“ธนาคารกลางรัสเซีย” ส่งสัญญาณชะลอลดดอกเบี้ย หลังเงินเฟ้อพุ่งจากสงคราม-ภาษีใหม่
"ธนาคารกลางรัสเซีย" ส่งสัญญาณชะลอลดดอกเบี้ย หลังเงินเฟ้อพุ่งจากสงคราม-ภาษีใหม่ นักวิเคราะห์เตือนความเสี่ยงเศรษฐกิจทรุดแรง หากนโยบายการเงินเดินพลาด
วันที่ 24 ตุลาคม 2568 เวลา 10.00 น. สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า รัสเซียอาจชะลอหรือหยุดวงจรการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายในสัปดาห์นี้ หลังจากการโจมตีของยูเครนต่อโรงกลั่นน้ำมันและการเตรียมขึ้นภาษีใหม่สร้างแรงกดดันต่อเงินเฟ้อ
แม้เศรษฐกิจรัสเซียจะชะลอตัวจากภาระของต้นทุนการกู้ยืมที่สูง ซึ่งธนาคารกลางเพิ่งเริ่มปรับลดตั้งแต่เดือนมิถุนายน แต่ทีมงานของ เอลวีรา นาบิอูลลินา ผู้ว่าการธนาคารกลางรัสเซีย ได้ส่งสัญญาณระมัดระวังมากขึ้นก่อนการประชุมนโยบายในวันศุกร์นี้
เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา อเล็กเซย์ ซาโบตกิน รองผู้ว่าการธนาคารกลางกล่าวต่อสมาชิกรัฐสภาว่า จะมีการตัดสินใจที่สมดุล โดยอิงจากข้อมูลทั้งหมดที่มีอยู่ หลังถูกกดดันให้ผ่อนคลายภาระทางการเงินต่อภาครัฐและธุรกิจ
นักเศรษฐศาสตร์จึงมีความเห็นแตกออกเป็นสองฝ่าย ราวครึ่งหนึ่งคาดว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายจะถูกปรับลดจากระดับปัจจุบันที่ 17% ส่วนอีกครึ่งหนึ่งมองว่าจะยังคงไว้เช่นเดิม โดยธนาคารกลางจะประกาศผลเวลา 13.30 น. ตามเวลามอสโก ก่อนแถลงข่าวเวลา 15.00 น.
อันเดร เมลัชเชนโก หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของ Renaissance Capital กล่าวว่า “การเร่งตัวของอัตราเงินเฟ้อในระยะหลังและความคาดหวังเงินเฟ้อที่สูงขึ้นกำลังจำกัดพื้นที่ในการลดดอกเบี้ย” พร้อมคาดว่า ธนาคารกลางอาจคงดอกเบี้ยไว้ หรือปรับลดเพียง 0.5% หลังจากลดลง 1% ในเดือนกันยายนที่ผ่านมา
หลังจากเงินเฟ้อเคยกลับมาใกล้ระดับเป้าหมาย 4% ของธนาคารกลางในช่วงกลางปี ราคาสินค้าได้เร่งตัวขึ้นอีกครั้ง ส่วนหนึ่งมาจากปัจจัยชั่วคราว เช่น ราคาผลไม้และผักที่ลดลงในฤดูร้อนสิ้นสุดลง และผลบวกจากค่าเงินรูเบิลที่แข็งค่าก็เริ่มจางหาย
แต่ปัจจัยหลักคือ ภาวะขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง จากการที่ยูเครนเร่งโจมตีโรงกลั่นน้ำมัน ท่อส่ง และท่าเรือของรัสเซีย ท่ามกลางการที่เครมลินยังไม่แสดงท่าทีเจรจายุติสงครามที่เริ่มมาตั้งแต่ปี 2565 ส่งผลให้ราคาน้ำมันเบนซินพุ่งขึ้น 3% ในเดือนกันยายน และเพิ่มอีก 2% ในเดือนตุลาคม
ธนาคารกลางรัสเซียคาดว่าการเพิ่มภาษีรีไซเคิลรถยนต์นำเข้า จะกระทบต่อการนำเข้ารถยนต์และทำให้ราคาสินค้าขึ้น และแผนการขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) จาก 20% เป็น 22% ในปี 2569 เพื่อใช้สนับสนุนงบกลาโหม อาจทำให้เงินเฟ้อเพิ่มขึ้นอีก 0.6–0.8%
ปัจจัยเหล่านี้อาจทำให้การลดลงของความคาดหวังเงินเฟ้อในหมู่ครัวเรือนสะดุด และจำกัดโอกาสที่นโยบายการเงินจะผ่อนคลายได้มากขึ้น โดยธนาคารกลาง ระบุว่า“เมื่อปัจจัยชั่วคราวที่ผลักดันเงินเฟ้อหลายประการเกิดขึ้นพร้อมกัน นโยบายการเงินจำเป็นต้องคำนึงถึงผลสะสมของมันต่อกระบวนการลดความคาดหวังเงินเฟ้อ” ทั้งนี้ความคาดหวังเงินเฟ้อของประชาชนในเดือนตุลาคมอยู่ที่ 12.6%
ธนาคารกลางรัสเซียย้ำว่าการตัดสินใจใด ๆ ต้องคำนวณอย่างรอบคอบและดำเนินอย่างระมัดระวัง โดยหากต้องการให้เงินเฟ้อกลับสู่เป้าหมาย 4% ภายในสิ้นปีหน้า ตัวเลขเงินเฟ้อรายเดือนที่ปรับฤดูกาลต้องคงที่ใกล้ระดับดังกล่าวต่อเนื่องเป็นเวลานาน
การกลับมาของเงินเฟ้อสู่ระดับนั้นในเดือนมิถุนายน ทำให้ธนาคารกลางเริ่มวงจรการลดดอกเบี้ยจากระดับสูงสุดที่ 21% ซึ่งช่วยคลายความกังวลเรื่องภาวะถดถอยชั่วคราว แต่การผ่อนคลายอาจถูกพักไว้ก่อนที่จะส่งผลบวกต่อภาคธุรกิจได้จริง
ขณะเดียวกันมาตรการคว่ำบาตรรอบใหม่จากสหรัฐที่พุ่งเป้าไปยังผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ของรัสเซีย อาจเพิ่มแรงกดดันต่อเศรษฐกิจอีกขั้น เนื่องจากรายได้จากภาษีน้ำมันเป็นแหล่งทุนสำคัญของสงคราม
ปิออต มาทิส นักวิเคราะห์อาวุโสจาก In Touch Capital Markets กล่าวว่ามาตรการคว่ำบาตรใหม่อาจสร้างแรงกระทบต่อเศรษฐกิจรัสเซียและเพิ่มความเสี่ยงของภาวะเศรษฐกิจทรุดแรง (hard landing) หากธนาคารกลางปรับลดดอกเบี้ยมากกว่าที่คาด อาจสะท้อนถึงความพยายามป้องกันผลกระทบทางเศรษฐกิจล่วงหน้า
แม้อัตราดอกเบี้ยสูงจะถ่วงภาคอุตสาหกรรมพลเรือน แต่ภาคการผลิตที่เกี่ยวข้องกับการทหารยังคงขยายตัว ส่งผลให้ค่าจ้างและการบริโภคยังเติบโต แม้เศรษฐกิจโดยรวมจะชะลอตัว ปัจจุบันอัตราการว่างงานของรัสเซียอยู่ในระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 2.1% ทำให้เกิดการแข่งขันสูงในการจ้างแรงงาน และดันค่าจ้างให้เพิ่มเร็วกว่าการเติบโตของผลิตภาพแรงงาน ซึ่งยิ่งเพิ่มแรงกดดันเงินเฟ้อ
ซาโบตกินยอมรับว่าปัญหาการว่างงานต่ำอย่างมากจะเป็นประเด็นหลักในการประชุมครั้งนี้
โซฟียา โดเนตส์ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของ T-Investments กล่าวสรุปว่า “ภารกิจของธนาคารกลางตอนนี้ยากเป็นพิเศษ ต้องหาจุดสมดุลระหว่างความเสี่ยงของการชะลอตัวทางเศรษฐกิจมากเกินไป กับความเสี่ยงของเงินเฟ้อที่พุ่งสูงขึ้น”
อ้างอิง : www.bloomberg.com