โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ชนินทธ์ มั่นใจ “ดุสิตธานี” ไม่สะดุดแม้ไร้ “ศุภจี” กุมบังเหียน ปัญหาภายในเคลียร์จบ-ปีหน้าเห็นกำไร

การเงินธนาคาร

อัพเดต 12 ก.ย 2568 เวลา 17.52 น. • เผยแพร่ 12 ก.ย 2568 เวลา 10.52 น.

“ชนินทธ์” ย้ำ “ศุภจี” ลาออกไปนั่ง รมว.พานิชย์ ไม่ทำดุสิตธานีสะดุด ปีหน้าล้างขาดทุน-รับรู้กำไรตามแผน จากบิ๊กโปรเจกต์ ดุสิตเรสซิเดนซ์ เคลียร์ชัดปัญหาภายในจบแน่ไม่ยืดเยื้อ พร้อมจีบ “ศุภจี” กลับหลังหมดวาระ เชื่อไม่เล่นการเมืองยาว ด้านศุภจี ยันไม่เล่นการเมืองนานเกินโควต้า เน้นเจรจาต่างประเทศ-เพิ่มรายได้รากหญ้า

นายชนินทธ์ โทณวณิก รักษาการประธานกรรมการ และ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บมจ.ดุสิตธานี เปิดเผยภายหลังจากเข้ารับตำแหน่งแทน “ศุภจี สุธรรมพันธุ์” ที่ตอบรับ “รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์” ว่า แม้ว่าสิ่งที่ปรากฏในงบการเงินของ “ดุสิตธานี” ในวันนี้ มีผลขาดทุนสะสมกว่า 1,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นเหตุให้บริษัทฯ งดจ่ายเงินปันผลตลอดระยะเวลา 5 ปีที่ผ่านมา

แต่ “ความจริง” คือผลขาดทุนที่เกิดขึ้นเกิดจาก “ดอกเบี้ย” ของงบลงทุนโครงการใหญ่ “ดุสิต เซ็นทรัล พาร์ค” ซึ่งจะสร้าง “รายได้” ที่สูงสุดเป็นประวัติการณ์ และสูงกว่าเมื่อ 10 ปีก่อนถึงกว่าเท่าตัว จากปี 2557 ที่กลุ่มดุสิตธานีมีรายได้รวม 5,370 ล้านบาท เพิ่มเป็น 11,204 ล้านบาทในปี 2567 และกำลังจะเพิ่มขึ้นมากกว่านั้น และแน่นอนกำไรสุทธิก็กำลังจะพลิกเป็นบวกอย่างชัดเจน

“เราเป็นโรงแรมเดียวที่ไม่เพิ่มทุนและยังมีการลงทุนหลายโครงการต่อเนื่อง แผนการลงทุน “ดุสิต เซ็นทรัลพาร์ค” มูลค่า 4.6 หมื่นล้านบาท ซึ่งได้รับการอนุมัติจากผู้ถือหุ้นทุกคนที่เห็นตรงกันว่า ดุสิตธานี จำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงเพราะโรงแรมเก่า และด้วยโลเคชันไม่คุ้มที่จะทำโรงแรมอย่างเดียวจะต้องมีหลายส่วน สรุปจบที่แผนมิกซ์ยูสที่ประกอบด้วยโรงแรม ศูนย์การค้า ออฟฟิศ และเรสซิเดนซ์

ที่สำคัญคือต้องทำให้มีกำไรและมีชื่อเสียง ปัญหาคือเมื่อดำเนินโครงการได้ระยะหนึ่งเกิดโควิดซึ่งกินเวลา 3 ปี กระทบการก่อสร้างทำให้โครงการล่าช้ากว่ากำหนด 2 ปี แต่ด้วยภาพลักษณ์ดุสิตธานีที่น่าเชื่อถือทำให้สามารถขายเรสซิเดนซ์ไปได้กว่า 40% ในช่วงโควิด”

ผลงานโดดเด่นภายใต้การบริหารของศุภจี

นายชนินทธ์ยกย่องผลงานของนางศุภจีว่าได้ขยายธุรกิจจากเดิมที่มีเพียง 2 ธุรกิจหลัก สู่ 5 ธุรกิจที่เติบโตอย่างแข็งแกร่ง ทั้งการเพิ่มจำนวนโรงแรมและวิลล่าจาก 27 แห่งเป็น 297 แห่งใน 18 ประเทศ และเพิ่มแบรนด์โรงแรมจาก 4 แบรนด์เป็น 9 แบรนด์

“เราพยายามทำโครงการ “ดุสิต เซนทรัลพาร์ค” 4.6 หมื่นล้านให้ดีที่สุดเพราะโครงการนี้จะเป็นภาพพจน์ของดุสิตธานี ซึ่งตลาดให้ความมั่นใจ เรตติ้งเรายังอยู่ในบริษัทที่น่าเชื่อถือในการลงทุน”

จุดเปลี่ยนสำคัญที่กำลังจะมาถึงคือการรับรู้รายได้จากการขาย“ดุสิต เรสซิเดนซ์” มูลค่ากว่า 16,000 ล้านบาท ที่ขายไปแล้ว 90% และจะทยอยโอนกรรมสิทธิ์อย่างมีนัยสำคัญในปี 2569 ซึ่งจะทำให้หนี้สินทั้งหมดของดุสิตธานีหมดไป และทำให้บริษัทสามารถพลิกกลับมามีกำไรได้ในปีหน้า รวมถึงโรงแรมอีกกว่า 50 แห่งทั่วโลกที่อยู่ในแผนการขยายธุรกิจของดุสิตธานี

พร้อมรับ “ศุภจี” กุมบังเหียน ดุสิตธานี อีกครั้ง หลังหมดวาระ

ชนินทธ์ ยังกล่าวย้ำว่า ตอนนี้งานที่หนักของดุสิตธานีที่คุณศุภจีทำ “สำเร็จ” แล้ว แต่สิ่งสำคัญคือ เศรษฐกิจของประเทศ ดังนั้นในหลักการเรายินดีที่ประเทศไทยและรัฐบาลนี้ได้คนดีและเก่งไปช่วยงาน แต่เมื่อความรับผิดชอบนั้นเสร็จสิ้นขอให้ คุณศุภจี กลับมาที่ดุสิตธานีเพราะคิดว่าคุณศุภจีคงไม่เล่นการเมืองยาว

“ส่วนปัญหาที่มีในบริษัทผมค่อนข้างมั่นใจว่าจะแก้ไขได้ อยากให้มีความเชื่อมั่นว่าสิ่งที่วางรากฐานไว้ไม่มีอะไรสะดุดและหยุดนิ่ง ดุสิตธานียังมีความต่อเนื่องของธุรกิจ”

ศุภจี ชี้ 2 เหตุผลสำคัญ ตอบรับตำแหน่งรัฐมนตรีฯ

ดุสิตธานี

ขณะที่นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ เปิดเผยว่า เกือบ10 ปีที่เข้ามาดุสิตเป็นการทำงานที่ไม่ง่าย เราวางแผนการทำงานเป็น 3 ช่วง คือ 3 ปีแรก เราสร้างพื้นฐาน “Foundation” เพื่อรองรับสิ่งที่เราจะเติบโตในอนาคต 2 “Engine” ใหม่ ๆ เพื่อทำให้ดุสิตธานีมีรายได้ใหม่ ๆ เพิ่มขึ้นซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือ Dusit Central Park และ 3 ปีสุดท้าย คือการ Take off จนกลายเป็น New Chapter ของดุสิตธานี

“บังเอิญว่าช่วง 3 ปีตรงกลางเราเจอวิกฤตหนักคือโควิด ทำให้เรา Take off ได้ช้า ซึ่งวันนี้หากมองเฉพาะผลประกอบการ เราอาจจะมีปัญหาเรื่องขาดทุนบ้าง แต่ก็จะหมดไปเมื่อได้โอนเรสซิเดนซ์ ที่ขายไปแล้วประมาณ 16,000 ล้านบาท เมื่อไม่มีผลขาดทุนและไม่มีภาระดอกเบี้ย บริษัทก็จะก้าวสู่บทใหม่ตามที่เราได้วางรากฐานไว้”

“นักวิเคราะห์และนักลงทุนไม่ได้แปลกใจเลย เพราะเราไม่ได้เพิ่มทุน แต่ใช้วิธีการกู้และจ่ายดอกเบี้ย เมื่อโครงการเสร็จสิ้น ผลกำไรก็จะเกิดขึ้นและสามารถล้างขาดทุนได้”

ตอนนี้เป็นช่วงจังหวะที่นายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล ทาบทามให้มาอยู่ในทีมเศรษฐกิจคือ กระทรวงพาณิชย์ ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่เคยคาดคิดมาก่อน แต่สิ่งที่ทำให้ตัดสินใจตอบรับมี 2 เหตุผลคือ

1. ประเทศไม่สามารถอยู่ในสภาวะสุญญากาศได้ เวลานี้ประเทศไทยเผชิญความท้าทายหลายด้าน ต้องมีคนที่เข้ามาช่วยดูแลเรื่องปากท้องและเศรษฐกิจภาพรวม ส่วนตัวมีโอกาสทำงานที่หลากหลาย ทั้งประสบการณ์จาก IBM ได้เห็นการตัดสินใจระดับมหภาค การวางนโยบายการทำงาน และมีโอกาสติดต่อกับองค์กรข้ามชาติมากมาย การเข้ามาอยู่ ไทยคม ก็มีโอกาสได้พูดคุยกับต่างประเทศ รวมถึงการทำงานในภาคของธนาคารและบริษัทที่ดูแลเรื่องการผลิต

ประสบการณ์เหล่านี้จะสามารถช่วยผลักดันงานด้านต่างประเทศเพื่อให้เศรษฐกิจของเราเดินหน้าได้ เพราะถ้าสนใจเฉพาะเรื่องลดค่าใช้จ่ายอย่างเดียวคงไม่พอ จะต้องสร้างรายได้โดยเปิดตลาดใหม่ ควบคู่ไปกับการค้าในประเทศเพื่อเพิ่มศักยภาพในการแข่งขัน

2. ระยะเวลาการทำงานสั้น ด้วยระยะเวลาเพียง 4 เดือนในการทำหน้าที่ ดังนั้นต้องหยิบประเด็นสำคัญที่ได้รับผลกระทบมาทำก่อนเพื่อให้เห็นผลสำเร็จโดยเร็ว และสร้างรากฐานไว้ให้คนต่อไปเข้ามาดำเนินการหลังจากมีการเลือกตั้งและได้รัฐบาลใหม่ ซึ่งคาดว่าจะใช้เวลา 7-8 เดือน

“ส่วนที่คิดว่าจะช่วยได้คือการเจรจากับต่างประเทศ การดูแลในประเทศ และการหาเอกลักษณ์ผลิตภัณฑ์ไทย ไม่ว่าจะเป็นของเกษตรกรใด ๆ เพื่อช่วยสร้างรายได้ให้คนไทยในระดับรากหญ้า อีกเรื่องที่พอจะช่วยได้คือส่วนตัวเป็นคนที่ชอบทำงานร่วมกับคน จึงน่าจะเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยผลักดันและทำงานร่วมกันกับกระทรวง รวมถึงทีมเศรษฐกิจที่ประกอบด้วยหลายส่วน ทั้ง กระทรวงการคลัง กระทรวงพลังงาน และกระทรวงการต่างประเทศ เพื่อให้ไปได้ไกลและเร็ว

แต่สิ่งสำคัญต้องมีเป้าหมายร่วมกันคือ ทำให้ประเทศแข็งแกร่งในระยะเวลาอันสั้น อย่างไรก็ดี ต้องรอการโปรดเกล้าฯ และพูดคุยกับรัฐมนตรีท่านอื่นเพื่อร่างนโยบายร่วมกัน”

ศุภจี กล่าวต่อไปว่า “ในส่วนของ ดุสิตธานี CEO ท่านใหม่มีความสามารถที่มากล้น การเปลี่ยนผ่านครั้งนี้ไม่สะดุดแน่นอน เพราะผ่านจุดที่ยากที่สุดมาแล้วและเริ่มจะมีกำไรเข้ามา ซึ่งปีหน้าจะเห็นผลกำไรที่มีนัยสำคัญประมาณ 80% ซึ่งจะช่วยลดหนี้ได้เกือบหมดรวมถึงลดภาระดอกเบี้ย นอกจากนี้ยังอยู่ระหว่างการพัฒนา ดุสิต อาจารา หัวหิน ซึ่งตอนนี้เริ่มขายแล้วและยังไม่มีโครงการอื่นในแผนงานที่ต้องใช้เงินลงทุน”

สุดท้ายนี้ ศุภจี ย้ำว่า “เมื่อจบภารกิจพร้อมกลับเข้ามาที่ดุสิตอีกครั้ง”

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง :

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...