โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

10 สถานีรถไฟประวัติศาสตร์ ที่ยังคงทำหน้าที่เชื่อมการเดินทางของคนทั่วโลก

Sarakadee Lite

อัพเดต 13 ธ.ค. 2564 เวลา 15.19 น. • เผยแพร่ 02 ธ.ค. 2564 เวลา 07.53 น.

รถไฟไม่ได้เชื่อมโยงแค่เมืองหรือผู้คน แต่รถไฟ โดยเฉพาะตัวอาคาร สถานีรถไฟ ยังเป็นจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญที่ทำหน้าที่เชื่อมโยงประวัติศาสตร์ เช่นเดียวกับ 10 สถานีรถไฟประวัติศาสตร์ ของโลกที่ยังคงทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางเชื่อมการเดินทางของคนทั่วโลกและบอกเล่าประวัติศาสตร์จากอดีตสู่ปัจจุบันไปพร้อมกัน

ไม่ว่าจะเป็น สถานีรถไฟ ที่เก่าแก่ที่สุดในกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส ที่เปิดให้บริการมาตั้งแต่ ค.ศ.1837 จนถึงปัจจุบัน สถานีรถไฟประวัติศาสตร์ ในเมืองมุมไบ ประเทศอินเดีย ที่สร้างในช่วงยุคอาณานิคมและได้ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกโดยองค์การยูเนสโก สถานีรถไฟในเมืองปอร์โต ประเทศโปรตุเกสที่ตกแต่งด้วยกระเบื้องเขียนลายอันเป็นเอกลักษณ์ของสถาปัตยกรรมแบบโปรตุเกส สถานีรถไฟแห่งแรกที่สร้างในช่วงสมัยจักรวรรดิรัสเซียในเมืองเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กและสวยงามจนกลายเป็นโลเกชันของภาพยนตร์หลายเรื่อง และสถานีรถไฟในเมืองแฟรงก์เฟิร์ต ประเทศเยอรมนีที่เป็นต้นแบบของสถานีรถไฟหัวลำโพง

สถานีรถไฟประวัติศาสตร์

01 Chhatrapati Shivaji Terminus, มุมไบ ประเทศอินเดีย

สถานีปลายทางฉัตรปตีศิวาจี (Chhatrapati Shivaji Terminus) หรือชื่อเดิมว่า สถานีวิกตอเรีย (Victoria Terminus) ในเมืองมุมไบ ประเทศอินเดีย ได้รับการยกย่องจากองค์การยูเนสโกใน ค.ศ.2004 ให้เป็นแหล่งมรดกโลกด้วยคุณค่าทางด้านประวัติศาสตร์และรูปแบบสถาปัตยกรรมที่ผสมผสานระหว่างแนวยุคฟื้นฟูโกธิค (Gothic Revival Architecture) ซึ่งเป็นที่นิยมในยุโรปช่วงศตวรรษที่ 19 กับสถาปัตยกรรมท้องถิ่นของอินเดีย

สถานีรถไฟประวัติศาสตร์

อาคารออกแบบโดยสถาปนิกชาวอังกฤษเฟรเดริก วิลเลียม สตีเวนส์ (Frederick William Stevens) ในช่วงยุคอาณานิคมและเริ่มก่อสร้างเมื่อ ค.ศ.1878 โดยใช้เวลาในการก่อสร้าง 10 ปี แล้วเสร็จใน ค.ศ.1887 ตรงกับพระราชพิธีเฉลิมฉลองสิริราชสมบัติครบ 50 ปีของพระนางเจ้าวิกตอเรีย สถานีจึงมีชื่อเดิมว่าสถานีวิกตอเรียเพื่อเทิดพระเกียรติในวโรกาสนี้และเป็นอาคารที่ใช้งบการก่อสร้างสูงที่สุดในเมืองมุมไบในขณะนั้น (หรือชื่อเดิมว่า บอมเบย์) คือ 260,000 ปอนด์ จนกระทั่ง ค.ศ.1966 ได้มีการเปลี่ยนชื่อสถานีเป็น ฉัตรปตีศิวาจี เพื่อเชิดชูเกียรติแก่ ฉัตรปตี ศิวาจีราเช โภสเล จักรพรรดิองค์แรกแห่งจักรวรรดิมราฐา ผู้นำการต่อต้านจักรวรรดิโมกุล

สถานีรถไฟประวัติศาสตร์

มุมไบเป็นเมืองหลวงของรัฐมหาราษฏระและเป็นเมืองท่าสำคัญของทะเลอาหรับ อีกทั้งยังเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมบันเทิงของอินเดีย สถานีแห่งนี้จึงมีผู้ใช้บริการมากถึงวันละกว่า 3 ล้านคน สถาปัตยกรรมของ สถานีรถไฟประวัติศาสตร์ แห่งนี้ยังคงความดั้งเดิมไว้ได้มากที่สุด ทั้งโครงสร้างหลักที่สร้างด้วยหินทรายและหินปูนขาวเป็นอาคารรูปตัว C โดยมีโดมตรงกลางและขยายเป็นอาคารด้านปีกซ้ายและขวาซึ่งเป็นลักษณะสถาปัตยกรรมที่ใกล้เคียงกับรูปแบบการก่อสร้างพระราชวังของอินเดีย ในขณะที่อาคารทรงหอคอยและยอดแหลมได้รับอิทธิพลจากปราสาทและวิหารแบบยุโรป รายละเอียดที่โดดเด่นยังประกอบด้วยช่องโค้งยอดแหลมที่เรียกว่า Pointed Arch ลวดลายปูนปั้นรูปสัตว์ต่าง ๆ บริเวณฟาซาด (Façade) ลวดลายไม้แกะสลักบริเวณหน้าต่างและประตู และหัวเสา 2 ต้นบริเวณประตูทางเข้าหลักซึ่งมีรูปปั้นรูปสิงโตประดับอยู่เสาหนึ่งซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของสหราชอาณาจักรในขณะที่อีกเสาหนึ่งเป็นรูปปั้นรูปเสือซึ่งหมายถึงประเทศอินเดีย

สถานีรถไฟประวัติศาสตร์

02 Saint-Lazare Station, ปารีส ประเทศฝรั่งเศส

สถานีรถไฟแซงต์-ลาซาร์ เป็นสถานีรถไฟที่เก่าแก่ที่สุดของประเทศฝรั่งเศสโดยสร้างขึ้นใน ค.ศ.1837 เพื่อเป็นประตูเชื่อมการเดินทางระหว่างปารีสกับหัวเมืองทางทิศตะวันตก คือ เมืองแซงต์ แฌร์แม็ง-ออง-เล (Saint Germain-en-Laye) เมื่อแรกสร้างถูกเรียกว่า embarcadère de l’ouest (ออมบาค์กาแดร์ เดอ ลูแอสต์) ซึ่งตัวอาคารหลักเป็นอาคารไม้และตั้งอยู่บริเวณที่เรียกว่าปลาส เดอ เลอคร็อป (Place de l’Europe)

สถานีรถไฟประวัติศาสตร์

ต่อมาในช่วง ค.ศ.1842-1853 สถาปนิก อัลเฟร็ด อาร์คม็องด์ (Alfred Armand) และ วิศวกร เออแฌน ฟราชาต์ (Eugène Flachat) ได้ร่วมกันออกแบบและก่อสร้างอาคารหลังใหม่โดยขยายตัวสถานีออกไปทางทิศใต้จนถึงบริเวณถนนแซ็งต์-ลาซาร์ (rue Saint-Lazare) ซึ่งได้กลายมาเป็นชื่ออย่างเป็นทางการของ สถานีรถไฟประวัติศาสตร์ แห่งนี้ ลักษณะของตัวอาคารที่เห็นในปัจจุบันเป็นผลงานการออกแบบต่อมาของสถาปนิก จุสต์ ลิชช์ (Juste Lisch) โดยเฉพาะตัวซุ้มด้านหน้าของ สถานีรถไฟ ที่ออกแบบในสไตลส์คลาสสิกในช่วงที่มีการปรับปรุงและขยายสถานีระหว่าง ค.ศ.1885-1887

สถานีแซงต์-ลาซาร์ ยังคงเปิดให้บริการมาจนถึงปัจจุบันนี้และเป็นสถานีที่มีผู้มาใช้บริการมากเป็นอันดับสองของฝรั่งเศสคือประมาณวันละ 450,000 คน รองจากสถานี การ์ ดู นอรด์ (Gare du Nord) โดยสถานีแซงต์-ลาซาร์ให้บริการเดินรถจากปารีสไปยังเมืองทางแคว้นนอร์ม็องดี (La Normandie) ซึ่งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของฝรั่งเศส และปารีสกับชานเมืองทางทิศตะวันตก ภายในบริเวณสถานีนอกจากจะให้บริการเดินรถไฟไปตามเมืองใหญ่ต่างๆแล้วยังเป็นสถานีรถไฟใต้ดินทั้งเมโทรและรถไฟ RER ที่วิ่งระหว่างปารีสกับชานเมืองและเป็นแหล่งชอปปิงอีกด้วย

สถานีรถไฟ

03 Sao Bento Station, ปอร์โต ประเทศโปรตุเกส

สมกับเป็นเมืองที่มีชื่อเสียงในการผลิต กระเบื้องอะซูเลฮู (Azulejo) หรือกระเบื้องเขียนลายที่นิยมนำไปตกแต่งสถานที่ต่าง ๆ เช่น โบสถ์ วิหาร อาคารสำนักงาน บ้านเรือน และร้านอาหาร จนกลายเป็นสัญลักษณ์ทางสถาปัตยกรรมที่โดดเด่นของประเทศโปรตุเกส สถานีรถไฟเซา เบนโต (Sao Bento) ในเมืองปอร์โต (Porto) จึงประดับตกแต่งด้วยกระเบื้องอะซูเลฮูจำนวนกว่า 20,000 ชิ้นและทำให้สถานีนี้เป็นหนึ่งในเช็กลิสต์ที่นักท่องเที่ยวต้องมาเยือน

สถานีรถไฟ

อาคารของ สถานีรถไฟประวัติศาสตร์ เป็นสถาปัตยกรรมสไตล์โบซาร์ (Beaux-Arts) ออกแบบโดยสถาปนิกชาวโปรตุเกส โคเซ มาร์เกซ ดา ซิลวา (José Marques da Silva) และเริ่มก่อสร้างเมื่อ ค.ศ.1904 และเปิดให้บริการใน ค.ศ.1916 ส่วนการตกแต่งด้วยกระเบื้องอะซูเลฮูเป็นผลงานของศิลปิน จอร์จ โคลาโก (Jorge Colaço) ที่ใช้เวลาร่วม 11 ปีกว่าจะแล้วเสร็จโดยมีเนื้อหาเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ การสู้รบของอัศวินและกษัตริย์ในสงครามต่าง ๆ วิถีชีวิตผู้คน และวิวัฒนาการของการรถไฟ

สถานีรถไฟ

นอกจากจะมีชื่อเสียงเรื่องกระเบื้องอะซูเลฮู ปอร์โตยังเป็นเมืองท่าเก่าแก่ของยุโรปและในเขตย่านเก่าได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกโดยองค์การยูเนสโกเมื่อ ค.ศ.1996 อีกทั้งเมืองนี้ยังเป็นแหล่งกำเนิดพอร์ตไวน์ที่มีชื่อเสียงไปทั่วโลกและชื่อปอร์โต มาจากคำว่า Port ในภาษาอังกฤษที่แปลว่า ท่าเรือ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความสำคัญของเมืองท่าแห่งนี้ในการส่งออกไวน์มาตั้งแต่ศตวรรษที่ 17

สถานีรถไฟ

04 Tokyo Station, โตเกียว ประเทศญี่ปุ่น

สถานีรถไฟโตเกียว ตั้งอยู่ใจกลางกรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น เป็น สถานีรถไฟ ที่มีพื้นที่กว้างขวางถึง 182,000 ตารางเมตรและมีจำนวนรถไฟระหว่างเมืองเข้า-ออกคับคั่งมากที่สุดของประเทศคือราว 4,000 เที่ยวต่อวัน และมีผู้โดยสารใช้บริการมากถึงวันละเกือบ 500,000 คน อาคารที่โดดเด่นคืออาคารอิฐแดงสไตล์ตะวันตกฝั่งมารุโนะอุจิ (Marunouchi) ซึ่งมีอาคารหลักตรงกลางและปีกซ้ายขวาเป็นอาคารหลังคาทรงโดมโดยได้ปิดเพื่อบูรณะปรับปรุงเป็นเวลานานถึง 5 ปีตั้งแต่ ค.ศ.2007-2012 และลานกว้างด้านหน้าอาคารยังได้รับการปรับปรุงภูมิทัศน์และเปิดเป็นพื้นที่สาธารณะอย่างสมบูรณ์เมื่อปลายปี ค.ศ.2017

สถานีรถไฟ

แผนการสร้างสถานีรถไฟใจกลางกรุงโตเกียวเริ่มเมื่อ ค.ศ.1889 ในช่วงเวลาเดียวกับที่ทางการกรุงโตเกียวมีโครงการที่จะสร้างทางรถไฟยกระดับเพื่อวิ่งระหว่างสถานีชิมบาชิ (Shimbashi) กับอุเอโนะ (Ueno) โดยทีมวิศวกรชาวเยอรมันชุดเดียวกันคือฟรันทซ์ บัลท์เซอร์ (Franz Baltzer) และ แฮร์มัน รุมชอทเทิล (Hermann Rumshöttel) ส่วนการออกแบบเริ่มต้นเมื่อ ค.ศ.1903 โดยสถาปนิกชื่อดังชาวญี่ปุ่น คิงโกะ ทัตสึโนะ (KingoTatsuno) ผู้ออกแบบสำนักงานใหญ่ของธนาคารแห่งชาติญี่ปุ่นและเป็นผู้บุกเบิกงานสถาปัตยกรรมสมัยใหม่ในญี่ปุ่น โดยออกแบบสถานีให้เป็นอาคาร 3 ชั้นและมีความสูง 335 เมตร ด้วยโครงสร้างเหล็กและอิฐซึ่งคาดว่ามีก้อนอิฐแดงที่ใช้ตกแต่งด้านนอกของอาคารมากกว่า 900,000 ก้อน สถานีเริ่มดำเนินการก่อสร้างใน ค.ศ.1908 หลังจากโครงการต้องหยุดชะงักในช่วงสงครามกับรัสเซียและเปิดให้บริการครั้งแรกเมื่อวันที่ 20 ธันวาคม ค.ศ.1914

สถานีรถไฟประวัติศาสตร์ แห่งนี้รอดพ้นจากความเสียหายในช่วงเกิดแผ่นดินไหวรุนแรงในภูมิภาคคันโตเมื่อ ค.ศ.1923 และกลายเป็นแลนด์มาร์กของเมืองมาเป็นเวลา 31 ปี จนกระทั่งเสียหายอย่างหนักจากการถูกโจมตีทางอากาศในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 เมื่อเดือนพฤษภาคม ค.ศ.1945 จากนั้นได้มีการซ่อมแซมและปรับปรุงใน ค.ศ.1947 จนสามารถเปิดเส้นทางรถไฟความเร็วสูงโทไกโดชินคันเซ็นสายแรกที่วิ่งระหว่างกรุงโตเกียวกับโอซาก้าเมื่อ ค.ศ.1964 นอกจากนี้สถานีโตเกียวยังได้รับการขึ้นทะเบียนให้เป็นสมบัติล้ำค่าทางวัฒนธรรมของประเทศญี่ปุ่นเมื่อ ค.ศ.2003

05 Vitebsky Station, เซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก ประเทศรัสเซีย

สถานีวีเต็บสกี ในกรุงเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก ประเทศรัสเซีย เป็นสถานีรถไฟแห่งแรกที่สร้างเมื่อ ค.ศ.1837 ช่วงสมัยจักรวรรดิรัสเซียเพื่อเชื่อมการเดินทางระหว่างเมืองเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กกับพระราชวังซาร์สกอย เซโล (Tsarskoe Selo) โดยแรกเริ่มเป็นอาคารโครงสร้างไม้ ขบวนรถจักรไอน้ำขบวนแรกออกจากเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กไปยังสถานีพระราชวังเมื่อวันที่ 30 ตุลาคม ค.ศ. 1837 โดยการควบคุมของวิศวกรและศาสตราจารย์ด้านเทคโนโลยี ฟรานซ์ แอนตัน ริตเทอร์ ฟอน เกิรสต์เนอร์ (Franz Anton Ritter von Gerstner) ซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบการก่อสร้างสถานีแห่งนี้ด้วย

ต่อมาอาคารไม้ได้ปรับเปลี่ยนเป็นอาคารหิน 2 ชั้นซึ่งออกแบบโดยสถาปนิก คอนสแตนติน ธน (Konstantin Ton) จนกระทั่งในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 สถานีไม่สามารถรองรับจำนวนผู้โดยสารที่เพิ่มมากขึ้นได้จึงต้องสร้างอาคารหลังใหม่ใน ค.ศ.1902 เป็นสไตล์อาร์ตนูโว (Art Nouveau) และออกแบบโดยสถาปนิก Stanislav Brzhozovskiy โดยมีห้องโถงขนาดใหญ่ที่สูงกว่า 20 เมตรและโดดเด่นด้วยบันไดหินอ่อนประดับด้วยทองแดง

ส่วนชานชาลาและหลังคาที่เป็นโครงสร้างเหล็กก็สวยงามไม่แพ้กันและได้รับการยกย่องว่าเป็นตัวอย่างของการออกแบบสถาปัตยกรรมที่เป็นเลิศทั้งทางด้านวิศวกรรมและสุนทรียศาสตร์ ด้วยสถาปัตยกรรมที่สวยงามของสถานี Vitebsky ทำให้ที่นี่เป็นโลเกชันสำหรับถ่ายทำภาพยนตร์หลายเรื่อง เช่น The Fall of the Roman Empire, Anna Karenina, Station for Two, และ The State Counsellor

06 London Paddington Station, ลอนดอน ประเทศอังกฤษ

สถานีลอนดอน แพดดิงตัน ในกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษเป็นสถานีปลายทางของเส้นทางสายตะวันตกโดยแรกเริ่มเป็นสถานีแบบชั่วคราวของบริษัทรถไฟ Great Western Railway (GWR) ซึ่งเปิดให้บริการเดินรถครั้งแรกเมื่อ ค.ศ.1838 จนเมื่อการเดินทางเริ่มคับคั่งในช่วง ค.ศ.1851 ทางบริษัทจึงมีโครงการสร้างสถานีถาวรซึ่งออกแบบโดยวิศวกร อิซัมบาร์ด คิงดอม บรูเนล (Isambard Kingdom Brunel) ผู้ที่ได้ฉายาว่าเป็นหนึ่งในอัจฉริยะในประวัติศาสตร์ด้านวิศวกรรมของประเทศอังกฤษ

บรูเนลได้รับแรงบันดาลใจในการออกแบบจากอาคารคริสตัลพาเลซ (The Crystal Palace) ที่ใช้ในการจัดงานเอ็กซ์โปใน ค.ศ.1851 ที่สวนสาธารณะไฮด์พาร์ก (Hyde Park) ในลอนดอนซึ่งเป็นอาคารโครงสร้างเหล็กและกระจกที่ออกแบบโดยสถาปนิก โจเซฟ แพกซ์ตัน (Joseph Paxton) โดยบรูเนลได้ใช้เหล็กดัดและกระจกในการก่อสร้างหลังคาของชานชาลาสถานีลอนดอน แพดดิงตัน และสถาปนิก แมทธิว ดิกบี้ ไวแอ็ตต์ (Matthew Digby Wyatt) เป็นผู้ออกแบบลวดลายของเหล็กที่ใช้ประดับตกแต่งและรายละเอียดทางสถาปัตยกรรม

สถานีลอนดอน แพดดิงตัน ได้รับการบูรณะและปรับปรุงครั้งใหญ่ในช่วง ค.ศ.1913-1916 โดยการเพิ่มจำนวนชานชาลาแต่ยังคงรักษาสถาปัตยกรรมแบบดั้งเดิมไว้มากที่สุด จนกระทั่งค.ศ.1990 มีการปรับปรุงอีกครั้งและได้มีการใช้แผ่นโพลีคาร์บอเนตทดแทนวัสดุดั้งเดิมของการสร้างหลังคา สถานีรถไฟประวัติศาสตร์ แห่งนี้ยังมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาการเดินรถไฟใต้ดินลอนดอน หรือ London Underground ซึ่งเป็นระบบรถไฟใต้ดินที่เก่าแก่ที่สุดในโลกเนื่องจากเส้นทางสายแรกที่เปิดให้บริการเมื่อวันที่ 10 มกราคม ค.ศ.1863 เป็นเส้นทางระหว่างสถานีแพดดิงตัน กับ สถานีฟาร์ริงตัน

ชื่อแพดดิงตันยังเป็นที่รู้จักในนามของหมีน้อยขนสีน้ำตาลสวมหมวกแดงและเสื้อโค้ตสีน้ำเงิน ผู้รักการกินเบคอนเป็นอาหารเช้า จากหนังสือประกอบภาพสำหรับเด็กเรื่อง A Bear Called Paddington โดย ไมเคิล บอนด์ (Michael Bond) ซึ่งขายได้มากกว่า 35 ล้านเล่มทั่วโลกและแปลมากกว่า 40 ภาษารวมทั้งภาษาไทย

ต้นกำเนิดที่แท้จริงของหมีแพดดิงตัน เริ่มเมื่อปี ค.ศ. 1956 จากตุ๊กตาหมีขนฟูตัวสุดท้ายที่เหลือบนชั้นวางสินค้าของร้าน Selfridge ในกรุงลอนดอนและไมเคิล บอนด์ ซึ่งเป็นตากล้องสถานีโทรทัศน์ BBC ในขณะนั้นตัดสินใจซื้อมาเป็นของขวัญคริสต์มาสให้ภรรยาและตั้งชื่อตุ๊กตาหมีตัวนั้นว่า แพดดิงตัน ตามชื่อสถานีรถไฟที่อยู่ใกล้บ้านของพวกเขา หลังจากนั้นไมเคิล บอนด์ จึงได้เริ่มเขียนเรื่องราวของหมีน้อยที่ต้องพลัดถิ่นมาจากป่าแอมะซอน ประเทศเปรูหลังเกิดไฟไหม้ป่า และพลัดหลงข้ามทวีปมาผจญภัยในเมืองหลวงของประเทศอังกฤษ

07 Antwerp Central Station, แอนต์เวิร์ป ประเทศเบลเยียม

ในปี ค.ศ.2009 นิตยสาร Newsweek จัดอันดับให้สถานีรถไฟกลางของเมืองแอนต์เวิร์ป ประเทศเบลเยียมเป็นสถานีที่สวยที่สุดในโลกลำดับที่ 4 สถานีนี้เริ่มก่อสร้างเมื่อ ค.ศ.1895 และแล้วเสร็จเมื่อ ค.ศ.1905 เพื่อทดแทนสถานีรถไฟปลายทางเดิมที่ก่อสร้างด้วยไม้ซึ่งเปิดให้บริการตั้งแต่ ค.ศ.1834 ในเส้นทางระหว่างเมืองบรัสเซลส์-เมืองเมเคอเลิน-เมืองแอนต์เวิร์ป ตามรับสั่งของกษัตริย์ลิโอโปลด์ที่ 2 (King Leopold II) เพื่อให้เป็นสถานที่โอ่อ่าและหรูหราบ่งบอกถึงความร่ำรวยทางศิลปะของเบลเยียม

สถานีรถไฟ

สถาปนิกชาวเบลเยียม หลุยส์ เดลาเซนเซรี (Louis Delacenserie) เป็นผู้รับผิดชอบในการออกแบบอาคารใหม่หลังคาทรงโดมที่สร้างด้วยหินและโถงกลางที่รองรับผู้โดยสารซึ่งสวยงามจนสะกดสายตานักเดินทางทั่วโลก ส่วนหลังคาเหล็กและกระจกของชานชาลาที่ยาวถึง 185 เมตรและสูง 44 เมตร เป็นผลงานของวิศวกร คลีเมนต์ ฟาน โบเกิร์ต (Clement van Bogaert) และในช่วงระหว่าง ค.ศ.2000-2009 ทางสถานีได้มีการปรับปรุงครั้งใหญ่ให้ทันสมัยมากขึ้นเพื่อรองรับรถไฟความเร็วสูงที่เชื่อมการเดินทางระหว่างเมืองกับประเทศเพื่อนบ้าน เช่น ฝรั่งเศสและเนเธอร์แลนด์ โดยมีการสร้างรางรถไฟในชั้นใต้ดินเพิ่มขึ้นและสร้างอุโมงค์ ทำให้ตั้งแต่ ค.ศ.2007 สถานีแอนต์เวิร์ปไม่ได้เป็นสถานีปลายทางเหมือนในอดีตที่เมื่อรถไฟถึงที่นี่แล้วต้องหันหัวกลับ

สถานีรถไฟ

08 Nyugati Station, บูดาเปสต์ ประเทศฮังการี

นูกาติ (Nyugati) เป็นสถานีรถไฟสายตะวันตกและเป็น 1 ใน3 สถานีสำคัญของเมืองบูดาเปสต์ ประเทศฮังการี โดยมีสถาปัตยกรรมที่โดดเด่นคืออาคารโครงสร้างเหล็กและกระจกออกแบบโดยสถาปนิกชาวออสเตรีย ออกัสต์ เดอ เซอเรส (August de Serres) และก่อสร้างโดยบริษัท Gustave Eiffel เมื่อค.ศ.1877 ก่อนที่บริษัทของวิศวกรชื่อดังชาวฝรั่งเศส กุสตาฟ ไอเฟล (Gustave Eiffel) จะสร้างงานมาสเตอร์พีซที่เป็นที่รู้จักทั่วโลกคือหอไอเฟล ในกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศสในอีก 12 ปีต่อมา

โถงรับรองผู้โดยสารของสถานีครอบคลุมพื้นที่ 6,153 ตารางเมตรโดยมีความยาว 146 เมตร สูง 25 เมตร และฟาซาดทำจากกระจก ด้านข้างของอาคารสถานีทั้งซ้ายและขวาเป็นอาคารทรงหอคอยและมีหลังคาทรงโดมตรงกลางซึ่งเป็นรูปแบบสถาปัตยกรรมที่นิยมในสมัยนั้น นอกจากนี้ในบริเวณสถานีทางด้านทิศใต้ยังเป็นที่ตั้งของร้านแมคโดนัลด์ที่ได้ชื่อว่าเป็นสาขาที่สวยที่สุดในโลก

สถานีรถไฟประวัติศาสตร์

เมื่อเดือนตุลาคม ค.ศ.2021 ทางการรถไฟของฮังการีได้เปิดให้บริษัทนานาชาติส่งผลงานเข้าประกวดในโครงการปรับปรุงและพัฒนาสถานีรถไฟนูกาติและพื้นที่โดยรอบโดยมี 36 บริษัทส่งผลงานเข้าประกวด และเมื่อปลายเดือนพฤศจิกายน ค.ศ.2021 ได้ประกาศรายชื่อ 12 บริษัทที่เข้ารอบสุดท้ายซึ่งประกอบด้วยบริษัทชื่อดัง อาทิ Kengo Kuma & Associates + M-Teampannon, Zaha Hadid Architects, Grimshaw Architects และ Foster + Partners โดยมีโจทย์ในการออกแบบ เช่น ดีไซน์สถานีใต้ดินใหม่และโถงชานชาลา ปรับปรุงโถงพักคอยและรับผู้โดยสารเดิมให้มีการใช้งานที่สอดคล้องกับวิถีชีวิตสมัยใหม่ และเพิ่มพื้นที่สีเขียวสำหรับสาธารณประโยชน์ ทั้งนี้คาดหมายว่าจะมีการประกาศชื่อบริษัทที่ชนะการประกวดในเดือนเมษายน ค.ศ.2022 และเริ่มดำเนินโครงการได้ใน ค.ศ.2025

สถานีรถไฟ

09 Metz-Ville Station, เมตซ์ ประเทศฝรั่งเศส

ใน ค.ศ.2021 สถานีรถไฟเมตซ์-วิลล์ในเมืองเมตซ์ซึ่งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศฝรั่งเศส ได้รับยกย่องให้เป็นสถานีรถไฟที่สวยที่สุดในประเทศฝรั่งเศส โดย การ์ แอนด์ กอนเน็คซิยงส์ (Gares& Connections) ซึ่งเป็นหน่วยงานในสังกัดของการรถไฟแห่งประเทศฝรั่งเศส และนับเป็นปีที่ 3 แล้วที่สถานีแห่งนี้ได้รับรางวัลชนะเลิศโดยครั้งแรกใน ค.ศ. 2017 และครั้งที่สองในค.ศ.2018

สถานีรถไฟประวัติศาสตร์

สถานีรถไฟประวัติศาสตร์ แห่งนี้สร้างขึ้นระหว่าง ค.ศ.1904-1908 โดยสถาปนิกชาวเยอรมัน ยรู้คเกิ้น ครูเกอร์ (Jürgen Kröger) ในสไตล์ที่เรียกว่าสถาปัตยกรรมฟื้นฟูโรมาเนสก์ (Neo-Romanesque) และได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานสำคัญแห่งประเทศฝรั่งเศส วัตถุประสงค์ในการสร้างนอกจากเพื่อขนส่งสินค้าและผู้โดยสารแล้วยังใช้ในด้านยุทธศาสตร์เพื่อลำเลียงทหารจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่งให้ได้มากที่สุดในเวลาที่สั้นที่สุดเท่าที่จะทำได้

ตัวอาคารของสถานีมีความยาว 300 เมตรและมีหอนาฬิกาที่สูงถึง 40 เมตรซึ่งเป็นจุดเด่นที่ดึงดูดความสนใจของผู้ที่ผ่านไปมาซึ่งแฝงนัยถึงอำนาจ ความรวดเร็ว และความเที่ยงตรงบริเวณซุ้มประตูด้านหน้าของตัวอาคารและบริเวณภายในห้องโถงมีการตกแต่งประดับประดาด้วยรูปปั้น คานแบบโค้ง และกระจกสีต่างๆทำให้ได้บรรยากาศแบบยุคกลางผสมสไตล์เยอรมัน

สถานีรถไฟประวัติศาสตร์

10 Frankfurt Main Station, แฟรงก์เฟิร์ต ประเทศเยอรมนี

สถานีรถไฟกลางของเมืองแฟรงก์เฟิร์ต ประเทศเยอรมนี เป็นชุมทางรถไฟขนาดใหญ่แห่งหนึ่งของยุโรปซึ่งมีผู้โดยสารใช้บริการวันละประมาณ 400,000 คน และสร้างขึ้นใน ค.ศ.1883 ด้วยสถาปัตยกรรมแบบนีโอ-เรอเนซองส์และนีโอ-คลาสสิกด้วยโครงสร้างหลักเป็นเหล็กและกระจกจากผลงานออกแบบของสถาปนิก แฮร์มัน เอกเกิร์ต (Hermann Eggert) ผู้ชนะการประกวดออกแบบสถานีที่จัดขึ้นในค.ศ.1881 และโยฮันน์ วิลเฮ็ล์ม ชเวดเลอร์ (Johann Wilhelm Schwedler) เป็นหัวหน้าวิศวกรควบคุมการก่อสร้าง

โถงรับรองผู้โดยสารออกแบบในสไตล์นีโอ-เรอเนซองส์ และบนหลังคาประดับด้วยรูปปั้นเทพเจ้ากรีกแอตลัส (Atlas) ผู้แบกโลกไว้บนบ่าและมีผู้ช่วยด้านซ้ายและขวาซึ่งเป็นตัวแทนของเหล็กและไอน้ำอันเป็นสัญลักษณ์ของรถไฟ ต่อมาใน ค.ศ.1924 ได้มีการสร้างอาคารเพิ่มขึ้นอีก 2 แห่งในสไตล์นีโอคลาสสิก สิ่งที่โดดเด่นอีกอย่างหนึ่งของสถานีแห่งนี้คือบริเวณฟาซาดด้านทิศตะวันออกติดตั้งนาฬิกาขนาดใหญ่ซึ่งขนาบด้วยรูปปั้นทั้งด้านซ้ายและด้านขวาเพื่อสื่อถึงกลางวันและกลางคืน

สถานีรถไฟประวัติศาสตร์

สถานีรถไฟแฟรงก์เฟิร์ตเปิดให้บริการเมื่อวันที่ 18 สิงหาคม ค.ศ.1888 แม้ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 จะได้รับความเสียหายแต่ได้รับการบูรณะซ่อมแซมจนกลับมาเปิดใช้บริการได้อย่างรวดเร็ว ปัจจุบันสถานีได้รับการปรับปรุงให้ทันสมัยเพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของนักเดินทางทั่วโลกและเน้นการใช้พลังงานหมุนเวียน โดยในค.ศ.2020 ทางการรถไฟของประเทศเยอรมนีใช้เงินลงทุนไปราว 1.3 พันล้านยูโร

ส่วนสถานีรถไฟกรุงเทพ หรือเรียกกันทั่วไปว่า สถานีหัวลำโพง เปิดให้บริการหลังสถานีแฟรงก์เฟิร์ต 25 ปี โดยรูปแบบสถาปัตยกรรมเป็นอาคารทรงโดมสไตล์อิตาเลียนเรอเนซองส์ซึ่งมีลักษณะคล้ายกับสถานีแฟรงก์เฟิร์ต นอกจากนี้วัสดุในการก่อสร้างเป็นวัสดุสำเร็จรูปที่นำเข้ามาจากประเทศเยอรมนีและมีการติดตั้งนาฬิกาขนาดใหญ่บริเวณกึ่งกลางยอดโดมด้านหน้าของสถานีคล้ายกันอีกด้วย

อ้างอิง

The post 10 สถานีรถไฟประวัติศาสตร์ ที่ยังคงทำหน้าที่เชื่อมการเดินทางของคนทั่วโลก appeared first on SARAKADEE LITE.

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...