2050 แต่โครงสร้างพลังงานยังพึ่งถ่านหินและก๊าซเป็นหลัก ขณะที่พลังงานหมุนเวียนมีเพียง 9% อุปสรรคจากระบบผูกขาด การเมืองผันผวน และอิทธิพลบรรษัทใหญ่ ทำให้การเปลี่ยนผ่านพลังงานสะอาดเต็มไปด้วยความล่าช้าและความขัดแย้ง

โรงไฟฟ้า Samcheok Blue

ขนาด 2.1 กิกะวัตต์ ซึ่งเริ่มเดินเครื่องเชิงพาณิชย์เมื่อเดือนมกราคม 2025 ในจังหวัดคังวอน ทางชายฝั่งตะวันออกของเกาหลีใต้ กลายเป็นสัญลักษณ์ความขัดแย้งเชิงสภาพภูมิอากาศของประเทศ โรงไฟฟ้านี้คาดว่าจะปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ 13 ล้านตันต่อปี และอาจมีอายุการใช้งานยาวนานเกินปี 2050 ซึ่งเป็นปีที่รัฐบาลเกาหลีใต้ตั้งเป้าหมายบรรลุความเป็นกลางทางคาร์บอน

The guardian รายงานว่า อึนบิน คัง นักเคลื่อนไหวด้านสิ่งแวดล้อม หัวหน้ากลุ่ม Youth Climate Emergency Action ที่ย้ายถิ่นฐานมาอยู่ในพื้นที่เพื่อคัดค้านโรงไฟฟ้า ระบุว่า เกาหลีใต้ยังคงสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน ทั้งที่วิกฤตสภาพภูมิอากาศเรียกร้องให้ยุติการขยายเชื้อเพลิงฟอสซิลโดยทันที

กรณีของ Samcheok สะท้อนถึงความย้อนแย้งในเศรษฐกิจใหญ่อันดับ 12 ของโลก ที่แม้มีชื่อเสียงด้านความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ทั้งเซมิคอนดักเตอร์และแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้า แต่กลับถูกจัดให้อยู่ในกลุ่ม 10 ประเทศที่มีผลงานด้านสภาพภูมิอากาศเลวร้ายที่สุด

ทั้งนี้ เกาหลีใต้ประกาศเป้าหมาย Net Zero ภายในปี 2050 พร้อมแผนลดการปล่อยคาร์บอน 40% จากระดับปี 2018 ภายในปี 2030 ทว่าในทางปฏิบัติ เชื้อเพลิงฟอสซิลยังครองสัดส่วนถึง 60% ของการผลิตไฟฟ้า ในขณะที่พลังงานหมุนเวียนมีเพียง 9% หรือประมาณหนึ่งในสี่ของค่าเฉลี่ยประเทศสมาชิก OECD ที่ 34%

การผูกขาดรัฐบั่นทอนการเปลี่ยนผ่าน

รายงานระบุว่า รากปัญหาของความล้มเหลวด้านสภาพภูมิอากาศคือ โครงสร้างพลังงานที่ผูกขาดโดยรัฐและการวางแผนแบบรวมศูนย์ บริษัท Korea Electric Power Corporation (Kepco) รัฐวิสาหกิจด้านพลังงาน ควบคุมระบบส่ง การจำหน่าย และการขายปลีก ขณะที่บริษัทลูกครองตลาดการผลิตไฟฟ้า เช่น Korea South-East Power, Korea Western Power และอีก 4 บริษัท ซึ่งดำเนินการโรงไฟฟ้าถ่านหิน ก๊าซ และนิวเคลียร์เกือบทั้งหมดในประเทศ

ผู้พัฒนาพลังงานหมุนเวียนกลับเผชิญกับอุปสรรคด้านกฎระเบียบ โดยก่อนหน้านี้นักพัฒนาฟาร์มกังหันลมต้องยื่นขออนุญาตมากถึง 28 ใบจากหลายกระทรวง ทำให้โครงการล่าช้าหลายปีและเพิ่มต้นทุนจนไม่คุ้มค่า แม้ต้นปี 2025 รัฐสภาจะผ่านกฎหมายใหม่เพื่อเร่งรัดขั้นตอน แต่กฎหมายจะมีผลบังคับใช้จริงในปี 2026

เครือข่ายสายส่งยังเป็นอีกอุปสรรค ความต้องการไฟฟ้าเพิ่มขึ้น 98% ในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา แต่การขยายโครงข่ายสายส่งเพิ่มขึ้นเพียง 26% ความพยายามขยายระบบนำไปสู่ความขัดแย้งรุนแรงกับชุมชน เช่น กรณีเมือง Miryang จังหวัดคยองซังใต้ ที่ประชาชนถูกบังคับขายที่เพื่อสร้างเสาส่งไฟฟ้า และเกิดการปะทะต่อเนื่องยาวนานถึง 6 ปี ปัจจุบันยังมีโครงการสายส่งราว 12 แห่งที่หยุดชะงัก

เดือนกุมภาพันธ์ 2025 รัฐสภาผ่าน “กฎหมายพิเศษสายส่งไฟฟ้า” เพื่อเร่งการขยายโครงข่าย แต่กลุ่มพลเมืองเตือนว่ากฎหมายนี้ยิ่งตอกย้ำการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานแบบบนลงล่างที่ดำเนินมากว่าหลายสิบปี และลดทอนกระบวนการรับฟังความคิดเห็นสาธารณะรวมถึงการทบทวนสิ่งแวดล้อม

คิม จองจิน จาก Friends of the Earth เมืองดังจิน ซึ่งโครงการพลังงานสะอาดในพื้นที่เคยล่าช้ากว่า 10 ปีเพราะการต่อต้านของชุมชน ระบุว่า ความขัดแย้งเกิดซ้ำซากเพราะไฟฟ้าที่ผลิตไม่ได้ถูกใช้ในท้องถิ่น แต่กลับสร้างผลกระทบต่อชุมชนโดยไม่มีการรับฟังเสียง

โมเดลพลังงานไม่สอดคล้องกับยุคใหม่

ยุทธศาสตร์พลังงานเกาหลีใต้ยึดตาม “แผนหลักการผลิตและความต้องการไฟฟ้า” ซึ่งเป็นการคาดการณ์ 15 ปีที่ปรับทุก 2 ปี แต่กรอบนี้ที่ใช้มาตั้งแต่ทศวรรษ 1960 ยังคงเน้นการผลิตขนาดใหญ่รวมศูนย์ เหมาะกับถ่านหินและนิวเคลียร์ แต่ไม่สอดคล้องกับเทคโนโลยีพลังงานหมุนเวียนที่กระจายตัวและยืดหยุ่น

ความไม่แน่นอนทางการเมืองเพิ่มความเสี่ยงต่อการวางแผนระยะยาว โดยแต่ละรัฐบาล 5 ปีมักกลับลำทางนโยบาย เช่น ปี 2017 ประธานาธิบดีมุน แจอิน ประกาศเลิกพลังงานนิวเคลียร์ แต่ในอีก 5 ปีต่อมา ประธานาธิบดีคนถัดไป ยุน ซอกยอล ซึ่งปัจจุบันพ้นตำแหน่งไปแล้ว กลับนโยบายดังกล่าว ความผันผวนนี้ทำให้การวางแผนด้านพลังงานสะอาดไร้เสถียรภาพ

เมื่อรัสเซียรุกรานยูเครนและราคาพลังงานฟอสซิลพุ่งสูง Kepco ต้องแบกรับต้นทุนมหาศาล ปี 2022 เพียงปีเดียว ค่าใช้จ่ายด้าน LNG เพิ่มขึ้นอีก 22 ล้านล้านวอน (11.9 พันล้านปอนด์) แต่รัฐบาลยังตรึงค่าไฟต่ำด้วยเหตุผลทางการเมือง ส่งผลให้หนี้สะสมของ Kepco พุ่งสูงถึง 205 ล้านล้านวอน (111 พันล้านปอนด์) ภายในปี 2024

แม้เผชิญวิกฤติ การปฏิรูปเชิงโครงสร้างยังไม่เกิดขึ้น ระบบผูกขาดทำให้การเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดถูกสกัดกั้น โดยผู้ผลิตพลังงานหมุนเวียนอิสระแทบไม่สามารถเข้าถึงตลาดที่ถูกครอบงำด้วยเชื้อเพลิงฟอสซิล

เศรษฐกิจคาร์บอนเข้มข้น

เศรษฐกิจเกาหลีใต้หลังสงครามพึ่งพาอุตสาหกรรมใช้พลังงานเข้มข้น เช่น เหล็ก ปิโตรเคมี ต่อเรือ และเซมิคอนดักเตอร์

ศาสตราจารย์ปาร์ค ซางอิน แห่งมหาวิทยาลัยแห่งชาติโซล ระบุว่า การพึ่งพาเชิงโครงสร้างต่ออุตสาหกรรมหนักและเคมีทำให้การเปลี่ยนผ่านพลังงานเป็นเรื่องยากยิ่ง เพราะอุตสาหกรรมเหล่านี้ต้องการไฟฟ้าที่เสถียรและราคาถูก

กลุ่มแชบอลขนาดใหญ่ เช่น Posco, Samsung และ Hyundai มีอิทธิพลเหนือการกำหนดนโยบาย โครงสร้างตลาดไฟฟ้าเอื้อต่อเสถียรภาพทางอุตสาหกรรมมากกว่าการบรรเทาปัญหาสภาพภูมิอากาศ

เกาหลีใต้ยังเป็นผู้ให้เงินทุนและโครงสร้างพื้นฐานแก่โครงการฟอสซิลในต่างประเทศ อุตสาหกรรมต่อเรือของเกาหลีครองตลาดเรือขนส่ง LNG ทั่วโลก และสถาบันการเงินของรัฐยังสนับสนุนโครงการเชื้อเพลิงฟอสซิล เช่น โครงการก๊าซ Coral Norte ในโมซัมบิก ที่คาดว่าจะปล่อยคาร์บอน 489 ล้านตันตลอดอายุการผลิต อีกทั้งเกาหลีใต้ยังเป็นผู้นำเข้าพลังงานฟอสซิลจากรัสเซียรายใหญ่ในช่วงที่หลายประเทศลดความสัมพันธ์

ดงแจ โอห์ หัวหน้าทีมก๊าซจาก Solutions for Our Climate (SFOC) ระบุว่า การสนับสนุนทางการเงินเหล่านี้ขัดแย้งกับเป้าหมายสภาพภูมิอากาศ และทำให้ข้อตกลงปารีสไร้ความหมาย

แม้แต่กองทุนบำนาญแห่งชาติ (NPS) หนึ่งในกองทุนบำนาญใหญ่ที่สุดของโลก ก็ยังลงทุนในถ่านหินและก๊าซ แม้ประกาศเลิกถ่านหินตั้งแต่ปี 2021 แต่เพิ่งกำหนดกลยุทธ์ถอนการลงทุนในปลายปี 2024 และจะเลื่อนการดำเนินการในสินทรัพย์ภายในประเทศจนถึงปี 2030

โครงการซื้อขายคาร์บอนเครดิต K-ETS

เปิดตัวในปี 2015 ถูกคาดหวังว่าจะทำให้ผู้ก่อมลพิษต้องจ่ายต้นทุน แต่ระบบการแจกโควตาฟรีให้บริษัทขนาดใหญ่กลับสร้างแรงจูงใจบิดเบี้ยว กลุ่ม Plan 1.5 เปิดเผยว่า บริษัทผู้ก่อมลพิษรายใหญ่ 10 แห่งทำกำไรกว่า 475,000 ล้านวอน (258 พันล้านปอนด์) จากการขายโควตาที่ไม่ได้ใช้ ระหว่างปี 2015-2022

คนรุ่นใหม่เดินหน้าฟ้องร้อง

ความตระหนักด้านวิกฤติสภาพภูมิอากาศทวีความรุนแรงควบคู่กับภัยพิบัติถี่ขึ้น ปี 2023 น้ำท่วมคร่าชีวิต 46 คน และทำให้หลายพันคนต้องอพยพ ปีถัดมาฝนตกหนักทำให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 26 คน ตามด้วยคลื่นความร้อนทำลายสถิติ เดือนมีนาคม 2025 ไฟป่าครั้งใหญ่เผาผลาญพื้นที่กว่า 48,000 เฮกตาร์ หรือประมาณ 80% ของพื้นที่กรุงโซล คร่าชีวิต 31 คน และทำลายบ้านเรือนนับพัน

ในเดือนกุมภาพันธ์ 2025 กลุ่มเด็กนักเรียนยื่นฟ้องบริษัท Posco เพื่อหยุดแผนขยายเตาถลุงถ่านหินอายุหลายสิบปี ซึ่งจะยืดอายุการใช้งานออกไปอีก 15 ปี และปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์กว่า 137 ล้านตัน

นี่เป็นคดีแรกของโลกที่มุ่งเป้าไปยังโรงถลุงเหล็กแบบ blast furnace และเกิดขึ้นหลังศาลรัฐธรรมนูญเกาหลีใต้ตัดสินเมื่อสิงหาคม 2024 ว่านโยบายภูมิอากาศของรัฐบาลละเมิดสิทธิของคนรุ่นอนาคตเพราะไม่มีการกำหนดเป้าหมายทางกฎหมายสำหรับปี 2031-2050

โครงการใหม่ จุดชนวนความขัดแย้ง

เดือนมีนาคม 2025 ชาวบ้านและนักเคลื่อนไหวยื่นฟ้องรัฐบาลที่อนุมัติโครงการคลัสเตอร์เซมิคอนดักเตอร์ในเมืองยงอิน ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากการลงทุน 360 ล้านล้านวอนของ Samsung โดยมีความต้องการไฟฟ้าสูงถึง 10 กิกะวัตต์ และโรงไฟฟ้า LNG ใหม่ ซึ่งถูกวิจารณ์ว่าขัดต่อกฎระเบียบด้านสภาพภูมิอากาศและพันธะด้านความยั่งยืนของบริษัท

รัฐบาลยืนยัน เดินหน้าลดถ่านหิน

ข้อมูลสากลชี้ว่าการปล่อยคาร์บอนของเกาหลีใต้ถึงจุดสูงสุดในปี 2018 และเริ่มลดลง แม้จะมีการดีดกลับช่วงหลังโควิด รัฐบาลยังยืนยันว่ากำลังเดินหน้าลดการใช้ถ่านหิน โดยห้ามอนุมัติโรงไฟฟ้าใหม่ตั้งแต่ปี 2021 และทยอยปิดโรงเก่า พร้อมใช้เทคโนโลยีดักจับคาร์บอนและเชื้อเพลิงสะอาดเพื่อจัดการโรงไฟฟ้าที่เหลือ

อย่างไรก็ตาม นักวิชาการชี้ว่าแผนปัจจุบันยังไม่มีรายละเอียดชัดเจนเกี่ยวกับพลังงานหมุนเวียน ศาสตราจารย์ปาร์คเปิดเผยผลงานวิจัยโดยใช้แบบจำลอง Global Change Assessment Model พบว่า แผนปัจจุบันอาจพลาดเป้าลดการปล่อยคาร์บอนปี 2030 ราว 6-7%

งานวิจัยยังเสนอว่า หากเกาหลีใต้วางนโยบายทะเยอทะยานมากขึ้น เช่น ยุติถ่านหินภายในปี 2035 และขยายพลังงานลมนอกชายฝั่ง จะสามารถลดการปล่อยก๊าซจากภาคพลังงานได้ถึง 82% ภายในปี 2035

กระทรวงสิ่งแวดล้อมเกาหลีใต้ยืนยันว่าการคำนวณเป้าหมายลดคาร์บอนสอดคล้องกับหลักสากล โดยประเทศอย่างญี่ปุ่นและแคนาดาก็ใช้วิธีการคล้ายกัน และตั้งแต่ปี 2024 เกาหลีใต้ได้เริ่มใช้มาตรฐาน IPCC ปี 2006 ในการจัดทำสถิติแทนแนวทางปี 1996 ที่เคยใช้ก่อนหน้านี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...