โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

อัด‘จับปลาสองมือ’ อดิศรชี้ทำศึกซักฟอกเสียของ/ศาลไม่ให้ประกัน‘ชัยรัตน์’

ไทยโพสต์

อัพเดต 31 ตุลาคม 2569 เวลา 3.52 น. • เผยแพร่ 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา

“อนุทิน” แจงยิบปม “ซักฟอก-ข้อกล่าวหาหนีสภา” ในรายการ “คุยกับ ครม.อนุทิน” 31 ต.ค.นี้ “อดิศร” อัด “ปชน.” อ่อนหัดวางเกมยื่นอภิปราย ม.152 บอกจับปลาสองมือระวังศึกซักฟอกใหญ่สูญเปล่า “เท้ง” กั๊กยื่น-ไม่ยื่นขอดูท่าทีรัฐบาล ระบุยืดซักฟอกไปเดือน ธ.ค. ทำข้อมูลแน่นขึ้น ไม่โต้ “นายกฯ” หาพูดดีเข้าตัวชั่วให้คนอื่น บอกให้ ปชช.ตัดสิน “สาทิตย์” ย้ำ ปชป.ขอลุยอภิปราย ม.151 เต็มที่ แย้มสัปดาห์หน้าฝ่ายค้านคุยแนวทางซักฟอก “หน.ปชน.” ป้อง “ไอซ์” แชร์สลิปปลอม ระบุไม่อยากเห็นนายกฯ ฟ้องปิดปาก “แอดมินเพจ godd dam” นอนคุก ศาลไม่ให้ประกันตัว “ศิริโชค” แฉ “ภท.” รับเงินบริจาคลูกชายเสี่ยตือ คอสโม

เมื่อวันที่ 30 ต.ค.2569 มีรายงานข่าวจากทำเนียบรัฐบาลแจ้งว่า วันเสาร์ที่ 31 ต.ค. เวลา 09.05 น. ในรายการ “คุยกับ ครม.อนุทิน” นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย (รมว.มหาดไทย) จะมาตอบคำถามตรงๆ ในประเด็นที่อยู่ในความสนใจ

ทั้งนี้ ในประเด็นการเมือง นายอนุทินจะตอบทั้งกำหนดอภิปรายไม่ไว้วางใจ ข้อกล่าวหารัฐบาลหนีสภา ภารกิจต่างประเทศ ความสัมพันธ์พรรคร่วมและฝ่ายค้าน ตลอดจนจุดยืนต่อข่าวปลอมและการตรวจสอบรัฐบาล พร้อมเล่าภารกิจ ครม.สัญจรและมหกรรมพืชสวนโลกที่ จ.อุดรธานี ซึ่งจะเชื่อมโยงกับวาระแห่งชาติด้านการเกษตรด้วย

ขณะที่ นายอดิศร เพียงเกษ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย (พท.) โพสต์ผ่านแอปพลิเคชัน X แสดงความคิดเห็นกรณีที่มี สส.พรรคประชาชน (ปชน.) ในฐานะพรรคแกนนำฝ่ายค้าน มีการเสนอแนวคิดขอเปิดอภิปรายทั่วไปโดยไม่มีการลงมติตามรัฐธรรมนูญมาตรา 152 เพื่อดัดหลังรัฐบาลที่ยื้อการอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจออกไปในช่วงต้นเดือน ธ.ค.ว่า ได้ข่าวว่าพรรค ปชน. ฝ่ายค้าน จะยื่นญัตติไม่ไว้วางใจโดยไม่ลงมติตามมาตรา 152 ของรัฐธรรมนูญอีกญัตติหนึ่ง ทั้งๆ ที่ได้ยื่นญัตติไม่ไว้วางใจแบบลงมติรัฐมนตรี 18 คน ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 151 ไปแล้ว และมีกำหนดวันอภิปรายในวันที่ 7-8-9-10 และลงมติในวันที่ 11 ธ.ค.

นายอดิศรระบุว่า เกมการเมืองเช่นนี้ของฝ่ายค้านถือว่าอ่อนหัดซ้ำซากอีกครั้งของฝ่ายค้าน ไม่ไว้วางใจมาตรา 151 กับมาตรา 152 เจตนารมณ์ตามรัฐธรรมนูญไม่เหมือนกัน มาตรา 151 สส.จำนวนไม่น้อยกว่า 1 ใน 5 เข้าชื่อเพื่อเปิดอภิปราย เพื่อลงมติไม่ไว้วางใจมาตรา 152 สส.จำนวน 1 ใน 10 เข้าชื่อยื่นญัตติ เพื่อซักถามข้อเท็จจริงหรือเสนอแนะปัญหาต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) โดยไม่มีการลงมติ ในเมื่อฝ่ายค้านได้ยื่นญัตติไม่ไว้วางใจเพื่อลงมติตามมาตรา 151 ไปแล้ว จะมายื่นญัตติตามมาตรา 152 อีกทำไม

"เพื่อดัดหลังรัฐบาลที่กำหนดเวลาเนิ่นนานในการอภิปรายโดยลงมติไปเป็น 7-11 ธ.ค. ไม่อยากให้มีช่องว่าง เวลาว่างแก่รัฐบาล จึงจะยื่น 152 ซ้ำเข้าไป แต่ 152 เพื่อซักถามข้อเท็จจริงหรือเสนอแนะปัญหาต่อ ครม.ได้เท่านั้น อย่าจับปลาสองมือ ผมขอเตือน เดี๋ยวจะหลุดลอย ไม่ได้เนื้อหาสาระอะไร การอภิปรายตามมาตรา 151 จะสูญเปล่า ไม่แนะนำดีกว่า แต่ขอถาม ปชป.ที่คร่ำหวอดทางการเมือง ช่วยบอกให้ ปชน.หยุดเคลื่อนไหวเรื่องนี้ได้แล้ว หรือจะยื่น 152 เพื่อหาข้อมูลมาอภิปราย 151 คบเด็กสร้างบ้าน มันสับสนวุ่นวายเช่นนี้แหละโยมเอ๊ย อย่าจับปลาสองมือ อะไรจะยึดถือเป็นหลักฐาน มิใช่ไหว้ครูโหมโรงจนลนลาน ไร้หลักการ เป็นไม้หลักปักขี้เลน” นายอดิศรระบุ

ด้านนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรค ปชน. ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร กล่าวถึงข่าวการยื่นญัตติอภิปรายทั่วไปโดยไม่ลงมติมาตรา 152 ว่า เป็นช่องทางและเป็นสิทธิที่ฝ่ายค้านทำได้ แต่จะยื่นหรือไม่ยื่นอย่างไรไม่สำคัญไปกว่าการที่รัฐบาลมีความพร้อมมากแค่ไหนในการชี้แจง

เท้งกั๊กยื่นอภิปราย 152

“จะยื่นหรือไม่ยื่น ขอดูท่าทีของรัฐบาลและการพูดคุยของวิปฝ่ายค้านก่อน ซึ่งล่าสุดข้อตกลงวิป 3 ฝ่ายคือวันที่ 7-11 ธ.ค. การที่รัฐบาลเคารพกลไกสภาไม่จำเป็นที่จะต้องรอในเวทีซักฟอก การตอบกระทู้ 3 สด หรือการชี้แจงกรรมาธิการ ถือเป็นเวทีที่สำคัญ” นายณัฐพงษ์กล่าว

ถามว่า การยืดเวลาวันที่ 7-11 ธ.ค. จะทำให้ฝ่ายค้านเสียเปรียบหรือไม่ ผู้นำฝ่ายค้านฯ กล่าวว่า มุมหนึ่งมองว่าจะทำให้ข้อมูลการซักฟอกแน่นหนามากขึ้น ยิ่งทอดเวลาออกไป ยิ่งมีเวลามากขึ้น เมื่อถามว่านายกฯ สวนกลับมาว่าใครกันแน่ที่ไม่พร้อมเกี่ยวกับกรอบเวลาซักฟอก ผู้นำฝ่ายค้านฯ ย้ำว่า ได้ตอบเรื่องนี้หลายครั้งแล้ว ตั้งแต่วิป 3 ฝ่ายตกลงกันไม่ได้ และฝ่ายค้านขอขยับเวลาออกไป 1 สัปดาห์ จากช่วงที่ตกลงกันขณะนั้น ฝ่ายค้านก็พร้อมทุกสัปดาห์ ซึ่งหากตารางเวลาของนายกฯ มาชี้แจงมาวันเสาร์-อาทิตย์ได้ ก็ยังเชื่อว่าอภิปรายในเดือน พ.ย.ได้ แต่เมื่อมีการตกลงเป็นช่วงต้นเดือน ธ.ค. ก็ต้องเป็นไปตามนั้น ไม่ได้มองว่าเป็นการโต้กันไปมา เพราะบอกทุกครั้งว่าฝ่ายค้านมีความพร้อมในการทำหน้าที่

ซักว่าจากคำพูดของนายกฯ คุณณัฐพงษ์เองบอกเป็นการสาดโคลน แต่การให้สัมภาษณ์ของนายกฯ ยังตอบโต้วาทกรรมพูดดีเข้าตัวพูดชั่วให้คนอื่น มองอย่างไร นายณัฐพงษ์กล่าวว่า ได้เห็นการให้สัมภาษณ์ของนายกฯ แล้ว และตั้งใจไม่ตอบโต้ในประเด็นนี้ เพราะว่าการให้ความเห็นของนายกฯ ขณะนั้นไม่ได้มีอะไรที่ต้องการสื่อสาร แต่เมื่อผู้สื่อข่าวถามก็ต้องตอบ ทั้งนี้ก็ต้องรอดูว่าคนที่เป็นคนตัดสินนักการเมืองก็คือประชาชนที่ติดตามการให้สัมภาษณ์ของนายกฯ

ผู้นำฝ่ายค้านฯ กล่าวว่า ในช่วง 1 เดือนก่อนที่จะถึงวันอภิปรายไม่ไว้วางใจ ยังมีหลายประเด็นที่ฝ่ายค้านต้องการขับเคลื่อนในสภา อาจจะมีการเจรจาระหว่างวิป 2 ฝ่าย เพื่อให้เลื่อนกฎหมายที่มีความสำคัญขึ้นมาพิจารณาก่อน เช่น กฎหมาย ฟ้องปิดปาก ที่ต้องการการฟ้องร้องเพื่อปิดปาก และฉบับอื่นๆ ขณะเดียวกันมีอีกเรื่องที่สำคัญ คือกระบวนการ งบประมาณปี 2571 ที่จะเป็นปีแรกที่สำนักงบประมาณจะใช้วิธี pre-budget consultation หรือกระบวนรับฟังความเห็นก่อนเริ่มทำคำของบประมาณ หรือกลไกการยื่นญัตติในสภาให้รัฐบาลรับฟังเสียงของ สส. ตนหวังว่าประธานสภาฯ จะบรรจุญัตติให้ตรงกับช่วงเวลานั้น และที่ได้รับทราบมาขบวนการ pre-budget consultation จะเข้าวันที่ 5 พ.ย.

ส่วนนายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) กล่าวถึงข่าวฝ่ายค้านจะยื่นขอเปิดอภิปรายมาตรา 152 เพื่อดัดหลังรัฐบาลว่า ยังไม่ได้มีการคุยกัน ซึ่งแนวคิดนี้เลยในวิปฝ่ายค้าน และยังไม่มีการพูดคุยกันภายในพรรค ปชป. เพราะเห็นว่ามันเป็นเพียงกระแสข่าวเฉยๆ พรรคเราโฟกัสกันที่การอภิปรายไม่ไว้วางใจตามมาตรา 151 โดยมีการประชุมเตรียมการหลายรอบ สอบทานข้อมูลต่างๆ กัน

ถามว่า หากมีการอภิปรายทั่วไปตามมาตรา 152 ในช่วงระหว่างนี้ถือว่าเหมาะสมหรือไม่ นายสาทิตย์กล่าวว่า เอาเป็นว่าพรรค ปชป.โฟกัสเรื่องอภิปรายไม่ไว้วางใจมาตรา 151 อยู่ในตอนนี้ ด้วยเหตุผลว่ามาตรา 151 นั้นมาจากการประชุมของวิปร่วมฝ่ายค้าน และทุกพรรคเห็นตรงกัน

“ตอนคุยกันไม่ได้ใช้คำว่าตีตก ม.152 แต่ในการประชุมร่วมเมื่อประมาณ 2 เดือนกว่ามาแล้ว ตอนนั้นเริ่มคุยกันว่าในสมัยประชุมนี้ควรจะยื่นญัตติตามมาตรา 151 หรือ 152 ดี โดยเหตุผลในตอนนั้นคือพฤติกรรมของรัฐบาลมันถึงจุดที่ต้องยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ ไม่ใช่เรื่องการยื่นอภิปรายทั่วไปโดยไม่มีการลงมติ เพราะมีหลายเรื่องที่มีความชัดเจน ทั้งในแง่พฤติกรรมและแง่ข้อมูล เลยตัดสินใจยื่นมาตรา 151 ไป” นายสาทิตย์กล่าว

รองหัวหน้าพรรค ปชป.กล่าวถึงการเตรียมอภิปรายไม่ไว้วางใจตามมาตรา 151 ว่า เหลือแค่มาคุยกันอีกรอบว่าทิศทางของแต่ละคนจะมุ่งไปประเด็นไหน ในประเด็นสำคัญนั้นเราจะแบ่งคนพูดอย่างไร ก็อาจจะกำหนดเวลาได้ส่วนหนึ่ง คาดว่าจะคุยกันในสัปดาห์หน้า ส่วนประเด็นของพรรค ปชป.นั้น คุยกันจบแล้ว โดยยืนตามหลักเดิม

ด้านนายอรรถกร ศิริลัทธยากร สส.ฉะเชิงเทรา และโฆษกพรรคกล้าธรรม (กธ.) กล่าวถึงการอภิปรายไม่ไว้วางใจว่า พรรค กธ.ขอร่วมอภิปรายโดยขอโควตาเวลา 2 ชั่วโมง ตามสิทธิ์ของเรา ส่วนจะมาบังคับให้เราอภิปรายไปตามเจตนารมณ์ของพรรคอื่น เราคงไม่สามารถทำได้ คงจะอภิปรายไปตามเจตนารมณ์ของพรรค กธ.

โวยอนุทินฟ้องไอซ์ปิดปาก

วันเดียวกัน ที่อาคารเรียนรวมสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต นายณัฐพงษ์พร้อมสมาชิกพรรค ปชน. เดินทางมาร่วมชมละครเวทีรัฐสภาจำลอง “The Blues Atmosphere กลืนไม่ได้ คายไม่รอด” ของคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

นายณัฐพงษ์ให้สัมภาษณ์กรณีนายกฯ แจ้งความดำเนินคดี น.ส.รักชนก ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อ พรรค ปชน. หลังแชร์สลิปการโอนเงินปลอมเข้าบัญชีนายกฯ จากเพจ godd dam ว่า มีทีมกฎหมายของพรรคที่คอยช่วยเหลืออยู่แล้ว ส่วนตัวไม่มีข้อกังวลใจอะไร แต่หากจะฝากถึงประเด็นนี้คือ คนที่เป็นนักการเมืองย่อมรู้อยู่แล้วว่าเมื่อดำรงตำแหน่งทางการเมือง บุคคลสาธารณะย่อมถูกวิพากษ์วิจารณ์ได้ และการตรวจสอบการทำหน้าที่ของฝ่ายค้านเป็นเรื่องปกติ จึงไม่อยากเห็นการดำเนินคดีที่พยายามใช้การปิดปาก แม้จะเป็นสิทธิ์ของนายกฯ

“ตัวข้อความที่ผมเห็น น.ส.รักชนกน่าจะมีความระมัดระวังระดับหนึ่ง แต่อาจจะบอกล่วงหน้าไม่ได้ว่าคนนี้เป็นคนตัดสินว่าผิดจริง เพราะต้องเป็นเจ้าหน้าที่ในกระบวนการยุติธรรม จึงขอให้เป็นไปตามกระบวนการยุติธรรม ซึ่งได้คุยกับ น.ส.รักชนกแล้ว” นายณัฐพงษ์กล่าว

ถามว่า มองอย่างไรที่ผ่านมาระบอบสีน้ำเงินพยายามฟ้องร้องเอาผิดฝ่ายค้านมาโดยตลอด นายณัฐพงษ์กล่าวว่า เป็นสิ่งหนึ่งที่เราพยายามผลักดันมาตลอด เพราะไม่อยากเห็นกระบวนการฟ้องปิดปาก เช่น กฎหมาย Anti-SLAPP ซึ่งตอนนี้อยู่ระหว่างการเจรจากับวิปฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาล เพื่อจัดคิวมาพิจารณาก่อน

ที่ สน.ทุ่งสองห้อง เจ้าหน้าที่ตำรวจยังควบคุมตัวนายชัยรัตน์ แอดมินเพจ Godd Dam ผู้ต้องหาคดีโพสต์สลิปปลอม 7 ล้านค่าน้ำชาให้นายอนุทิน หลังถูกสอบปากคำที่กองบังคับการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี 1 (บก.สอท.1) ก่อนนำตัวกลับมาควบคุมไว้ที่ สน.ทุ่งสองห้อง ช่วง 03.00 น.ที่ผ่านมา จนกระทั่งเวลา 10.30 น. ตำรวจควบคุมตัวนายชัยรัตน์ออกจากห้องขังเพื่อไปฝากขังต่อศาลอาญา

ต่อมาพนักงานสอบสวน บก.สอท.คุมตัวนายชัยรัตน์ เรขะวัฒนะ อายุ 26 ปี ผู้ต้องหาชาว จ.นครสวรรค์ พร้อมมายื่นฝากขังครั้งแรกต่อศาลอาญา ในข้อกล่าวหากระทำความผิดฐาน "โดยทุจริต หรือโดยหลอกลวง นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือนหรือปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน หรือต่อการรักษาความมั่นคงปลอดภัยของประเทศ หรือก่อให้เกิดความตื่นตระหนกแก่ประชาชน, ปลอมเอกสารสิทธิและใช้เอกสารสิทธิปลอมในประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน"

ในชั้นจับกุมผู้ต้องหาให้การปฏิเสธ พฤติการณ์มีการใช้สื่อออนไลน์เผยแพร่ข้อความผ่านทางบัญชีเพจเฟซบุ๊กชื่อ "Godd Dam" ซึ่งเป็นเพจสร้างเมื่อวันที่ 13 ธันวาคม 2565 มีผู้ติดตาม 130,000 คน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในสำนวนฝากขังพนักงานสอบสวนบรรยายเนื้อหาการโพสต์บัญชีเพจเฟซบุ๊กชื่อ "Godd Dam" โพสต์ข้อความโดยมีเนื้อหาพาดพิงนายอนุทินเกี่ยวกับสลิปโอนเงินธนาคาร รวมทั้งระบุว่า พฤติการณ์ของบัญชีเพจ "Godd Dem" เป็นภัยต่อความมั่นคงของประเทศหรือก่อให้เกิดความตื่นตระหนกแก่ประชาชน ซึ่งข้อความและภาพถ่ายสลิปปลอมในโพสต์ดังกล่าวเป็นข้อมูลอันเป็นเท็จ เป็นการสร้างข่าวปลอม ยุยงปลุกปั่น มีผลทำให้ประชาชนที่พบเห็นโพสต์ดังกล่าวตื่นตระหนก ทำให้ผู้ถูกพาดพิงเสื่อมเสีย

ท้ายคำร้องพนักงานสอบสวน สอท.ได้คัดค้านการประกันตัว เนื่องจากคดีมีพฤติการณ์ร้ายแรง เป็นการเผยแพร่ข้อมูลปลอมที่จงใจทำให้ประชาชนหลงเชื่อ และบ่อนทำลายความสงบสุขของสังคม เป็นภัยต่อความมั่นคง

จากนั้นทางทีมทนายความของผู้ต้องหาได้มีการยื่นขอคัดค้านการฝากขัง อย่างไรก็ตาม ศาลอาญาพิเคราะห์ความหนักเบาแห่งข้อหาและพฤติการณ์แห่งคดีตามคำร้องฝากขังแล้ว เห็นว่าผู้ต้องหาถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดโดยนำข้อมูลที่บิดเบือน หรือปลอมข้อมูลหรือข้อมูลอันเป็นเท็จเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ และใช้เอกสารสิทธิปลอมโดยประการที่น่าเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่น และประชาชน ซึ่งพฤติการณ์ดังกล่าวนี้นับว่าเป็นพฤติการณ์ร้ายแรง กระทบต่อความสงบสุขในสังคมวงกว้าง อีกทั้งพนักงานสอบสวนคัดค้านการปล่อยชั่วคราวผู้ต้องหา หากอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราว มีเหตุเชื่อว่าผู้ต้องหาจะหลบหนี ในชั้นนี้จึงไม่อนุญาตปล่อยชั่วคราว ผู้ต้องหายกคำร้อง

ศิริโชคตามขยี้ ภท.ต่อ

ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ นายไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) กล่าวถึงกรณีข้อสงสัยเรื่องเว็บไซต์พนันรายใหญ่ที่ยังไม่ถูกสั่งปิด โดยมีกระแสตั้งคำถามว่าอาจเกี่ยวข้องกับเงินส่วยที่ส่งให้พรรคการเมืองใหญ่ว่า ขอยืนยันกระทรวงดีอีดำเนินการอย่างต่อเนื่อง หากมีข้อมูลเข้ามา เจ้าหน้าที่จะดำเนินการตามกฎหมายอย่างเต็มที่

“ข้อสงสัยอาจเกี่ยวข้องกับเงินส่วยที่ส่งให้พรรคการเมืองใหญ่นั้น ไม่ใช่พรรคภูมิใจไทยอย่างแน่นอน แต่อาจเป็นพรรคอื่น” นายไชยชนกกล่าวพร้อมตั้งคำถามย้อนกลับผู้สื่อข่าวว่าพรรคใหญ่มีพรรคไหนบ้าง

ด้านนายศิริโชค โสภา อดีต สส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ โพสต์เฟซบุ๊กเรื่อง The Cambodian Connection: เงื่อนงำจากปอยเปต บ่อนกาสิโน Star Vegas ในปอยเปต” ตอนหนึ่งระบุว่า เดิมเป็นกิจการของครอบครัวสุขเจริญไกรศรี โดยมีนายสมบูรณ์ สุขเจริญไกรศรี หรือ เสี่ยตือ คอสโม เป็นเจ้าของ แต่ปัจจุบัน ครอบครัวนี้ยังเป็นเจ้าของที่แท้จริงอยู่หรือไม่ ในปี 2558 บ่อนแห่งนี้เปลี่ยนไปอยู่ภายใต้บริษัท Donaco International แต่จากเอกสารของบริษัทในเดือน มี.ค.2568 กลับพบว่าลูกชาย 2 คนของเสี่ยตือ คือ นายเตชทัต สุขเจริญไกรศรี (Lee Bug Huy) และนายสุริยะ สุขเจริญไกรศรี (Lee Bug Tong) หรือ “คิว” ซึ่งต่อมาเปลี่ยนชื่อและนามสกุลเป็น นายภูวศิษฐ์ ไชยอรุณโรจน์ ยังถือหุ้นในบริษัท Donaco International ทั้งทางตรงและทางอ้อม รวมกันถึง 42.17 เปอร์เซ็นต์

“วันที่ 20 ก.ย.2568 ตามข้อมูลที่มีการเปิดเผยในรัฐสภา นายสุริยะถูกกล่าวหาว่าเสนอสินบนเดือนละ 40 ล้านบาท ผ่านคนกลาง เพื่อให้ข้อเสนอส่งต่อไปถึงนายไชยชนก จากพรรคภูมิใจไทย แลกกับความช่วยเหลือเกี่ยวกับการปราบปรามเว็บพนันออนไลน์ นายสุริยะปฏิเสธข้อกล่าวหาดังกล่าว แต่หากครอบครัวนี้ขายบ่อนให้คนอื่นไปแล้วจริงๆ เหตุใดนายสุริยะจึงยังถูกกล่าวหาว่าเสนอสินบนถึงเดือนละ 40 ล้านบาท เพื่อแลกกับความช่วยเหลือเกี่ยวกับการปราบปรามเว็บพนัน เขายังมีผลประโยชน์อะไรอยู่ในธุรกิจนี้หรือไม่ และเรื่องยังไม่จบ โดยวันที่ 24 พ.ย.2568 หรือราว 2 เดือนต่อมา น.ส.ณัชชารีย์ สุขเจริญไกรศรี น้องสาวของนายสุริยะ บริจาคเงิน 1 ล้านบาทให้พรรคภูมิใจไทย” นายศิริโชคระบุ

นอกจากนี้ นายศิริโชคยังระบุว่า ยังพบบริษัท สยามกัลฟ์ปิโตรเคมีคัล จำกัด เคยได้รับเงินกู้ 2 ครั้ง รวม 115 ล้านบาท ครั้งแรก 75 ล้านบาท ผู้ให้กู้รายนี้ นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คมนาคม จากพรรคภูมิใจไทย เป็นรองนายกฯ คนเดียวกับที่ได้รับมอบหมายให้มีบทบาทในการตรวจสอบผู้ค้าน้ำมันทั่วประเทศ.

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...