โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

พบเว็บไซต์มากกว่า 3,500 เว็บ ถูกแอบฝังเพื่อแพร่กระจายมัลแวร์ขุดเหรียญคริปโต Monero

Thaiware

อัพเดต 10 ส.ค. 2568 เวลา 04.00 น. • เผยแพร่ 10 ส.ค. 2568 เวลา 04.00 น. • Sarun_ss777
มัลแวร์ดังกล่าวจะอยู่ในรูปแบบ JavaScript เข้าทำงานผ่านเว็บเบราว์เซอร์เพื่อขุดเหรียญ Monero บนเครื่องเหยื่อ

การแพร่กระจายมัลแวร์ผ่านทางเว็บไซต์นั้น ก็ยังนับได้ว่าเป็นที่นิยมอย่างสูงเนื่องจากเป็นแพลตฟอร์มที่แฮกเกอร์มีอิสระในการปลอมแปลงเพื่อหลอกลวงเหยื่อ และนี่ก็เป็นอีกข่าวหนึ่งที่เหมือนคำเตือนว่า การเข้าแต่ละเว็บไซต์นั้นผู้ใช้งานจะต้องมีความระมัดระวังเป็นอย่างยิ่ง

จากรายงานโดยเว็บไซต์ The Hacker News ได้กล่าวถึงการตรวจพบแคมเปญที่แฮกเกอร์จะทำการแฮกเว็บไซต์เพื่อใช้เป็นฐานในการยิงมัลแวร์สำหรับการขุดเหรียญคริปโตเคอร์เรนซี หรือ Crypto Miner ลงเว็บเบราว์เซอร์ของเหยื่อด้วยการใช้ JavaScript เพื่อขุดเหรียญ Monero ซึ่งเป็นเหรียญคริปโตเคอร์เรนซีที่ขึ้นชื่อเรื่องการรักษาความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้งาน ทำให้ติดตามย้อนกลับไปยังแฮกเกอร์ได้ยาก โดยมัลแวร์ดังกล่าวนั้นมีชื่อว่า CoinHive ซึ่งรายงานจากทีมวิจัยแห่งบริษัท c/side บริษัทผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาเครื่องมือต้านภัยไซเบอร์ ได้ตรวจพบว่ามีเว็บไซต์มากกว่า 3,500 เว็บไซต์ตกเป็นเหยื่อของแคมเปญนี้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

ทางทีมวิจัยได้ระบุว่า ถึงแม้ตัวบริการมัลแวร์ดังกล่าวจะถูกปิดตัวไปตั้งแต่ปี ค.ศ. 2019 (พ.ศ. 2562) เป็นที่เรียบร้อยเนื่องมาจากการที่ผู้พัฒนาเว็บเบราว์เซอร์ต่าง ๆ ได้ทำการปิดกั้นการทำงานของส่วนเสริมสำหรับขุดเหรียญคริปโตเคอร์เรนซี แต่การกลับมาครั้งล่าสุดนี้ ทางทีมวิจัยพบกับพัฒนาการใหม่ที่มีการเขียน JavaScript ในรูปแบบหลอกลวงระบบการตรวจจับ (Obfuscation) ขณะทีมีการฝังตัวขุดเหรียญคริปโตไว้ในตัวโค้ด ซึ่งมัลแวร์ขุดคริปโตนี้จะทำการประเมินพลังเครื่องของเหยื่อ แล้วจึงทำการใช้ทรัพยากรของเครื่องเหยื่อเพื่อขุดเหรียญคริปโต ด้วยการอาศัยประโยชน์จากระบบ Web Workers ซึ่งเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้ JavaScript สามารถแอบทำงานอยู่หลังฉาก (Background) ได้ นอกจากนั้นยังมีการใช้ WebSockets ในการสื่อสารเพื่อรับคำสั่งจากเซิร์ฟเวอร์อีกด้วย โดยรูปแบบการทำงานของมัลแวร์ตัวนี้จะปรับการทำงานตามศักยภาพของเครื่องเพื่อไม่ให้เกิดภาวะเครื่องอืดจนถูกจับได้

นอกจากในส่วนการทำงานของมัลแวร์แล้ว จากการตรวจสอบโค้ด JavaScript ที่ถูกฝังบนเว็บไซต์ที่ถูกแฮกทั้ง 3,500 แห่งแล้ว พบว่าตัวโดเมนที่โฮสต์ JavaScript ดังกล่าวไว้นั้นมีความเชื่อมโยงกับมัลแวร์ขโมยรหัสบัตรเครดิต (Credit Card Skimmer) บนเว็บไซต์ที่มีชื่อว่า Magecart นำไปสู่ข้อสันนิษฐานว่าทั้งหมดนี้เป็นระบบการกระจายความเสี่ยงและสร้างรายได้สองทางของทางกลุ่มแฮกเกอร์ที่อยู่เบื้องหลังแคมเปญดังกล่าว โดยมัลแวร์ตัวหลังนี้แฮกเกอร์จะมุ่งเน้นไปยังการฝังลงเว็บไซต์ด้านอีคอมเมิร์ซ (E-Commerce) ที่ให้บริการในภูมิภาคเอเชียตะวันออก ที่มีการใช้เครื่องมือจัดการเนื้อหาบนเว็บไซต์ (Content Management System หรือ CMS) ที่มีชื่อว่า OpenCart ซึ่งการทำงานนั้นคือ ตัวมัลแวร์จะทำการยิง (Injection) แบบฟอร์มชำระเงินปลอม เพื่อเก็บข้อมูลด้านการเงินต่าง ๆ เช่น ข้อมูลธนาคาร และ เลขบัตรเครดิต เพื่อส่งกลับไปยังเซิร์ฟเวอร์ของแฮกเกอร์

ทางแหล่งข่าวยังได้มีการกล่าวถึงแคมเปญการโจมตีเพื่อใช้เว็บไซต์เป็นตัวกลางในการเข้าโจมตีผู้เยี่ยมชมที่เกิดขึ้นในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมาอีกเป็นจำนวนมาก เช่น

  • การฝัง JavaScript เพื่อใช้งาน Callback Parameter ที่เกี่ยวข้องกับระบบยืนยันตัวตน Google OAuth (accounts.google[.]com/o/oauth2/revoke) เพื่อเปลี่ยนทิศทางการเชื่อมต่อไปยัง JavaScript ที่ถูกเขียนในรูปแบบตีรวนระบบ (Obfuscation) ซึ่งทำหน้าที่ในการสร้างการเชื่อมต่อในรูปแบบ Web Sockets ที่จะส่งผู้เยี่ยมชมไปยังโดเมนของแฮกเกอร์อีกที
  • การยิงสคริปท์ผ่านทาง Google Tag Manager (GTM) เข้าเว็บไซต์ของเหยื่อโดยตรงเพื่อปรับเปลี่ยนบางส่วนบนฐานข้อมูล Wordpress (เช่น ตาราง wp_options และ wp_posts เป็นต้น) เพื่อใช้ในการดึง JavaScript จากเซิร์ฟเวอร์ของแฮกเกอร์ลงมาทำหน้าที่ส่งผู้เยี่ยมชมไปยังเว็บไซต์หลอกลวงที่แฮกเกอร์เตรียมไว้ ซึ่งมีมากถึง 200 เว็บไซต์
  • เข้าดัดแปลงไฟล์ wp-settings.php บนเว็บไซต์ที่ถูกสร้างขึ้นบน Wordpress เพื่อใช้แทรกโค้ด PHP ที่แฮกเกอร์ซุกซ่อนไว้บนไฟล์ Zip ที่ทำหน้าที่ในการเชื่อมต่อกับเซิร์ฟเวอร์ควบคุม (C2 หรือ Command and Control) เพื่อใช้ในการยิงคอนเทนต์สแปมในการทำ SEO (Search Engine Optimization) สายมืดในการดันลำดับการค้นหาเว็บไซต์ให้ขึ้นหน้า 1 ของ Search Engine เพื่อค้นหาชุดคำ (Keyword) ที่ถูกกำหนดไว้
  • การยิงโค้ดลงไปในส่วน footer ของสคริปท์ PHP ที่ทำหน้าที่เป็นธีมของเว็บไซต์ Wordpress เพื่อใช้ในการเปลี่ยนจุดหมายการเยี่ยมชมไปยังเว็บไซต์หลอกลวงที่แฮกเกอร์เตรียมไว้
  • การใช้ปลั๊กอิน Wordpress ปลอมที่ตั้งชื่อตามโดเมนที่แฮกเกอร์ฝังมัลแวร์ไว้เพื่อป้องกันการถูกตรวจจับโดยระบบป้องกัน และจะทำงานเมื่อบอทสำรวจเว็บไซต์ (Crawler) ของ Search Engine เข้ามาเยี่ยมชมเว็บไซต์ เพื่อเป็นการล่อลวงให้ตัว Search Engine เพิ่มคอนเทนต์ Spam ลงบนผลการค้นหา
  • การใช้ปลั๊กอิน Gravity Forms ฉบับฝังมัลแวร์เพื่อเพิ่มบัญชีผู้ใช้งานระดับผู้ดูแลระบบ (Administrator หรือ Admin) ลงเว็บไซต์ เพื่อให้แฮกเกอร์เข้าควบคุมเว็บไซต์ได้อย่างสมบูรณ์

➤ Website : https://www.thaiware.com
➤ Facebook : https://www.facebook.com/thaiware
➤ Twitter : https://www.twitter.com/thaiware
➤ YouTube : https://www.youtube.com/thaiwaretv

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...