ชนินทธ์ มั่นใจ “ดุสิตธานี” ไม่สะดุดแม้ไร้ “ศุภจี” กุมบังเหียน ปัญหาภายในเคลียร์จบ-ปีหน้าเห็นกำไร
“ชนินทธ์” ย้ำ “ศุภจี” ลาออกไปนั่ง รมว.พานิชย์ ไม่ทำดุสิตธานีสะดุด ปีหน้าล้างขาดทุน-รับรู้กำไรตามแผน จากบิ๊กโปรเจกต์ ดุสิตเรสซิเดนซ์ เคลียร์ชัดปัญหาภายในจบแน่ไม่ยืดเยื้อ พร้อมจีบ “ศุภจี” กลับหลังหมดวาระ เชื่อไม่เล่นการเมืองยาว ด้านศุภจี ยันไม่เล่นการเมืองนานเกินโควต้า เน้นเจรจาต่างประเทศ-เพิ่มรายได้รากหญ้า
นายชนินทธ์ โทณวณิก รักษาการประธานกรรมการ และ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บมจ.ดุสิตธานี เปิดเผยภายหลังจากเข้ารับตำแหน่งแทน “ศุภจี สุธรรมพันธุ์” ที่ตอบรับ “รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์” ว่า แม้ว่าสิ่งที่ปรากฏในงบการเงินของ “ดุสิตธานี” ในวันนี้ มีผลขาดทุนสะสมกว่า 1,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นเหตุให้บริษัทฯ งดจ่ายเงินปันผลตลอดระยะเวลา 5 ปีที่ผ่านมา
แต่ “ความจริง” คือผลขาดทุนที่เกิดขึ้นเกิดจาก “ดอกเบี้ย” ของงบลงทุนโครงการใหญ่ “ดุสิต เซ็นทรัล พาร์ค” ซึ่งจะสร้าง “รายได้” ที่สูงสุดเป็นประวัติการณ์ และสูงกว่าเมื่อ 10 ปีก่อนถึงกว่าเท่าตัว จากปี 2557 ที่กลุ่มดุสิตธานีมีรายได้รวม 5,370 ล้านบาท เพิ่มเป็น 11,204 ล้านบาทในปี 2567 และกำลังจะเพิ่มขึ้นมากกว่านั้น และแน่นอนกำไรสุทธิก็กำลังจะพลิกเป็นบวกอย่างชัดเจน
“เราเป็นโรงแรมเดียวที่ไม่เพิ่มทุนและยังมีการลงทุนหลายโครงการต่อเนื่อง แผนการลงทุน “ดุสิต เซ็นทรัลพาร์ค” มูลค่า 4.6 หมื่นล้านบาท ซึ่งได้รับการอนุมัติจากผู้ถือหุ้นทุกคนที่เห็นตรงกันว่า ดุสิตธานี จำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงเพราะโรงแรมเก่า และด้วยโลเคชันไม่คุ้มที่จะทำโรงแรมอย่างเดียวจะต้องมีหลายส่วน สรุปจบที่แผนมิกซ์ยูสที่ประกอบด้วยโรงแรม ศูนย์การค้า ออฟฟิศ และเรสซิเดนซ์
ที่สำคัญคือต้องทำให้มีกำไรและมีชื่อเสียง ปัญหาคือเมื่อดำเนินโครงการได้ระยะหนึ่งเกิดโควิดซึ่งกินเวลา 3 ปี กระทบการก่อสร้างทำให้โครงการล่าช้ากว่ากำหนด 2 ปี แต่ด้วยภาพลักษณ์ดุสิตธานีที่น่าเชื่อถือทำให้สามารถขายเรสซิเดนซ์ไปได้กว่า 40% ในช่วงโควิด”
ผลงานโดดเด่นภายใต้การบริหารของศุภจี
นายชนินทธ์ยกย่องผลงานของนางศุภจีว่าได้ขยายธุรกิจจากเดิมที่มีเพียง 2 ธุรกิจหลัก สู่ 5 ธุรกิจที่เติบโตอย่างแข็งแกร่ง ทั้งการเพิ่มจำนวนโรงแรมและวิลล่าจาก 27 แห่งเป็น 297 แห่งใน 18 ประเทศ และเพิ่มแบรนด์โรงแรมจาก 4 แบรนด์เป็น 9 แบรนด์
“เราพยายามทำโครงการ “ดุสิต เซนทรัลพาร์ค” 4.6 หมื่นล้านให้ดีที่สุดเพราะโครงการนี้จะเป็นภาพพจน์ของดุสิตธานี ซึ่งตลาดให้ความมั่นใจ เรตติ้งเรายังอยู่ในบริษัทที่น่าเชื่อถือในการลงทุน”
จุดเปลี่ยนสำคัญที่กำลังจะมาถึงคือการรับรู้รายได้จากการขาย“ดุสิต เรสซิเดนซ์” มูลค่ากว่า 16,000 ล้านบาท ที่ขายไปแล้ว 90% และจะทยอยโอนกรรมสิทธิ์อย่างมีนัยสำคัญในปี 2569 ซึ่งจะทำให้หนี้สินทั้งหมดของดุสิตธานีหมดไป และทำให้บริษัทสามารถพลิกกลับมามีกำไรได้ในปีหน้า รวมถึงโรงแรมอีกกว่า 50 แห่งทั่วโลกที่อยู่ในแผนการขยายธุรกิจของดุสิตธานี
พร้อมรับ “ศุภจี” กุมบังเหียน ดุสิตธานี อีกครั้ง หลังหมดวาระ
ชนินทธ์ ยังกล่าวย้ำว่า ตอนนี้งานที่หนักของดุสิตธานีที่คุณศุภจีทำ “สำเร็จ” แล้ว แต่สิ่งสำคัญคือ เศรษฐกิจของประเทศ ดังนั้นในหลักการเรายินดีที่ประเทศไทยและรัฐบาลนี้ได้คนดีและเก่งไปช่วยงาน แต่เมื่อความรับผิดชอบนั้นเสร็จสิ้นขอให้ คุณศุภจี กลับมาที่ดุสิตธานีเพราะคิดว่าคุณศุภจีคงไม่เล่นการเมืองยาว
“ส่วนปัญหาที่มีในบริษัทผมค่อนข้างมั่นใจว่าจะแก้ไขได้ อยากให้มีความเชื่อมั่นว่าสิ่งที่วางรากฐานไว้ไม่มีอะไรสะดุดและหยุดนิ่ง ดุสิตธานียังมีความต่อเนื่องของธุรกิจ”
ศุภจี ชี้ 2 เหตุผลสำคัญ ตอบรับตำแหน่งรัฐมนตรีฯ
ขณะที่นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ เปิดเผยว่า เกือบ10 ปีที่เข้ามาดุสิตเป็นการทำงานที่ไม่ง่าย เราวางแผนการทำงานเป็น 3 ช่วง คือ 3 ปีแรก เราสร้างพื้นฐาน “Foundation” เพื่อรองรับสิ่งที่เราจะเติบโตในอนาคต 2 “Engine” ใหม่ ๆ เพื่อทำให้ดุสิตธานีมีรายได้ใหม่ ๆ เพิ่มขึ้นซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือ Dusit Central Park และ 3 ปีสุดท้าย คือการ Take off จนกลายเป็น New Chapter ของดุสิตธานี
“บังเอิญว่าช่วง 3 ปีตรงกลางเราเจอวิกฤตหนักคือโควิด ทำให้เรา Take off ได้ช้า ซึ่งวันนี้หากมองเฉพาะผลประกอบการ เราอาจจะมีปัญหาเรื่องขาดทุนบ้าง แต่ก็จะหมดไปเมื่อได้โอนเรสซิเดนซ์ ที่ขายไปแล้วประมาณ 16,000 ล้านบาท เมื่อไม่มีผลขาดทุนและไม่มีภาระดอกเบี้ย บริษัทก็จะก้าวสู่บทใหม่ตามที่เราได้วางรากฐานไว้”
“นักวิเคราะห์และนักลงทุนไม่ได้แปลกใจเลย เพราะเราไม่ได้เพิ่มทุน แต่ใช้วิธีการกู้และจ่ายดอกเบี้ย เมื่อโครงการเสร็จสิ้น ผลกำไรก็จะเกิดขึ้นและสามารถล้างขาดทุนได้”
ตอนนี้เป็นช่วงจังหวะที่นายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล ทาบทามให้มาอยู่ในทีมเศรษฐกิจคือ กระทรวงพาณิชย์ ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่เคยคาดคิดมาก่อน แต่สิ่งที่ทำให้ตัดสินใจตอบรับมี 2 เหตุผลคือ
1. ประเทศไม่สามารถอยู่ในสภาวะสุญญากาศได้ เวลานี้ประเทศไทยเผชิญความท้าทายหลายด้าน ต้องมีคนที่เข้ามาช่วยดูแลเรื่องปากท้องและเศรษฐกิจภาพรวม ส่วนตัวมีโอกาสทำงานที่หลากหลาย ทั้งประสบการณ์จาก IBM ได้เห็นการตัดสินใจระดับมหภาค การวางนโยบายการทำงาน และมีโอกาสติดต่อกับองค์กรข้ามชาติมากมาย การเข้ามาอยู่ ไทยคม ก็มีโอกาสได้พูดคุยกับต่างประเทศ รวมถึงการทำงานในภาคของธนาคารและบริษัทที่ดูแลเรื่องการผลิต
ประสบการณ์เหล่านี้จะสามารถช่วยผลักดันงานด้านต่างประเทศเพื่อให้เศรษฐกิจของเราเดินหน้าได้ เพราะถ้าสนใจเฉพาะเรื่องลดค่าใช้จ่ายอย่างเดียวคงไม่พอ จะต้องสร้างรายได้โดยเปิดตลาดใหม่ ควบคู่ไปกับการค้าในประเทศเพื่อเพิ่มศักยภาพในการแข่งขัน
2. ระยะเวลาการทำงานสั้น ด้วยระยะเวลาเพียง 4 เดือนในการทำหน้าที่ ดังนั้นต้องหยิบประเด็นสำคัญที่ได้รับผลกระทบมาทำก่อนเพื่อให้เห็นผลสำเร็จโดยเร็ว และสร้างรากฐานไว้ให้คนต่อไปเข้ามาดำเนินการหลังจากมีการเลือกตั้งและได้รัฐบาลใหม่ ซึ่งคาดว่าจะใช้เวลา 7-8 เดือน
“ส่วนที่คิดว่าจะช่วยได้คือการเจรจากับต่างประเทศ การดูแลในประเทศ และการหาเอกลักษณ์ผลิตภัณฑ์ไทย ไม่ว่าจะเป็นของเกษตรกรใด ๆ เพื่อช่วยสร้างรายได้ให้คนไทยในระดับรากหญ้า อีกเรื่องที่พอจะช่วยได้คือส่วนตัวเป็นคนที่ชอบทำงานร่วมกับคน จึงน่าจะเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยผลักดันและทำงานร่วมกันกับกระทรวง รวมถึงทีมเศรษฐกิจที่ประกอบด้วยหลายส่วน ทั้ง กระทรวงการคลัง กระทรวงพลังงาน และกระทรวงการต่างประเทศ เพื่อให้ไปได้ไกลและเร็ว
แต่สิ่งสำคัญต้องมีเป้าหมายร่วมกันคือ ทำให้ประเทศแข็งแกร่งในระยะเวลาอันสั้น อย่างไรก็ดี ต้องรอการโปรดเกล้าฯ และพูดคุยกับรัฐมนตรีท่านอื่นเพื่อร่างนโยบายร่วมกัน”
ศุภจี กล่าวต่อไปว่า “ในส่วนของ ดุสิตธานี CEO ท่านใหม่มีความสามารถที่มากล้น การเปลี่ยนผ่านครั้งนี้ไม่สะดุดแน่นอน เพราะผ่านจุดที่ยากที่สุดมาแล้วและเริ่มจะมีกำไรเข้ามา ซึ่งปีหน้าจะเห็นผลกำไรที่มีนัยสำคัญประมาณ 80% ซึ่งจะช่วยลดหนี้ได้เกือบหมดรวมถึงลดภาระดอกเบี้ย นอกจากนี้ยังอยู่ระหว่างการพัฒนา ดุสิต อาจารา หัวหิน ซึ่งตอนนี้เริ่มขายแล้วและยังไม่มีโครงการอื่นในแผนงานที่ต้องใช้เงินลงทุน”
สุดท้ายนี้ ศุภจี ย้ำว่า “เมื่อจบภารกิจพร้อมกลับเข้ามาที่ดุสิตอีกครั้ง”